'ไทยไม่ทน' นัดชุมนุมผ่านฟ้าทุกเสาร์ ขีดเส้นไล่ 'ประยุทธ์' ใน 3 เดือน

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2564 กลุ่ม 'ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย' นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะแกนนำกลุ่ม ได้เคลื่อนขบวนจากสะพานผ่านฟ้าลีลาศมาปักหลักชุมนุมที่บริเวณถนนพิษณุโลก ฝั่งศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ก่อนถึงสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรึงกำลังอย่างเข้มงวด พร้อมนำรั้วเหล็กมาปิดกั้นบนถนนพิษณุโลกตั้งแยกนางเลิ้ง มาถึงแยกพาณิชยการ พร้อมติดตั้งลวดหนามหีบเพลงไว้หลายชั้น เพื่อป้องกันผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่

ทั้งนี้ เมื่อเคลื่อนขบวนกลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนถึงบริเวณใกล้เชิงสะพานผ่านชมัยมรุเชฐ ได้มีการตั้งเวทีปราศรัยบนรถหกล้อติดเครื่องเสียง ห่างจากแนวตำรวจ ประมาณ 300 เมตร โดยมีแกนนำและแนวร่วมสลับหมุนเวียนขึ้นมาปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์ การทำงานพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยช่วงหนึ่งแกนนำกลุ่มไทยไม่ทน ได้ร่วมนั่งลงบนถนน ระหว่างรอเตรียมเวทีปราศรัย โดยมีการเปิดเพลงที่ รเนื้อหาร่วมกันขับไล่รัฐบาล เพื่อเลือกตั้งให้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลชุดปัจจุบัน

‘จตุพร’ ปลุก ปชช.สร้าง ‘ฉันทานุมัติ’ นัด ผ่านฟ้าทุกเสาร์ ขีดเส้น ‘ไล่ประยุทธ์’ ใน 3 เดือน

ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุม ของกลุ่ม “ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย” ซึ่งนำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

โดยเวลา 18.10 น. เริ่มเคลื่อนขบวนจากสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนินกลาง

เวลา 18.45 น. ถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ ตำรวจควบคุมฝูงชนตั้วแถวบริเวณพานชมัยมรุเชฐ พร้อมวางแนวลวดหนาม โดย กลุ่มไทยไม่ทน ได้จอดรถปราศรัยบริเวณหน้า วิทยาลัยพณิชยการพระนคร ซึ่งห่างจากแนวตำรวจ ประมาณ 300 เมตร พร้อมขอความร่วมมือประชาชนไม่รุกเข้าไปในแนวตำรวจ จากนั้นมีการบรรเลงดนตรี ต่อด้วยการสลับปราศรัยอย่างต่อเนื่อง

เวลา 21.28 น. นายจตุพรกล่าวว่า หลายคนออกมาปรามาสว่า สิ่งที่เราทำเป็นไปไม่ได้ ตนได้อธิบายกับพี่น้องว่า จะทำให้ประชาชนซึ่งอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งได้มีความเข้าใจ อันเป็นผลจากการบริหารชาติของคณะรัฐประหาร

นายจตุพรกล่าวต่อว่า ช่วงบ่าย กลุ่มประชาชนคนไทย ทนายนิติธร ล้ำเหลือ ล่วงหน้ามาตั้งแต่ 15.00 น. และประกาศชัดว่า กลุ่มไทยไม่ทนขยับมาเมื่อไหร่ เขาจะขยับออกเมื่อนั้น ประชาชนต้องสามัคคีกัน

“การไล่ประยุทธ์ เสมือนยากลำบาก เพราะมีหลายบทบางวันเป็นบ้า บางวันเป็นคนดี บางวันเกรี้ยวกราด เช้ามาขอโทษ วันนี้พูดอย่าง อีกวันพูดอย่าง เอาแน่นอนไม่ได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ คนไทยเดือนร้อนจนเคยชิน แต่ไม่พยายามคิด ว่าจะลุกมาจัดการประยุทธ์อย่างไร ที่สำคัญ คนไทยนั้นไม่พร้อมลุกขึ้นมาจัดการประยุทธ์

วันเสาร์นี้มาเท่านี้ เสาร์หน้ามาเท่าตัว ไม่เกิน 3 เดือน ประยุทธ์ต้องออกไป ลองมองตัวคนรอบข้างประยุทธ์ จับมาเอ็กซเรย์ ว่ามั่งมีศรีสุขขนาดไหน ลองไปตรวจสอบกันในตลาดหลักทรัพย์ คุมได้ทุกอย่าง บ้านเมืองนี้ไม่เหลืออะไร ความจริง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีสิทธิบอกว่าผมผิดอะไร เพราะคุณผิดตั้งแต่รัฐประหารเข้ามาแล้ว

เผด็จการอย่างไร คือเผด็จการวันยันค่ำ กติกาไหนได้เปรียบเอาอันนั้น เสียเปรียบฉีกกติกานั้น ผมได้เตือนไปยังซีกการเมืองว่า อย่าไว้ใจว่าจะได้รับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้ปรากฏชัดว่าร่างที่เสนอ 13 ฉบับ วุฒิสภา คว่ำ 12 ฉบับ จึงบอกฝ่ายค้านว่า เมื่อเส็งเคร็งเช่นนี้ ลาออกมา แล้วมาร่วมสู้กับประชาชน” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวต่อว่า ถ้านักการเมืองเองไม่กล้าเสียสละ พร้อมจะเดินตามกติกาที่เผด็จการเขียนบังคับให้เดิน อย่าว่าแต่ชาตินี้ ชาติหน้าคุณก็แพ้ ประชาชนที่พร้อมเสี่ยงลงมาถนนเพราะเขารู้ว่า นี่คือช่องทางเดียว ถ้าประยุทธ์ออกไป ชีวิตเขาจะดีขึ้น ถามหัวใจคนไทย ว่าคุณทนประยุทธ์ได้อย่างไร ทำไมไม่มาร่วมมือจัดการประยุทธ์ ประยุทธ์ไม่ได้เหาะมา เหมือนเผด็การทั้งหลายในอดีต ที่ว่าหนักกันแล้ว ยังไม่แย่เท่าประยุทธ์ เผด็จการหลายคนไม่มีความกะล่อน ตระบัดสัตย์ แต่ผมขอเรียนว่า ถ้าการตรวจสอบมีจริง เผด็จการนี้จะทุจริตมากกว่าเผด็จการที่เคยมีมา เขียนรัฐธรรมนูญ ออกแบบองค์กรอิสระ ตั้งคนของตัวเอง มีคนคุ้มกันเต็มไปหมด ไม่มีใครสามารถจัดการได้ยกเว้นประชาชน

“ในฐานะคนผ่านเหตุการณ์ 2535 ตอนนั้นไม่มีการขนคนมา  มากันเองด้วยการสมัครใจ จุดเริ่มต้นวันนั้น คนน้อยกว่านี้หลายเท่า แต่ค่อยๆ คนเพิ่มขึ้น และสามารถจัดการเผด็จการได้ใน 47 วัน วันนี้ผมมีความหวัง ผมต้องส่งเสียงไปยังพี่น้องที่บ้าน ขอบคุณที่ร่วมสู้ในสงครามโซเชียลมีเดีย แต่ขอสัญญาได้หรือไม่ ว่าเราจะมาทุกเสาร์ จนมืดฟ้ามัวดิน จนเราไม่กลับ จนกว่าประยุทธ์จะลาออก สงครามยังไม่จบวันนี้ ขอบคุณคนรุ่นใหม่ที่มาร่วมจำนวนมาก และขอบคุณคนที่ร่วมสู้กันมา

อยากถามประยุทธ์ว่า เป็นใครมาว่าประชาชนเกะกะ เพราะคุณก็คือประชาชน เกะกะมา 7 ปี ประชาชนยังทนได้ ประชาชนมาขับไล่ไม่กี่วัน มาหาว่าประชาชนเกะกะ ผมไม่ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีหูหรือไม่ พูดอย่างเดียว พูดเสร็จก็จบไป ดังนั้น ใครจะมาเป็นนายก แค่ทำตัวตรงข้ามกับประยุทธ์ ก็แก้ไขปัญหาชาติได้แล้ว”

นายจตุพรกล่าวอีกว่า ประชาธิปไตยไม่มีทางออกจากเผด็จการ จึงต้องขับไล่หัวหน้าเผด็จการ ผมเชื่อเหมือนสมัยขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ดังนั้น

1.ประชาชนในสังคมนี้ จะต้องตกลงเป็นฉันทามติร่วมกัน วางหลักการไว้ก่อนว่า นายกคนต่อไป ต้องแก้ปัญหาจบในเวลากี่เดือน แก้โควิดจบ แก้รัฐธรรมนูญจบ ใครก็ได้ที่รับเงื่อนไขของประชาชน ฉันทานุมัติของประชาชน จะเป็นตัวกำหนดประเทศ ความจริงประเทศนี้ไม่ควรมีวุฒิสภาด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

ขอให้เชื่ออย่างหนึ่ง ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่จะไป อยู่ที่พี่น้องประชาชน เสาร์หน้าเจอกันสะพานผ่านฟ้า มามากกว่านี้ เพิ่มขึ้นทุกเสาร์ จนไม่มีที่ยืน ถ้าพี่น้องทนความโหลยโท่ยของประยุทธ์ได้ ก็ทนไป ถ้าทนไม่ได้ ออกมาผ่านฟ้า เดินไปทำเนียบเหมือนเดิม” นายจตุพรกล่าว และว่า

ภารกิจเรา 3 เดือน จัดการประยุทธ์ให้เรียบร้อย รักษาแรงไว้ เพื่อชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของเรา

ก่อนยุติการชุมนุมในเวลา 22.05 น.

เครือข่าย 30 องค์กรประชาธิปไตยเรียกร้อง ‘ประยุทธ์ลาออกโดยทันที’

ก่อนหน้านั้นในช่วงบ่าย นายเมธา มาสขาว ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่าย 30 องค์กรประชาธิปไตย ได้แถลงสรุปประเด็นการประชุมออนไลน์และในที่ประชุมองค์กรประชาธิปไตย ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ว่าเครือข่าย 30 องค์กรประชาธิปไตยเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจมาอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นที่น่าเสียใจที่รัฐบาลที่เคยแถลงนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภาไม่นำพาในการแก้ไขอย่างจริงใจ โดยเฉพาะการโหวตตกร่างแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 12 ฉบับเพื่อรับหลักการไว้ก่อน แต่ปล่อยให้ผ่านเพียงแค่ฉบับเดียว เหมือนกับช่วงที่ภาคประชาชนเคยนำเสนอร่างแก้ไข 50,000 รายชื่อ ก็ถูกปัดตกวาระแรก

การโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 นี้สะท้อนบทบาทของ ส.ว.ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการค้ำอำนาจระบอบประยุทธ์อย่างชัดเจน และเราไม่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาธิปัตย์จะแก้ไขปัญหาสืบทอดอำนาจได้ แต่เป็นการสมประโยชน์กันของพรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาล โดยใช้ ส.ว.เป็นเครื่องมือ เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาในระบบการเลือกตั้งอย่างเดียวที่สอดคล้องกับพรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาการสืบทอดอำนาจตามที่ภาคประชาชนเสนอแต่อย่างใด ดังนั้น เราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลทำการประชามติตามมติศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็ว เพื่อให้เกิด ส.ส.ร.มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับตามข้อเรียกร้องของประชาชน

โดยเครือข่าย 30 องค์กรประชาธิปไตย นอกจากสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรื้อระบอบ คสช.ของกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า และไอลอว์แล้ว จะมีการจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเสนอประชามติคู่ขนานกับ ส.ส.ร.ต่อไปด้วย

“วันนี้เครือข่าย 30 องค์กรเห็นว่าความล้มเหลวของ พล.อ.ประยุทธ์ และพวกทำให้บ้านเมืองเสียเวลามาอย่างยาวนานแล้ว และหมดเวลาไปตั้งนานแล้ว ดังนั้น เครือข่าย 30 องค์กรประชาธิปไตยจึงสนับสนุนการขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ร่วมกับขบวนการประชาชนทุกกลุ่มที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย กลุ่มประชาชนคนไทย หรือเครือข่ายราษฎร ด้วยเป็นจุดยืนลำดับแรกร่วมกันคือเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เพราะความผิดสำเร็จของการสืบทอดอำนาจ รวบอำนาจการปกครองทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่นทางเศรษฐกิจ ปล่อยให้มีการผูกขาดเศรษฐกิจโดยมหาเศรษฐีและเจ้าสัวอย่างชัดแจ้ง รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปสังคมที่ถูกละเลยจนนักเรียนนิสิตนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านจำนวนมากเพื่อหยุดยั้งระบอบอำนาจนิยมที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์

เครือข่ายจึงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลา ออกโดยทันที และเตรียมเข้าร่วมกับประชาชนทุกฝ่ายเพื่อกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ลงจากอำนาจโดยเร็ว” นายเมธากล่าว

 

ที่มาเรียบเรียงจาก เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ | มติชนออนไลน์ [1] [2]

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์