ไม่เลิกเกณฑ์ทหารทำติดโควิดในค่ายอื้อ ‘โฆษกก้าวไกล' ชี้เมื่อเกิด ‘คลัสเตอร์ค่ายทหาร’ ก็ถึงเวลาต้อง ‘ล็อกดาวน์กองทัพ’

เตือนแล้วไม่ฟัง ไม่เลิกเกณฑ์ทหารทำติดโควิดในค่ายอื้อ ‘ณัฐชา’ ชี้เมื่อเกิด ‘คลัสเตอร์ค่ายทหาร’ ก็ถึงเวลาต้อง ‘ล็อกดาวน์กองทัพ’ ซัดอย่าดันทุรังเรียกรวมพลทหารผลัดใหม่อีก วอน คำนึง ‘สิทธิผู้ป่วย’ ให้มาก เปิดทางติดต่อครอบครัวได้สะดวก

 

15 ก.ค.2564 ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.เขตบางขุนเทียน และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่โฆษกกองทัพอากาศ ยอมรับว่าภาพที่พลทหารภายในค่ายแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครนำไปร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เป็นภาพจริง โดยภาพดังกล่าวคือภาพของพลทหารในค่ายติดเชื้อโควิด 19 มากกว่า 200 คน ถูกแยกตัวให้ไปนอนในโรงอาหารบ้าง บางคนนอนกับพื้น บางคนนอนเตียงแต่ไม่มีที่นอนและหมอน ส่วนอาหารก็ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย ทำให้ทางญาติรู้สึกไม่สบายใจ อยากให้หน่วยทหารต้นสังกัดดูแลนั้น 

เมื่อตนได้ประสานให้ทีมงานตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า มีทหารเกณฑ์ติดโควิด-19 ในกองทัพอากาศมากถึง 370 คน ในฐานะอดีตทหารเกณฑ์เช่นกันและเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 ด้วยในขณะนี้ รู้สึกมีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง และทราบว่า หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน หน่วยเดียวก็ติดถึง 264 คนแล้ว โดยเบื้องต้นให้กักตัวกันภายในและมีการประสานกับทาง ร.พ.ภูมิพล เพื่อส่งพยาบาลมาดูแล สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนักจะถูกส่งไป ร.พ.ภูมิพล ต่อไป ขณะนี้มีผู้ป่วยที่เชื้อลงปอดถูกส่งไปยังโรงพยาบาลแล้ว 3-4 ราย 

“สิ่งที่ผมกังวลและขอสอบถามไปยังผู้บังคับบัญชาของเหล่าพลทหารคือ ท่านมีมาตราการในการรองรับผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมไว้อย่างไร และจะทราบได้อย่างไรว่าน้องๆแต่ละคนที่ป่วยตอนนี้มีระดับความรุนแรงของโรคหนักเบาแค่ไหน เพราะในกรณีที่ไม่แสดงอาการใช่ว่าจะไม่มีความรุนแรงและไม่มีการลุกลามของเชื้อการดูแลกันเองภายในค่ายทหารจากภาพที่เห็นในสื่อแม้จะบอกว่าเป็นช่วงแรกและได้ปรับปรุงแล้วก็ตาม แต่ผมไม่มีความมั่นใจเลยว่าบรรดาพลทหารที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งหมด จะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง  หรือจะปล่อยติด ปล่อยตาย เหลือเท่าไหร่เพื่อเช็คยอดส่งนาย กองทัพที่ได้รับงบประมาณไปมากมายในแต่ละปีไม่ควรบริหารแบบมักง่าย โดยไม่เห็นคุณค่าความเป็นคน หรือกระทั่งไม่เห็นคุณค่าของบุคลากรในกองทัพเอง ภาพที่ปรากฏนี้คงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำสังคมได้เห็นกระจ่างชัดว่า สำหรับกองทัพและนายทหารผู้ใหญ่เขามองพลทหารว่าไร้ค่าและไร้เกียรติในสายตาเขาเพียงใด”  

ณัฐชา กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่กังวลใจคือมาตรฐานการดูแลทหารเกณฑ์จากผู้บังคับบัญชาว่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมโรคได้จริงๆหรือไม่ เพราะการติดเชื้อโควิดหากไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด มีอุปกรณ์ในการตรวจเช็คอาการเป็นระยะๆตลอดทั้งวันอย่างที่ตนปฎิบัติตลอดในการรักษาตัวเองแบบ Home Isolation หรือแยกกักตัวที่บ้านขณะนี้  อีกทั้งเมื่อผู้ติดเชื้อรวมตัวกันเป็นจำนวนมากแต่การดูแลไม่ทั่วถึงดังภาพที่ปรากฏ ภาพแบบนั้นจึงคิดว่าแทนที่จะควบคุมโรคได้ก็จะกลายเป็นสถานที่เพาะเชื้อไปแทน 

“ผมจึงขอเรียกร้องให้ทุกกรมกองที่มีผู้ติดเชื้อต้องรวบรวมและรายงานผู้ติดเชื้อให้ส่วนกลางรับรู้เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและทำการรักษาอย่างทันท่วงที อย่างที่ทุกท่านทราบ ด้วยประสบการณ์ตรงของ ผมรู้ดีว่ากองทัพเป็นดินแดนสนธยาเพียงใด ผมจึงขอเน้นย้ำว่าทหารเกณฑ์ทุกคนที่ติดเชื้อจะต้องได้รับการรักษาและสามารถติดต่อกับครอบครัวได้ตลอดเวลา เพื่อให้ครอบครัวที่คอยเป็นห่วงอยู่ทางบ้านได้รับทราบถึงสภาพความเป็นอยู่ได้ แม้พวกเขาจะอยู่ในช่วงฝึก แต่เวลานี้เขาคือผู้ป่วยและกองทัพฯไม่ใช่เจ้าของชีวิตพลทหาร เขาเป็นทหารและเป็นประชาชนที่มีสิทธิเข้าถึงการรักษาและสิทธิจะได้รับคำปลอบโยนและความห่วงใยจากคนทางบ้านอย่างเต็มที่ ส่วนกองทัพเมื่อนำเขาเขามาก็ต้องดูแลรับผิดชอบในการประกันสิทธิและสวัสดิภาพต่างๆให้พวกเขาเข้าถึงสิทธิได้โดยสะดวก” 

ณัฐชา กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็ได้เคยเตือนไปหลายครั้งแล้วว่า อย่าอ้างความจำเป็นเร่งด่วนในการเกณฑ์ทหาร เพราะขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นใดเลยที่จะเรียกรวมพลทหารเพื่อนำคนจำนวนมากจากทั่วประเทศมารวมตัวกัน ในขณะที่มีสถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้  ดังนั้น ต่อสถานการณ์นี้จึงขอเรียกร้องอีกครั้งว่า หากสถานการณ์โรคระบาดยังรุนแรงจะต้องไม่เรียกระดมทหารผลัดต่อไปอีก และให้ใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปกองทัพด้วยการยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร แล้วหันมารับสมัครด้วยสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยทหารที่จะรับเข้ามาในรอบใหม่อาจเน้นไปที่การสร้างทหารชุดพิเศษเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุขเป็นสำคัญ กองทัพสมัยใหม่ ไม่จำเป็นต้องมองไปที่โหมดสงครามยึดพื้นที่หรือการต้องมีกองทัพขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ควรเป็นสมาร์ทกองทัพขนาดกระทัดรัดแต่มีคุณภาพสูง แบบนี้จะเหมาะสมมากกว่าในยามที่มีสถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้

อีกข้อเรียกร้องหนึ่ง ตนต้องการให้ส่งทหารเกณฑ์ชุดนี้กลับบ้าน กองทัพต้องตระหนักได้แล้วว่าท่านไม่สามารถฝึกทหารในช่วงนี้ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการเกณฑ์คนมาเพื่อเป็นผู้ป่วยที่ต้องดูแลไปเรื่อยๆ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน กลายเป็นเสียทั้งบุคลากรที่มี เสียทั้งงบประมาณ และยังจะสร้างคลัสเตอร์ใหม่ขึ้นเป็นภาระทางสาธารณะสุข เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้น ปกติเราจะเห็นทุกที่ล้วนโดนล็อกดาวน์ คราวนี้มีการระบาดในค่ายทหาร ก็ถึงเวลาที่กองทัพควรล็อกดาวน์ตัวเองด้วย ท่านต้องไม่รับเข้ามาเพิ่ม ทหารที่พบเชื้อก็ดูแลจนเขาหายดีก็ควรส่งกลับบ้าน ส่วนทหารที่ยังไม่พบเชื้อก็ควรเข้าสู่มาตรการกักตัว 14 วัน อาจจะเป็นค่ายทหารที่บ้านจนกำหนด ตรวจคัดกรองแล้วว้าปลอดภัยก็จะสามารถคืนพวกเขาสู่ครอบครัว กับไปเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อขณะนี้ทุกคนกำลังลำบากและต้องการคนที่จะมาช่วยแบ่งเบาทำให้เศรษฐกิจของครอบครัวสามารถหน้าต่อได้ ซึ่งคนในวัยนี้ถือเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวจำนวนมากที่กองทัพไม่ควรแย่งไปจากพวกเขาโดยไม่สมัครใจ

“ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่และอันตรายที่สุดตอนนี้คือวิกฤตโควิดและการทำงานของรัฐบาลที่อ่อนแอ กองทัพจะฝึกให้คนใช้ปืนไปต่อสู้กับโควิดไม่ได้ ผู้มีอำนาจในกองทัพต้องอย่าหลอกตัวเองว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำมันมีความสำคัญต่อสังคมตอนนี้ ผมย้ำอีกครั้งอย่าดันทุรังรวมพลในขณะนี้ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีข้าศึกใดที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงได้มากเท่ากับตัวพวกท่านเอง” ณัฐชา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าเมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมาเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'เหล่าทัพราษฎร' เผยแพร่ภาพระว่าเป็น สภาพการจัดการดูแลพลทหารที่ติดเชื้อโควิดภายในค่ายทหาร พร้อมรายงานว่า พลทหารกรม รอ. กองทัพอากาศติดโควิด 235 คน ให้เหตุผล ติดเชื้อจากไปเอาข่าวในม็อบ แต่ยังไม่มีรายงานหลักฐานยืนยันว่ามีผู้ติดเชื้อจากการไปร่วมชุมนุมแต่อย่างใด

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์