เพื่อไทยชี้ล็อกดาวน์ 6 วัน ติดเชื้อทะลุหมื่น-ตายทะลุร้อย รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

พรรคเพื่อไทยชี้ล็อกดาวน์ 6 วัน ติดเชื้อทะลุหมื่น-ตายทะลุร้อย รัฐบาลต้องรับผิดชอบ - เลขา ครป. เชื่อ 14 วันคือฟางเส้นสุดท้าย จี้สภาผู้แทน-มหาเศรษฐี สละเรือเพราะพายุกำลังจะมา ทางออกประเทศคือสังคมนิยมประชาธิปไตย

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

17 ก.ค. 2564 เว็บไซต์พรรคเพื่อไทย รายงานว่านายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี รัฐบาลเตรียมล็อกดาวน์เข้มข้น หลังพบการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ยังไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ว่า รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์มา 6 วัน เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ ในที่สุดสิ่งที่ประชาชนหวาดกลัวมาตลอดก็เกิดขึ้นแล้ว ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 จำนวน 10,082 ราย เสียชีวิต 141 ราย นี่คือฝันร้ายที่กลายเป็นจริง ตายทะลุร้อย ติดทะลุหมื่น ไม่มั่นใจว่า ระหว่างปิดเมืองกับเปิดประเทศ อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน วิกฤตหนักขนาดอียูถอดไทยออกจากประเทศปลอดภัยจากโควิด บริษัทประกันภัยขอยกเลิกประกันภัยโควิด-19 แม้พล.อ.ประยุทธ์ จะปลอบใจตัวเองว่าจะไม่ลาออก จะสู้จนกว่าชนะ ไม่แน่ใจว่าสู้กับอะไร ถ้าสู้กับโควิดรัฐบาลแพ้มาทุกระลอก แพ้ทุกสถานการณ์ แม้จะพร้อมสู้ ไม่ยอมแพ้ แต่ถ้าประชาชนเป็นกรรมการคงสั่งยุติการชกไปตั้งนานแล้ว เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะแก้ไขปัญหาอะไรได้ ไม่แปลกที่จะเดินไปไหนก็มีแต่คนด่า รัฐบาลเขียนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีได้ แต่ไม่รู้ว่าสถานการณ์โควิดจะวิกฤตหนักถึงเพียงนี้ แทนที่จะเร่งทำงานแข่งกับความเป็นความตายของประชาชน ลดขั้นตอนให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจคัดกรองเชิงรุกให้มากขึ้น แยกคน แยกโรค เร่งจัดหาวัคซีนคุณภาพมาฉีดให้กับประชาชน แต่ก็ทำท่ากลายเป็นวัคซีนทิพย์ ที่ผ่านมาประกาศผิด ประกาศใหม่ เยียวยาผิด ยกเลิกคำสั่ง ล็อกดาวน์ไม่ได้ผล เตรียมยกระดับล็อกดาวน์ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้โอกาสไปเปลืองมากแล้ว ถึงเวลาต้องแสดงความรับผิดชอบ

“ตายทะลุร้อย ติดทะลุหมื่น เห็นท่าไม่ดี เตรียมยกระดับเพิ่มมาตรการล็อกดาวน์ ถ้าติด ถ้าตาย มากกว่านี้อีก ประเทศชาติและประชาชนไม่พร้อมที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยกระดับอะไรอีกแล้ว นอกจากยกระดับแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก” นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเดือน ส.ค.ว่า ตลอด 7 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ได้ทำทุกอย่างที่อยากทำครบหมดแล้ว แต่ผลงานห่วย เดินหน้าต่อไปลำบาก สถานการณ์ประเทศสลดหดหู่มากขึ้นทุกวัน ระบบสาธารณสุขที่เคยเข้มแข็งวันนี้กลับอ่อนแอ กลุ่มเสี่ยงหาสถานที่ตรวจคัดกรองโรคไม่ได้ คนฉีดวัคซีน 1 เข็ม 2 เข็ม ยังหลอน เพราะวัคซีนที่ฉีดทำได้ได้แค่กันตาย ไม่ได้กันติด ผู้ติดเชื้อนอนตายคาบ้านเพิ่มขึ้น ติดยกครัวยังไม่มีที่รักษา ถึงจุดวิกฤตทั้งเรื่องการควบคุมการแพร่ระบาด เตียงขาดแคลน การจัดหาวัคซีนไม่เพียงพอ ก่อนถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคร่วมฝ่ายค้าน กลุ่มพลังมวลชนก็เคลื่อนไหวกดดันนอกสภาอย่างหนัก ในขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ แทบไม่เหลือภูมิคุ้มกัน สภาพเหมือนเรือแป๊ะรั่วทั้งลำ พร้อมอับปางได้ตลอดเวลา ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ อยู่ถึงวันอภิปราย คาดว่าอาจจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายของรัฐบาลประยุทธ์

“ไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่จะทำให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ไปต่อได้ท่ามกลางเสียงก่นด่าของคนทั้งประเทศ พรรคร่วมรัฐบาลจะทนฟังเสียงร้องไห้ของประชาชนได้อีกนานแค่ไหน ไม่มีเหตุผลที่จะยอมถูกกล่าวหาว่าร่วมก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชน” นายอนุสรณ์ กล่าว

เลขา ครป. เชื่อ 14 วันคือฟางเส้นสุดท้าย จี้สภาผู้แทน-มหาเศรษฐี สละเรือเพราะพายุกำลังจะมา ทางออกประเทศคือสังคมนิยมประชาธิปไตย

นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ร่วมก่อตั้งไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย โพสต์เฟสบุ๊คระบุว่าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีภาวะผู้นำสูงมาก เป็นภาวะผู้นำประเทศไปสู่ความฉิบหายและหายนะอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อต่อวันมากกว่า 1 หมื่นคนแล้ว และเสียชีวิต 141 คน เท่ากับทุก 10 นาทีจะมีคนป่วยโควิดตาย 1 คน และยอดผู้ป่วยโคม่าที่พุ่งสูงนั้น อาจจะทำให้มีคนป่วยตายอีกวันละเป็นพันคนแน่ๆ หากรัฐยังล้มเหลวแบบนี้ หลายคนยังนอนรอความตายอยู่ที่บ้าน ไม่มีหมอ ไม่มียา ไม่มีเตียง และไม่มีใคร

มาตรการล็อคดาวน์และเคอร์ฟิวของรัฐบาล 14 วันนั้น จะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล เพราะเป็นมาตรการที่รุนแรงสูงสุดและสุดท้ายแล้ว หลังวันที่ 26 กรกฎาคมเป็นต้นไปหากตัวเลขไม่ลดลง รัฐก็จะเผชิญสถานะล้มเหลวอย่างรุนแรงและจะไม่มีข้ออ้างที่จะบริหารบ้านเมืองอีกต่อไป เพราะนับวันยิ่งอยู่ประเทศยิ่งแย่ลง การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของพล.อ.ประยุทธ์ ก็คือการเพิ่มมาตรการควบคุมสูงสุดเพื่อลดการเคลื่อนไหว ปิดกิจกรรมและกิจการทุกอย่างในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เกิดขึ้นในวันนี้ 

แต่มาตรการดังกล่าวเหมือนกับต้องการสกัดกั้นประชาชนไม่ให้ออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลมากกว่า โดยห้ามการชุมนุมหรือการทำกิจกรรมที่รวมกันเกิน 5 คน อย่างเด็ดขาดตั้งแต่คืนวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น นับเป็นกฎเหล็กที่คุมทั้งโควิด คุมทั้งม็อบ และต้องการสกัดคาร์ม็อบที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศหลัง 14 วันสุดท้ายที่จะถึงนี้ ซึ่งจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายของประชาชนหากรัฐบาลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ที่ต้องการล็อคดาวน์ประยุทธ์ เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ล็อคดาวน์ประเทศเพื่อรักษาประยุทธ์

นับเป็นโอกาสที่ดีที่เจ้าสัวซีพีและมหาเศรษฐีอีกหลายคนเริ่มกลับใจไม่สนับสนุนเรือที่กำลังล่มอยู่ เพราะพายุลูกใหญ่กำลังจะมา ด้วยความอาลัยต่อคุณณรงค์ โชควัฒนา นักธุรกิจเพื่อสังคม และอีกหลายคนที่ต้องมาเสียชีวิตไปเพราะโควิด นักธุรกิจและมหาเศรษฐีจะต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อชาติบ้านเมืองให้มากขึ้น เพราะประเทศไทยใจดีให้เสรีทางเศรษฐกิจเต็มที่โดยไม่มีการเก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้าเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้นายทุนมหาเศรษฐีผูกขาดความร่ำรวยจากส่วนเกินจนเหลื่อมล้ำถึงที่สุด โดยรัฐไม่กำกับดูแลแต่เหมือนประเคนให้ ทุนผูกขาดรายใหญ่รวยขึ้นมากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี การทำ CSR คืนให้สังคมแค่ 1,200 ล้านบาทก็เพียงแค่ 1% ของรายได้เท่านั้น ท่านจึงยังติดหนี้บุญคุณแผ่นดินอีกมาก

ปัญหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กว่า 7 ปีที่ผ่านมาคือบริหารเศรษฐกิจโดยเน้นน้ำหนักการทำนโยบายการเงินไว้ที่ตลาดเสรีโดยใช้แนวคิดทฤษฎีแบบเสรีนิยมใหม่ แต่ไม่ได้สนใจนำแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตยมาปรับใช้ทางเศรษฐกิจเหมือนประเทศพัฒนาแล้วในยุโรป ที่เห็นว่าตลาดเสรีมันมีปัญหาล้มเหลวเพราะระบบและข้อมูลข่าวสารระหว่างคู่แข่งทางเศรษฐกิจมันเหลื่อมกันมาก รัฐจึงต้องเข้ามาแก้ไขจัดการกับกลไกตลาดที่อ้างกันว่าเสรี ให้เป็นจริงและเป็นธรรมมากที่สุด โดยต้องควบคุมทุนเก็งกำไรให้มากขึ้น ไม่ให้เกิดการแบ่งแยกความมั่งคั่งของประชาชนอย่างชัดเจนเช่นในปัจจุบัน

นอกจากการจัดการโควิดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ และพวก จึงล้มเหลวในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน พวกเขาจึงไม่สนใจที่จะล็อคดาวน์ดอกเบี้ยและหนี้สินของประชาชนจากสถาบันทางการเงินนอกจากให้เลื่อนการชำระออกไป และยังเพิกเฉยต่อการเอาเปรียบขูดรีดประชาชนจากส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝากของภาคการเงินการธนาคารที่สูงมากใน 7 ปีที่ผ่านมา แม้แต่บริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิตก็ยังใช้โอกาสนี้ในการเก็งกำไรจากปัญหาสุขภาพของประชาชนจนก้าวกระโดดเติบโตอย่างมั่งคั่ง แ่ต่รัฐบาลไม่ได้สนใจกำกับดูแลและควบคุมกลไกตลาดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนเลย กลับกันกลับให้นายทุนเข้ามาผูกขาดหากำไรส่วนเกินจากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศอีกด้วยซ้ำ

อีกความหวังริบหรี่ก่อนประเทศหายนะนั้น ยังมีอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร ผมยังมีความหวังว่าหากฝ่ายค้านมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยเร็วที่สุดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดร่วมใจลงมติไม่ไว้วางใจให้พล.อ.ประยุทธ์ บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป จะสามารถทำให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งในทันที โดยใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรเป็นทางออกให้ชาติบ้านเมือง จัดการกับผู้นำที่ไร้จิตสำนึก เพียงแต่ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเห็นแก่ลาภยศเงินตรา หรือชาติบ้านเมือง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์