ภาคี #SAVEบางกลอย จี้ 3 หน่วยงานเยียวยากะเหรี่ยงบางกลอย หลังพบ 13 ชาวบ้านป่วยหนัก ‘วราวุธ’ ย้ำ ชงป่าแก่งกระจานขึ้นมรดกโลก 16 ก.ค.

ภาคี #SAVEบางกลอย จี้ 3 หน่วยงานรัฐเร่งเยียวยากะเหรี่ยงบางกลอย จ.เพชรบุรี หลังพบชาวบ้าน 13 คนป่วยหนัก คาดเกิดจากภาวะขาดสารอาหาร ‘เฌอเอม-ชญาธนุส’ ชี้ เป็นความรับผิดชอบของกรมอุทยานฯ มุ่งดันมรดกโลกแต่ทิ้งชีวิตคน ด้าน ‘วราวุธ’ ย้ำ แก้ปัญหาบางกลอยต่อเนื่อง เตรียมเดินหน้าชงแก่งกระจานขึ้นมรดกโลก 16 ก.ค. นี้ 

วันนี้ (2 ก.ค. 2564) ภาคี #SAVEบางกลอย ออกแถลงการณ์จี้ 3 หน่วยงานรัฐเร่งเยียวยาชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลังได้รับรายงานพบชาวบ้าน 13 คนอาการป่วยหนัก คาดเกิดจากภาวะขาดสารอาหารเนื่องจากไม่มีที่ดินทำกินและไม่สามารถหาของป่าบริโภคในครัวเรือนได้ ภายหลังถูกอพยพโยกย้ายชุมชนจากบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ตั้งแต่ปี 2539 และหลังชาวบ้าน 27 คนถูกจับกุมดำเนินคดีด้วยข้อหาหนักเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา

แถลงการณ์ระบุว่า ภาคี #SAVEบางกลอย ได้ติดตามเรื่องราวการต่อสู้สู่เส้นทางกลับบ้านของชาวบางกลอยมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับแจ้งข่าวล่าสุดจากชุมชนบ้านบางกลอยว่า ขณะนี้ชาวบ้านกำลังตกอยู่ในสภาวะเจ็บป่วยที่ยังไม่อาจสืบทราบสาเหตุ อย่างไรก็ตามคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาวะขาดแคลนอาหารอันเนื่องมาจากการไร้ที่ดินทำกินและขาดรายได้ ประกอบการกับถูกดำเนินคดี และการข่มขู่ไม่ให้ชาวบ้านสามารถเข้าไปในพื้นที่ป่าเพื่อเก็บหาของป่าประทังชีวิต โดยพบว่าอาการเจ็บป่วยของชาวบ้านทั้ง 13 คนมีหลากหลาย อาทิ ต้อกระจก ไมเกรน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ปวดท้อง มีลมในปอดมาก หอบ ไอ และโรคความดัน เป็นต้น ทั้งนี้ยังมีผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมากที่อาการค่อยๆ หนักขึ้น รวมถึงมารดาที่ไม่สามารถให้นมบุตรได้และทารกแรกเกิดที่พิการจนไม่สามารถบริโภคน้ำนมแม่ได้ตามปรกติอีกด้วย

ภาคี #SAVEบางกลอย มีข้อเรียกร้องถึง 3 หน่วยงาน โดยให้กระทรวงสาธารณสุขจัดให้มีทีมแพทย์อาสาเข้าไปประเมินอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นของชาวบ้านในพื้นที่โดยเร่งด่วน และให้ความช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลในกรณีชาวบ้านที่มีอาการรุนแรง ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ชาวบ้านโดยเร่งด่วน รวมทั้งให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีช่องทางให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารจากทรัพยากรธรรมชาติได้ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถมีอาหารรับประทานในครัวเรือนตามวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงอย่างเพียงพอตามปรกติธุระ

“เรายืนยันว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะนี้ ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยมิเพียงได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้และอาหารดังเช่นประชาชนในเมืองเท่านั้น แต่ยังได้รับผลกระทบจากอคติทางชาติพันธุ์และการบังคับใช้กฎหมายโดยไร้มนุษยธรรมจากภาครัฐด้วย เราไม่อาจปล่อยให้เพื่อนร่วมสังคมต้องถูกเลือกปฏิบัติและตกสำรวจจากกระบวนการเยียวยาทุกรูปแบบเช่นนี้ หากยังเชื่อมั่นว่าทุกเลือดเนื้อและชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ใดๆ ก็ล้วนมีคุณค่าความเป็นคนเท่ากัน” แถลงการณ์ระบุ

‘เฌอเอม’ ชญาธนุส ศรทัตต์ อดีตผู้เข้าประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2020 และสมาชิกภาคี #SAVEบางกลอย กล่าวว่า กรณีนี้เป็นความรับผิดชอบของอุทยานฯ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องเห็นชีวิตมนุษย์สำคัญกว่าเขตแดน ต้นไม้ ป่า เราช่วยกันอนุรักษ์ได้ สามารถใช้ได้ด้วย ตอนนี้ทรัพยากรถูกจำกัดไว้เพื่อคนกลุ่มเดียว เป็นความภูมิใจในการขึ้นมรดกโลก แต่ชาวบ้านกลับล้มป่วยไปที่ละคน ไม่สิทธิ์ใช้ประโยชน์จากป่า

“ตอนนี้มีคนจะตายจากการถูกบังคับไม่ให้ใช้ประโยชน์จากป่า ชีวิตคนมันเอากลับมาไม่ได้ ถ้าคุณไม่ให้เขากลับไป คุณก็ต้องให้อาหารที่กินได้เลยกับเขา ให้หยูกยากับเขา ชาวบ้านเขาไม่ได้อยากอยู่ตรงนี้ คุณอยากให้เขาอยู่ตรงนี้เอง ฉะนั้นเป็นความรับผิดชอบของอุทยานฯ โดยตรง คุณจะเมินแล้วบอกว่าไม่เกี่ยวกับคุณไม่ได้ มันเป็นเรื่องโหดร้าย เราโอเคจริงๆ หรือที่จะให้พื้นที่นี้เป็นมรดกโลกบนชีวิตของคนเหล่านี้ สมมติว่าแก่งกระจานได้เป็นมรดกโลกโดยที่ตอนนี้คุณไม่เหลียวแลเขา วันหนึ่งเขาตายไป คุณจะยอมรับได้ไหมที่มรดกโลกของคุณมันแปดเปื้อนไปด้วยชีวิตคน ทั้งที่มรดกโลกที่อื่นมีทั้งคนกับป่าอยู่ด้วยกันก็ได้” เฌอเอมกล่าว

นอกจากนั้นผู้แทนภาคี #SAVEบางกลอย ยังย้ำว่า ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะผลักดันผืนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก แต่ผิดที่ออกมาบอกว่าชาวบ้านอยู่ดีกินดี เพราะไม่ได้แก้ปัญหาเลย ชาวบ้านไม่ไหวแล้ว คุณไม่สนใจเขา หรือคุณคิดว่านี่คือดีที่สุดแล้วที่เขาควรได้หรือ ตนเชื่อมั่นว่าคณะกรรมการมรดกโลกคงไม่เชื่อคำว่าดีที่สุดของรัฐมนตรีวราวุธ เขากังวลเรื่องสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด และตอนนี้เรากำลังล้ำเส้นเขาอย่างร้ายแรง

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงความคืบหน้าการนำเสนอพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ชี้ว่ารัฐบาลเน้นแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการร่วมกันและเป็นขั้นตอน ที่ผ่านมารัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรฯ ได้แก้ปัญหาชุมชนบ้านบางกลอยมาอย่างต่อเนื่อง และมีหน่วยงานของรัฐมากกว่า 20 หน่วยงาน ได้เข้าไปดำเนินโครงการต่างในพื้นที่ ไม่น้อยกว่า 88 โครงการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ส่งเสริมอายุ สุขอนามัย รวมถึงวิธีชีวิตดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง รวมทั้งได้แก้ปัญหาที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบางกลอย

โดยเวทีประชุมทางไกลของคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 44 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-31 ก.ค. นี้ โดยตนย้ำว่า ประเทศไทยมีเรื่องกลุ่มป่าแก่งกระจานเรื่องเดียวที่ขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งตนมั่นใจและเทหมดหน้าตัก เวลานี้มีอย่างน้อย 7-8 ประเทศ ที่ให้การสนับสนุน

 

แถลงการณ์ภาคี #SAVEบางกลอย

เรื่อง สถานการณ์เจ็บป่วยของชาวบ้านบางกลอย และข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2564 ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยแม่เพรียง จังหวัดเพชรบุรี ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร้องเรียนกรณีปัญหาความเดือดร้อนด้านความมั่นคงทางอาหาร หลังช่วงที่ผ่านมาชาวบ้านต้องประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารอย่างหนักเนื่องจากที่ดินในหมู่บ้านไม่สามารถปลูกพืชได้ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งล่าสุดทำให้ชาวบ้านต้องเผชิญปัญหาด้านเศรษฐกิจ ขาดรายได้ ไม่มีเงินซื้ออาหารบริโภคในครัวเรือน จนเกิดเป็นอาการเจ็บป่วยของชาวบ้านหลายคน ซึ่งชาวบ้านยืนยันว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากการบริหารจัดการของภาครัฐที่ทิ้งชาวบ้านไว้ข้างหลังมาไม่ต่ำกว่า 25 ปี นับแต่วันที่มีการอพยพชาวบ้านลงมาจากบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน เมื่อปี 2539

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2564 ภาคี #SAVEบางกลอย ได้รับรายงานว่าเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้บริจาคเงินจำนวน 50,000 บาทให้ชาวบ้านผ่านโครงการผักปลอดภัย เพื่อสนับสนุนค่าติดตั้งท่อส่งน้ำต่อเข้าพื้นที่ไร่ของชาวบ้าน รวมทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ผัก ซึ่งชาวบ้านก็ยืนยันว่าไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งมองว่าเป็นการผลักภาระให้ชาวบ้าน เนื่องจากการติดตั้งท่อส่งน้ำควรเป็นหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องมีหน้าที่ในการดูแล เยียวยา อำนวยความสะดวกในกรณีที่อพยพโยกย้ายชุมชนแล้วไม่มีการบริหารจัดการที่ดี

อีกทั้งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ข่าวของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เผยแพร่รายงานพิเศษเรื่อง “บางกลอยวันนี้ กับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีที่ดินทำกิน มีสวัสดิการพื้นฐาน” ระบุว่า ได้มีหน่วยงานต่างๆ เข้าไปดำเนินกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดสรรที่ดินทำกิน การจัดทำแปลงสาธิต การปรับปรุงดิน การจัดหาแหล่งน้ำและระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ สนับสนุนด้านสาธารณูปโภค ด้านสุขอนามัย การส่งเสริมการศึกษานอกระบบ รวมทั้งการจ้างงาน เพื่อให้ชาวบ้านบางกลอยมีคุณภาพชีวิต มีสุขอนามัย มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งพวกเราภาคี #SAVEบางกลอย ยืนยันว่า คุณภาพชีวิตของชาวบ้านจำนวนมากยังไม่ได้ดีขึ้นตามที่กรมอุทยานฯ กล่าวอ้าง และยังประสบปัญหาด้านปากท้องอย่างหนักยิ่งขึ้น จนเป็นชนวนเหตุให้ชาวบ้าน 36 ครัวเรือนตัดสินใจเดินเท้ากลับไปที่บางกลอยบนอีกครั้งเมื่อต้นปี 2564 เกิดเป็นการจับกุมดำเนินคดีเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา

ภาคี #SAVEบางกลอย ได้ติดตามเรื่องราวการต่อสู้สู่เส้นทางกลับบ้านของชาวบางกลอยมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับแจ้งข่าวล่าสุดจากชุมชนบ้านบางกลอยว่า ขณะนี้ชาวบ้านกำลังตกอยู่ในสภาวะเจ็บป่วยที่ยังไม่อาจสืบทราบสาเหตุ อย่างไรก็ตามคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาวะขาดแคลนอาหารอันเนื่องมาจากการไร้ที่ดินทำกินและขาดรายได้ ประกอบการกับถูกดำเนินคดี และการข่มขู่ไม่ให้ชาวบ้านสามารถเข้าไปในพื้นที่ป่าเพื่อเก็บหาของป่าประทังชีวิต โดยมีรายชื่อชาวบ้านที่เจ็บป่วยและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนดังต่อไปนี้

1.นายพงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร มีอาการตาซ้ายมองไม่เห็น มีจุดขาวในตา

2.นางกิ๊ป  ต้นน้ำเพชร มีอาการปวดเมื่อยตามตัว, มึนหัว, เกลือแร่ต่ำ, เจ็บมือเจ็บเท้า, แขนขาไม่มีแรง

3.นายปีกนก ต้นน้ำเพชร มีอาการปวดหัวไมเกรน, ความดันสูง, ไขมันลอย

4.นางแก้วใจ ทองเกิด มีอาการปวดหัว, มึนหัว, ไม่มีแรง, มีผื่นขึ้นตามตัว, มีลมมากในช่องปอดทำให้หายใจไม่สะดวก, ความดันต่ำ

5.นางแก้ว กว่าบุ มีอาการปวดเอวทำงานไม่สะดวก, ปวดหัว, ปวดตา, ปวดท้องเป็นบางครั้ง

6.นายจอขละ ต้นน้ำเพชร มีอาการเจ็บเอว, เจ็บหัวเข่า, ข้อขาบวมบางครั้ง, มีอาการไอเป็นบางครั้ง

7.นายตากินุ กว่าบุ มีอาการหอบ, ไอ, ไม่มีแรง

8.นางสาวสุวรรณ กว่าบุ มีอาการปวดท้อง, เจ็บท้อง

9.นายพ้าโมล ลาเดาะ มีอาการไม่มีแรง, ไม่สบายเป็นช่วงๆ, ปวดเมื่อยตามตัว, เจ็บเอว

10.นางไสน้า บัวศรี มีอาการเจ็บเส้นตามตัวและมีอาการบวมตามมือเท้า, มีไข้เป็นบางครั้ง, แน่นอก

11.นายพร บัวศรี มีอาการหลังจากไปผ่าตัดไตมาก็มีอาการบวมที่ท้อง, ปวดหัว, เจ็บเส้นหัวเข่า

12.นางรุ่งทิพย์ จีบุ้ง มีอาการหูหนวก, หนักหัว, ไม่มีแรง, มือเท้าสั่น

13.นางบุตุยมึ บัวศรี มีอาการเจ็บท้อง, เจ็บเข่าขวาลามไปถึงหลัง

โดยรายชื่อเหล่านี้ คือรายชื่อของผู้ป่วยที่ควรได้รับการรักษาทันที เนื่องจากไม่สามารถลุกขึ้นมาดำเนินชีวิตตามปรกติได้ ทั้งนี้ยังมีผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมากที่อาการค่อยๆ หนักขึ้น รวมถึงมารดาที่ไม่สามารถให้นมบุตรได้และทารกแรกเกิดที่พิการจนไม่สามารถบริโภคน้ำนมแม่ได้ตามปรกติอีกด้วย

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่บ้านบางกลอยล่าง ภาคี #SAVEบางกลอย มีข้อเรียกร้องถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

1.ให้กระทรวงสาธารณสุขจัดให้มีทีมแพทย์อาสาเข้าไปประเมินอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นของชาวบ้านในพื้นที่โดยเร่งด่วน และให้ความช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลในกรณีชาวบ้านที่มีอาการรุนแรง ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล

2.ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ชาวบ้านโดยเร่งด่วน

3.ให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีช่องทางให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารจากทรัพยากรธรรมชาติได้ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถมีอาหารรับประทานในครัวเรือนตามวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงอย่างเพียงพอตามปรกติธุระ

เรายืนยันว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะนี้ ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยมิเพียงได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้และอาหารดังเช่นประชาชนในเมืองเท่านั้น แต่ยังได้รับผลกระทบจากอคติทางชาติพันธุ์และการบังคับใช้กฎหมายโดยไร้มนุษยธรรมจากภาครัฐด้วย เราไม่อาจปล่อยให้เพื่อนร่วมสังคมต้องถูกเลือกปฏิบัติและตกสำรวจจากกระบวนการเยียวยาทุกรูปแบบเช่นนี้ หากยังเชื่อมั่นว่าทุกเลือดเนื้อและชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ใดๆ ก็ล้วนมีคุณค่าความเป็นคนเท่ากัน 

และหากภาครัฐยังคงเพิกเฉย ปล่อยให้ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยยังต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้ายโดยไม่เหลียวแลต่อไป การเคลื่อนไหวจะเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของเรา

คนต้องเท่ากัน ชาติพันธุ์ก็คือคน

ภาคี #SAVEบางกลอย

2 กรกฎาคม 2564

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์