บทเรียน จากหนังสือเงื่อนตาย: รัฐกับชาวนาฆ่าตัวตาย Dead Lock State and Peasant’ Suicide

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

หนังสือเงื่อนตาย : รัฐกับชาวนาฆ่าตัวตาย เป็นหนังสือที่ปรับมาจากวิทยานิพนธ์ดีเด่นเรื่อง ชาวนาฆ่าตัวตาย : รัฐ โครงสร้างเศรษฐกิจ และความรุนแรง แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปีการศึกษา 2558 สาขาสังคมศาสตร์เขียนโดย อาจารย์กาญจนา บุญยัง ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ใช้การอธิบายแบบกรณีศึกษา 
(case study) แบบสุดขั้ว (extreme case) 4 กรณี 1. พรพิศ เหมือนศรี (เกี่ยวเนื่องกับกฏหมายที่ดิน) 2. นายสากล ใสกระจ่าง (นามสมมติ เกี่ยวกับกฏหมายขายฝาก) 3. วัลลภ อำพันทอง (ความล้มเหลวในระบบตลาด) และ 4.อนันต์ สายประยงค์ (กรณีเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว) ซึ่งหนังสือเล่มได้พยายามอธิบายถึงการฆ่าตัวได้นั้นมิได้เกิดขึ้นแค่ปัจเจกชนโดดๆ หากแต่ทุกกรณีที่ยกมาเกี่ยวข้องกับรัฐโดยสิ้นเชิง

ทำไมจึงชาวนาจึงฆ่าตัวตาย ? 

รัฐไร้ความยืดหยุ่น กล่าวคือ แนวทางของรัฐสมัยใหม่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมมักมุ่งเน้นโดยการเอื้อประโยชน์แก่ ทุน/ตลาด เป็นหลัก แต่ละเลยชาวนาส่งผลให้ชาวนาได้รับผลกระทบจากแนวทางการพัฒนาที่มีการจัดการทรัพยากรอย่างไม่เสมอภาคและทำให้ชาวนาไม่มีอำนาจต่อรองกับรัฐเพื่อรักษาทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการทำนา การไม่มีอำนาจการต่อรองทรัพยากรส่งผลให้ชาวนาขาดกลไกประกันความเสี่ยง ยิ่งไปกว่านั้นรัฐยังผลักให้ชาวนารับความเสี่ยงจากระบบตลาดด้วยตัวเองตามกลไกการค้าเสรีจึงเป็นผลให้ชาวนาต้องหาแหล่งเงินทุนจากธนาคารและนายทุนนอกระบบ แต่ด้วยเพราะอาชีพของชาวนาที่ต้องพึ่งพิงกับธรรมชาติ เพราะฉะนั้นจึงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของภัยธรรมชาติ หรือปัจจัยภายนอกอย่างความผันผวนของของตลาด อย่างเช่น ภัยน้ำท่วม ราคาข้าวตกต่ำ เป็นต้น ส่งผลให้ชาวนาตกอยู่ภายใต้การกำกับติดตามด้วยการท้วงเงินจากแหล่งเงินทุนที่ไปกู้มา และถูกกำกับด้วยหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฏเกณฑ์เงื่อนไขอย่างเคร่งครัดไร้ความหยืดหยุ่นและความเคร่งครัดของรัฐเช่นนี้ได้กลายมาเป็นบ่วงเงื่อนที่คอยรัดคอของชาวนาอยู่เสมอ

ความซับซ้อนและความล่าช้า กล่าวคือ ในหนังสือเล่มนี้อธิบายว่ารัฐมิได้กระทำความรุนแรงทางกายภาพต่อชาวนา ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงกลไกของรัฐได้ดำเนินตามหน้าที่ตามปกติซึ่งรองรับด้วยระเบียบขั้นตอนตามกฏหมายและการตัดสินใจตามสายบังคับบัญชาอย่างเป็นลำดับแต่ะละขั้นไปเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้คือระบบราชการไทยที่เต็มไปด้วยความยุ่งยากและความล่าช้าต่อการร้องเรียนต่อสู้ ปัญหาของระบบการบริหารของระบบราชการเช่นนี้แม้ไม่ทำความรุนแรงทางกายภาพต่อชาวนา แต่ทำให้ผู้ปฏิบัติงาน (ข้าราชการ)แบ่งแยกการรับรู้โดยไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการปฏิบัติงานด้วยกฏระเบียบของตนกับความบีบครั้นของชาวนาที่ต้องการความช่วยเหลือ กล่าวคือ เหล่าบรรดาข้าราชการไม่ได้เข้าใจปัญหานั้นจริงๆ เพราะสนใจแค่ทำตามกฎระเบียบที่เคร่งครัดเท่านั้น หรือที่เรามักจะได้ยินเมื่อประชาชนคนธรรมดาไปติดต่อกับส่วนราชการบางครั้งมักจะเจอการบริการที่ไม่ประทับใจจากข้าราชการซึ่งอาจจะเป็นไปได้ที่ว่าพวกเขามองอีกฝ่ายมีสถานะด้อยกว่าและมีระยะห่างเกินกว่าที่จะมาสนใจและเต็มใจบริการเรื่องที่ประชาชนมาร้องเรียน ซึ่งความล่าช้าและซับซ้อนของระบบราชการไทยเหล่านี้จึงเป็นการผลักให้ชาวนาไร้ที่พึงต้องสู้กับความอยุติธรรมด้วยตัวเอง

สุดหนทาง การฆ่าตัวตายบางครั้งมักถูกปรามาสว่าเหตุใดไม่สู้ให้ถึงที่สุด ทำไปทำไม แต่กรณีในหนังสือเล่มนี้กลับให้ภาพที่เต็มไปด้วยการต่อสู้จนสุดหนทางของชาวนาทั้ง 4 คน ดังกรณีของพรเพชร เหมือนศรีที่ต่อสู้กับกฎหมายของรัฐยาวนานถึง 36 ปี (พ.ศ.2511 - 2547) เธอได้ยื่นจดหมายร้องเรียน 477 ฉบับ แถลงการณ์ ประท้วงบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล การพยายามฆ่าตัวตาย 5 ครั้ง อาทิ พยายามเผาตัวเองประท้วง ผูกคอตายใต้ต้นมะขามหน้าทำเนียบ เป็นต้น แต่ในระหว่างการต่อสู้เธอกลับถูกกล่าวหาว่าเรียกร้องความสนใจ กล่าวหาว่าเธอเป็นบ้าด้วยการพาไปโรงพยาบาลนิติจิตเวช หรือแม้กระทั่งรับปากจะดำเนินการให้แต่เรื่องกลับเงียบหาย เธอจึงต้องต่อสู้ยาวนานถึง 36 ปี และจบด้วยการถูกฆาตกรรม ซึ่งผู้เขียนหนังสืออธิบายกรณีนี้ไว้ว่าการต่อสู้ของพรเพชร การขู่/พยายามฆ่าตัวตายเป็นวิธีการใช้ต่อสู้กับรัฐเพื่อส่งสารถึงรัฐและสังคมว่าเธอได้รับ
ความอยุติธรรม และแสดงให้เห็นถึงความล่าช้าของระบบราชการตามลำดับชั้นอย่างไร้ประสิทธิภาพ

การตัดพ้อต่อรัฐ การต่อสู้ของชาวนาพวกเขาได้พยายามดิ้นร้นทุกหนทางเพื่อให้ได้ความยุติธรรมกลับมาแต่เมื่อพวกเขาเรียกร้อง เสียงของพวกเขากลับไม่มีใครได้ยินและสนใจ ดังกรณี สากล ใสกระจ่าง (นามสมมติ) ที่ถูกหลอกให้ทำสัญญาขายฝากโฉนดที่ดินแล้วถูกทำให้มูลค่าหนี้ที่ไถ่ถอนที่ดินสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า กรณีของสากล ใสกระจ่าง ถูกทำให้กลายเป็นการฉ้อโกงที่ถูกกฎหมาย ซึ่งเขาได้เดินทางไปร้องเรียนกับหลายหน่วยงานด้วยการโดยสารรถประจำทางหลายร้อยกิโลเมตรแต่กลับถูกพฤติกรรมที่ดูถูกไม่สนใจและข่มขู่จากเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้เขายังตัดสินใจที่ไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ด้วยความหวังว่านากยกรัฐมนตรีจะช่วยเขาได้ (ชวน หลีกภัย) แต่ผลคือเขาไม่ได้เข้าพบ ยิ่งกว่านั้นมีการทำหนังสือแจ้งนายสกล ใสกระจ่างว่า 
“นิติกรรมการขายฝากดังกล่าวสมบูรณ์และเป็นไปอย่างถูกต้อง” จนมาถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 สากล 
ใสกระจ่าง ได้ตัดสินใจผูกคอตายกับรั้วเหล็กหน้าสำนักงาน ก.พ. พร้อมทิ้งจดหมายเขียนอย่างละเอียดถึง นายกรัฐมนตรี หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และครอบครัว โดยเป็นการตัดพ้อถึงการถูกฉ้อโกงที่ดินและพฤติกรรมข่มขู่ของเจ้าหน้าที่รัฐ จะเห็นได้ว่าสกล ใสกระจ่าง ได้ทำทุกวิธีทางเพื่อหาที่พึงในการต่อสู้กับความอยุติธรรมแต่กลับไม่ได้รับความเหลียวแลจากภาครัฐเขาจึงเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมของระบบกฎหมายของประเทศนี้

ความเหนื่อยล้า ด้วยระบบราชการไม่ได้ใส่ใจบริการประชาชนมันจึงส่งผลให้การต่อสู้ของชาวนานั้นไม่มีที่พึ่งพิงและต้องพบกับความเหนื่อยล้า ดังกรณีของวัลลภ อำพันทอง ที่ตัดสินใจก้าวสู่การเป็นชาวนาเจ้าของกิจการโดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อลงทุนซื้อเครื่องจักร เช่น 
รถเทรลเลอร์ เป็นต้น แต่เขาต้องพบกับวิกฤติที่รับมือได้ยากนั้นคือ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล กัดกินนาข้าวจนสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล วัลลภได้พยายามแก้ไขด้วยตัวเอง เช่น ยอมเพิ่มต้นทุนการทำนาด้วยการฉีดยาฆ่าแมลงถึง 8 ครั้ง ในช่วงเพียง 2-3 สัปดาห์เพื่อความหวังที่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แต่ก็ประสบความล้มเหลว มันจึงสร้างความเหนื่อยล้าอย่างมากและยังสะท้อนให้เห็นถึงหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ส่งเสริมภาคการเกษตรไม่ได้อยู่ในความนึกถึงของชาวนาที่จะเป็นที่พึ่งพิงแก่เกษตรกร แต่เขาเลือกที่จะพึงพิงตัวเองและคนในชุมชนมากกว่าสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานอยู่แต่บนหอคอยงาช้าง หรือแม้กระทั่งความแน่นอนของกฏเกณฑ์ของ ธ.ก.ส. ที่ไม่มีความหยืดหยุ่นแก่เกษตรกรในการบังคับสัญญาเงินกู้ต่างๆ แม้ว่าวัลลภจะเป็นลูกหนี้ชั้นดีของ ธ.ก.ส. ก็ตาม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้กลายมาเป็นภาระสร้างความเหนื่อยล้าทางกายและจิตใจให้แก่วัลลภ อำพันทอง จนนำไปสู่การตัดสินใจหยิบปืนมาจบชีวิตตัวเอง

บทเรียน เราได้บทเรียนอะไรจากหนังสือเงื่อนตาย : รัฐกับชาวนาฆ่าตัวตาย สิ่งที่เห็นได้ชัดคือระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพได้ผลักให้ประชาชนต้องยืนหยัดต่อสู้ด้วยหงาดเหงื่อของตนเอง แทนที่รัฐจะเป็นหลักประกันให้ชาวนาหรือประชาชนให้สามารถต่อสู้กับระบบตลาดที่รัฐสถาปนาขึ้น แต่รัฐกลับอุ้มกลุ่มทุนและ นายทุนมากกว่าชาวนาหรือประชาชน เสียงตะโกนของชาวนาหรือประชาชนที่เรียกร้องความเป็นธรรม แต่รัฐกลับไม่ได้ยินและไม่สนใจใยดีต่อเสียงเหล่านั้น ในขณะเดียวกันรัฐกลับขูดรีดทรัพยากรของประชาชนและชาวนาด้วยข้ออ้างว่าจะนำไปพัฒนาประเทศ ไปปรับปรุงระบบโครงสร้างของรัฐให้ทันสมัย แต่แล้วจนมาถึงปัจจุบันปี 2564 ระบบราชการของรัฐไทยก็ยังเต็มไปด้วยการกรอกเอกสารเยอะแยะเต็มไปหมด หลากหลายขั้นตอน มีความล่าช้าเป็นอย่างมาก โดยรัฐกลับไม่ได้บทเรียนอะไรเลยแถมยังใช้วิธีแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเสมอด้วยวิธีการแบบเดิม เช่น เมื่อมีคนตายแล้วมีเหตุเกี่ยวข้องกับรัฐก็จะออกมาเยียวยาพอเป็นพิธี แต่กลับละเลยต้นตอของมันคือโครงสร้างของรัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ เป็นต้น

ปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่น่ากลัวมากที่สุดคือ หากรัฐบาลชุดใดที่ไม่ได้มาจากเสียงของประชาชนที่แท้จริงพวกเขาคงไม่ได้สนใจใยดีต่อประชาชนที่ฆ่าตัวตายและคงให้เหตุผลด้วยการผลักให้เหตุผลว่าเกิดจากการประมาท การไม่รอบคอบ การไม่พอเพียง ทั้งๆ ที่จริงแล้วรัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่เปรียบเสมือนเงื่อนที่คอยรัดคอประชาชน

 

อ้างอิง
กาญจนา บุญยัง. (2563). เงื่อนตาย รัฐกับชาวนาฆ่าตัวตาย : Dead Lock State and Peasants' Suicide. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์