'พิธา' ทวงสัญญาวัคซีน 'รบ.ไทย-แอสตร้าเซนเนก้า' ฉบับเต็ม หลังได้รับเพียงสัญญาตาบอด

ส่งมาใหม่ ส่งให้ครบ 'พิธา' ทวง สัญญาวัคซีน “รบ.ไทย -แอสตร้าเซนเนก้า” ฉบับเต็ม หลังได้รับเพียงสัญญาตาบอด เทียบกรณีสหภาพยุโรป-บราซิล แนะหากโปร่งใสประชาชนจะได้ทราบความจริง ส่วนต่างราคาที่ไทยจ่ายแพงกว่ามีสาเหตุจากอะไร ‘วิโรจน์’ กระตุกรัฐบาลเร่งออก 6 มาตรการเยียวยา ชี้ ต้องนั่งในใจประชาชน ไม่ใช่แค่โยนเศษเนื้อข้างเขียงมาให้  ย้ำ เมื่อล็อกดาวน์การหารายได้แล้ว ก็ต้องล็อกดาวน์รายจ่ายให้สอดคล้องกันด้วย

13 ก.ค.2564 ทีมสื่อพรรคก้าวไกล รายงานว่า ที่อาคารรัฐสภา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ได้ทวงถามสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยและบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า และสัญญาการจองวัคซีนล่วงหน้าฉบับเต็มโดยไม่มีการปกปิดข้อมูล เนื่องจากในฐานะผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องได้ข้อมูลที่ครบถ้วนเพื่อสามารถตรวสอบข้อมูลแทนประชาชนชาวไทย และช่วยกันเสนอทางออกให้กับประเทศ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของประชาชน รวมทั้งจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพาประเทศไทยออกจากมหาวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วย

สืบเนื่องจากที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส. พรรคก้าวไกล ได้ดำเนินตามขั้นตอนอย่างถูกต้องเพื่อขอดูสัญญาและเอกสารดังกล่าว ล่าสุดแม้ว่าจะได้สัญญาแล้ว แต่พอเปิดดูก็พบว่ามีการเซนเซอร์คาดดำในเอกสารเต็มไปหมด ทั้งไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดจำนวนโดสการสั่งซื้อ-การส่งมอบ และราคาซื้อในสัญญา ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงเรื่องระยะเวลาส่งมอบวัคซีน ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดกำลังการผลิตวัคซีนจากบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์

พิธากล่าวว่าตนขอเริ่มด้วยการส่งกำลังใจไปให้ข้าราชการทุกคนที่กระทรวงสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัคร ด่านหน้าทุกท่าน ที่เสียสละเหน็ดเหนื่อยทำหน้าที่ ด้วยความปรารถนาดี

“ประเด็นที่ผมจะสอบถามเกี่ยวข้องกับสัญญาวัคซีนกับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า และต่อเนื่องจากการแถลงของปลัดกระทรวงสาธารณสุขถึงปัญหาการกลายพันธุ์และการแพร่ระบาดของเชื้อกลายพันธุ์นี้ที่มีการระบาดถึง 50 % ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งการปรับแผนการใช้วัคซีนซีโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้าด้วย วันนี้ผมได้นำสัญญาวัคซีนที่ท่านได้ส่งให้กับ ส.ส. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคก้าวไกล ซึ่งเมื่อเปิดดูก็พบว่าสัญญาที่ได้รับเป็นสัญญาตาบอดเพราะมีการเซนเซอร์และถมดำเต็มไปหมด รวมทั้งในสัญญาฉบับนี้ผมทราบว่าเป็นสัญญาที่มีการสั่งซื้อจำนวน 26 ล้านโดสเพราะในส่วนอื่นๆ ท่านถมดำไม่ให้เห็นข้อมูลจนเป็นสัญญาตาบอด แต่มีหนึ่งจุดที่ท่านไม่ได้ถมดำเอาไว้ ทำให้ทราบว่าเป็นสัญญาซื้อวัคซีนจำนวน 26 ล้านโดส” พิธากล่าว

พิธากล่าวต่อไปว่าวัคซีนที่ไทยสั่งซื้อในกรณีซื้อจากแอสตร้าเซนเนก้านั้น มีจำนวนทั้งหมด 61 ล้านโดส ดังนั้นนอกจากสัญญาซื้อวัคซีน 26 ล้านโดสที่ได้รับมาแล้วแต่เป็นสัญญาตาบอดนั้น จึงจำเป็นต้องขอให้ส่งมาใหม่ และขอให้ส่งสัญญาที่สั่งซื้อวัคซีนอีกจำนวน 35 ล้านโดสมาด้วย แบบไม่มีการถมดำ

“ข้อมูลทุกอย่างที่เป็นเรื่องของความโปร่งใส เพื่อเอาไปใช้สำหรับวางแผนต่อ หรือทำให้ประชาชนไม่เกิดความสับสนในข่าวนั้น ข้อมูลเหล่านั้นถูกขีดฆ่าโดยการถมดำทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจำนวน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระยะเวลาส่งมอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคา ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุน ไม่ว่าจะเป็นภาษี ฯลฯ ทำให้ผมไม่สามารถทำหน้าที่ติดตามและตรวจสอบได้ ในทางตรงกันข้าม ผมถือสัญญาอีกหนึ่งฉบับที่เป็นสัญญาระหว่างสหภาพยุโรปและแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งถูกเผยแพร่โดยสื่อมวลชนอิตาลีและสื่อมวลชนจากสหรัฐอเมริกา ในสัญญาอันนี้ได้บอกชัดเจนว่ามีข้อมูลอะไรบ้าง โดยมีข้อมูล เช่น เรื่องจำนวนที่ระบุไว้ว่ามีจำนวน 300 ล้านโดส ด้วยงบประมาณ 870 ล้านยูโร คิดเฉลี่ยต่อโดสเป็นจำนวนเงิน 2.9 ยูโรต่อโดสหรือคิดเป็นเงินไทยคือโดสละ 112 บาท ข้อมูลบอกทั้งหมดว่าจะชดใช้คืนเงินอุดหนุนที่สหภาพยุโรปจ่ายไป คืนมาในรูปแบบของวัคซีน โดยจำเป็นต้องจ่ายคืน 2 ใน 3 ภายใน 5 วันของการผลิต มีเรื่องของการคิดต้นทุน วิธีการคิดภาษี วิธีการคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ทั้งหมดนี้คือความโปร่งใสที่เกิดขึ้น แล้วทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความอุ่นใจ แล้วก็จะทำให้คนหลายๆ คนมาช่วยคิดกันได้” หัวหน้าพรรคก้าวไกลระบุ

พิธากล่าวต่อว่า ตกลงเงินภาษีของพี่น้องประชาชนที่เอาไปใช้ ทั้งในงบประมาณแล้วก็ พ.ร.ก. เงินกู้ฯ ที่ใช้ไปเกือบ 600 ล้านบาท ส่งให้กับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ มีสัญญาอะไรบ้าง ซึ่งเป็นความโปร่งใสที่ยังไม่มี ถ้าเปิดสัญญาทั้งหมดออกมาจะช่วยทำให้เกิดความโปร่งใส จะได้รู้ว่าจะส่งมอบวัคซีนได้เมื่อไหร่ และจะได้รู้ข้อมูลที่จำเป็นอื่นๆ ในการมาวางแผนทำงานต่อได้ โดยหากเปิดสัญญาออกมาทั้งหมดเหมือนที่กรณีสหภาพยุโรป แต่ในกรณีนี้สื่อมวลชนเป็นคนเปิดออกมา หรืออย่างในกรณีของประเทศบราซิล

“เป็นที่น่าสงสัยว่าเมื่อต้นปี มีความพยายามอยากจะไปให้ถึงการเป็นศูนย์กลางวัคซีนของประเทศแถบอาเซียนในการผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า แต่พอมาถึงวันนี้ประเทศไทยต้องรับการบริจาคจากประเทศญี่ปุ่น 1.05 ล้านโดส เลยทำให้เกิดข้อกังขาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และจากสัญญาที่เปิดเผยออกมาในกรณีของสหภาพยุโรปและของประเทศบราซิล เขาระบุว่าข้อมูลที่เป็นความลับที่เปิดเผยไม่ได้ และเอกสารที่ท่านส่งมาให้กับ ส.ส. วิโรจน์นั้น ระบุไว้ว่า แอสตร้าเซนเนก้าขอสงวนสิทธิ์เพื่อรักษาความลับในเชิงธุรกิจ และในสัญญาก็พูดชัดว่าสัญญาในเชิงธุรกิจมีอะไรบ้าง ซึ่งก็คือสูตรการผลิตวัคซีน ไม่ได้เป็นเรื่องของราคา ไม่ได้เป็นเรื่องของจำนวน รวมทั้งเงื่อนไขอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสนใจของสาธารณะอันนั้นเปิดเผยไม่ได้ แต่หากเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับสาธารณะ เขาก็ไม่ขัดข้อง ที่จะสามารถให้เปิดเผยได้ ” พิธากล่าว

พิธากล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ตราบเท่าที่ไม่มีเปิดเผยราคาในสัญญา หากนำงบประมาณจัดซื้อวัคซีนหารด้วยจำนวนโดสแล้วก็จะเห็นว่า มีส่วนต่างราคาวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าของไทยกับราคาวัคซีนของสหภาพยุโรป ส่วนต่างราคาตรงนี้ อาจเป็นอัตราของค่าเงินก็ได้ อาจมาจากภาษีก็ได้ อาจจะเป็นต้นทุนบางอย่างในการนำเข้ามาก็ได้ ซึ่งตนไม่ได้ต้องการคิดในเชิงลบว่าส่วนต่างนั้น มีการหาผลประโยชน์จากซากศพของประชาชนหรือไม่ โดยถ้าเห็นข้อมูลทั้งหมดคงจะชัดเจนว่าราคาที่แตกต่างกันเป็นเพราะสาเหตุอะไรกันแน่

‘วิโรจน์’ กระตุกรัฐบาลเร่งออก 6 มาตรการเยียวยา ชี้ ต้องนั่งในใจประชาชน ไม่ใช่แค่โยนเศษเนื้อข้างเขียงมาให้ ย้ำ เมื่อล็อกดาวน์การหารายได้แล้ว ก็ต้องล็อกดาวน์รายจ่ายให้สอดคล้องกันด้วย

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการบริหารสถานการณ์ของรัฐบาลเกี่ยวกับจัดการการเเพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา2019 ว่า รัฐบาลต้องยอมรับได้แล้วว่า การที่บ้านเมืองที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติ ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าที่เกิดขึ้นขณะนี้ ทั้งหมดมาจากการละเลยต่อหน้าที่และมาจากความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาล โดย TDRI ก็ได้สรุปและยืนยันไปในทำนองเดียวกัน ทั้งการไม่กระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีน การจัดฉีดวัคซีนล่าช้า ประชาชนจำนวนไม่น้อยถูกเลื่อนฉีดลอยแพ การตรวจเชิงรุกที่จำกัด ไม่ยอมเปิดให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจได้อย่างทั่วถึงกว้างขวาง มีประชาชนต้องนอนริมถนนเพื่อรอตรวจ การจัดสรรเตียงให้กับผู้ป่วยที่ตกค้างจนเกิดปัญหา ประชาชนต้องรอคิวตรวจ รอผลตรวจ รอเตียง รอยา มีประชาชนหลายคน หลายครอบครัว เสียชีวิตคาบ้านระหว่างที่รอเตียง มีเด็กจำนวนไม่น้อยต้องกำพร้า หลายครอบครัวติดเชื้อยกบ้าน กว่าจะถึงมือหมออาการก็หนัก ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วันละ 70-90 คน เทียบเท่ากับเหตุเครื่องบินตกที่เกิดขึ้นทุกๆ 3 วัน

จนในที่สุดรัฐบาล ต้องถูกสถานการณ์ที่ล้มเหลวที่ตนเองสร้างขึ้น บีบให้ตัวเองต้องใช้มาตรการกึ่งล็อกดาวน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาตรการกึ่งล็อกดาวน์ที่เกิดขึ้นซึ่งไม่ได้เป็นมาตรการตามยุทธศาสตร์ ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และคนที่เดือดร้อน ทุกข์ร้อนที่สุด ที่หนีไม่พ้น ก็คือ ประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย ทั้งที่หาเช้ากินค่ำ และหาค่ำกินเช้า ตลอดผู้ประกอบการ คนทำมาค้าขายรายเล็กรายน้อย ไม่ใช่แค่วันนี้เท่านั้น ผู้ประกอบการหลายราย ต้องหยุดกิจการไปก่อนหน้านี้นานแล้ว นี่คือความเสียหาย 2.5 แสนล้านบาทต่อเดือน ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้ดีจากรายงานที่นายอนุทินทำแล้วส่งมาให้ แต่ไม่เคยนำพา ไม่เคยใส่ใจ

“วันนี้จึงต้องเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเยียวยาประชาชนอย่างเป็นธรรม เยียวยาแบบที่เข้าไปนั่งในหัวใจของประชาชน ไม่ใช่เยียวยาแบบผู้ปกครองทรราชย์ ที่ทำแค่โยนเศษเนื้อข้างเขียงมาให้ แล้วก็พูดว่า "ก็ช่วยไปหมดแล้วจะเอาอะไรอีก" วิโรจน์ กล่าว 

วิโรจน์ย้ำว่า การเยียวยาประชาชนที่จำเป็นต้องสั่งการ ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างเร็วที่สุด ณ ขณะนี้ มีทั้งสิ้น 6 ข้อ ด้วยกัน คือ

1) การเยียวยาที่สมเหตุสมผล การระบาดในครั้งนี้ รุนแรงกว่าการระบาดระลอกแรก ดังนั้นการเยียวยา จึงไม่ควรต่ำกว่า กรณี "เราไม่ทิ้งกัน" โดยขอสั่งการให้รัฐบาลเยียวยาให้กับประชาชนทั้งที่เป็นแรงงานในระบบ และแรงงานนอกระบบ ที่เป็นเงินสดแบบถ้วนหน้า ผ่านระบบพร้อมเพย์ เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ ในยามที่ประชาชนต้องเผชิญกับมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ของรัฐบาล

2) มีจุดแจกจ่ายอาหารให้กับประชาชน เพื่อเก็บตกประชาชนกลุ่มเปราะบาง อย่าให้เกิดเหตุการณ์ที่ประชาชนต้องนำเอาข้าวกล่องไปดูแลกันเอง แล้วยังถูกตำรวจจับดำเนินคดีเกิดขึ้นอีก

3) พิจารณาจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดย่อม โดยพิจารณาจ่ายเป็นร้อยละของรายได้ในเดือนก่อนที่จะมีการระบาดระลอกที่ 3 เพื่อชดเชยภาระในการแบกรับค่าใช้จ่ายคงที่ อาทิ ค่าเช่า และค่าแรงพนักงาน และต้องพิจารณาจ่ายชดเชยย้อนหลังให้กับผู้ประกอบการ ที่ต้องหยุดการประกอบกิจการ จากคำสั่งของรัฐบาลไปก่อนหน้านี้แล้วด้วย

4) รัฐบาลต้องออกมาตรการช่วยเหลือ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ แก่ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย 

5) รัฐบาลต้องออกมาตรการในการช่วยเหลือประชาชนที่ต้องจ่ายชำระหนี้แก่ธนาคาร หรือสถาบันการเงิน โดยพิจารณาการยกเว้นการจ่ายดอกเบี้ย และพักการชำระหนี้ ในช่วงมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ ที่กระทบกับการทำมาหากินของประชาชน เพราะในเมื่อรัฐบาลล็อกดาวน์การทำมาหากิน การหารายได้ของประชาชน รัฐบาลก็ต้องออกมาตรการในการล็อกดาวน์ค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ที่สอดคล้องกันด้วย

6. ให้ประชาชน มีสิทธิ์ในการเบิกชุดตรวจ Rapid Antigen Test มาตรวจตัวเอง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในจำนวนหนึ่ง ต่อสัปดาห์ เช่น 1 ชุดต่อสัปดาห์ โดยกำหนดให้ประชาชน ต้องรายงานผลตรวจ ให้กลับ สาธารณสุขทราบ หากพบผู้ติดเชื้อ ก็ให้เข้ารับการรักษาตามมาตรการของรัฐต่อไป สำหรับประชาชนที่ต้องการซื้อเพิ่มเติม ให้สามารถ ซื้อได้ในราคาถูก ราคาชุดละ 300-400 บาท ถือเป็นการซ้ำเติมประชาชนในยามยาก จึงต้องสั่งการให้รัฐบาล แก้ไขในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

“ผมขอให้รัฐบาล เข้าไปนั่งในหัวใจของประชาชนบ้าง ไม่ใช่กดหัวประชาชนไม่ยอมเลิก” วิโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์