'เพื่อไทย' เผย 5 ข้อเรียกร้องรัฐบาลเร่งเยียวยาประชาชนทุกภาคส่วน-จวกทหารหยุดเอาเปรียบประชาชน

คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเผย 5 ข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาล เร่งเยียวยาประชาชนทุกภาคส่วน จัดหาชัดตรวจ Rapid antigen test แจกจ่ายทุกครัวเรือน พร้อมกำหนดระยะเวลาการล็อกดาวน์ - โฆษกเพื่อไทย จวกทหารหยุดเอาเปรียบประชาชน หลังขอโมเดอร์นาให้ตัวเองก่อนกลุ่มเสี่ยง แนะรัฐเลิกไล่จับผิดคนเห็นต่าง

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2564 นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรค กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ ทำให้หลายสำนักปรับลดคาดการณ์ทางเศรษฐกิจลง เช่น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ จีดีพีลงเหลือร้อยละ 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย ห่วงว่าเศรษฐกิจไทยต้องใช้ระยะเวลาถึง 6 ปีในการฟื้นฟู ซึ่งการประกาศล็อกดาวน์ครั้งล่าสุด แม้จะบังคับใช้ในพื้นที่สีแดงเข้ม 13 จังหวัด แต่ส่งผลกระทบไปถึงคนจำนวนมากเกือบทั้งประเทศ เนื่องจากกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ ๆ เปรียบเสมือนศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงกระทบเกือบทุกภาคส่วน อาทิ ภาคการเกษตรที่เกษตรกรไม่สามารถขายผลผลิตได้ เนื่องจากปัญหาการขนส่งสินค้าทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องมีห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เชื่อมต่อกัน รวมถึงภาคบริการที่ต้องให้บริการอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ และประชาชนกลุ่มอาชีพอิสระที่ต้องเดินทางเชื่อมกับจังหวัดเหล่านี้ 

ทั้งนี้ตนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้สามารถประคองชีวิตอยู่ได้ ดังนี้ 

1.ออกมาตรการเยียวยาเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงทั้งหมด รวมถึงกลุ่มอาชีพอิสระด้วย โดยจ่ายเป็นเงินสด เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทุกสาขาอาชีพ 

2.เยียวยาภาคธุรกิจให้ประคองตัวได้ สนับสนุนการจ้างงาน เพื่อลดอัตราการว่างงาน 

3. เร่งรัดจัดหาและแจกจ่ายชุดตรวจ Rapid antigen test ให้ทุกครัวเรือน และเปิดให้มีการขายชุดตรวจในราคาที่เป็นธรรมผ่านร้านขายยาเอกชนและร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ โดยต้องแก้ไขกฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคให้หมดไป 

4.สั่งการให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องร่วมกันปฎิบัติงานเชิงรุกร่วมกับผู้ประกอบการ ในการตรวจคัดกรองคัดแยกผู้ติดเชื้อ

5.ดำเนินการเช่าโรงแรมในพื้นที่ติดเชื้อสูง เพื่อปรับเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลสนามสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ ในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเตียงผู้ป่วย และจะเป็นการกระจายรายได้ให้กับผู้ประกอบการโรงแรมที่มีห้องพักว่างเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก และอาจพิจารณาใช้ค่ายทหารนำมาปรับเป็นโรงพยาบาลสนามด้วย 

นอกจากนี้นายเลิศศักดิ์ ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดเป้าหมายระยะเวลาการล็อกดาวน์และวางแผนเยียวยาให้รอบด้านครอบคลุม เพื่อประชาชนจะได้เตรียมตัวและวางแผนในการดำรงชีวิตต่อไป

ชี้ 'ประยุทธ์' บริหารวัคซีนล้มเหลวยิ่งกว่าหนังชีวิต คนป่วยตายเกลื่อน เมรุระเบิด จี้เอกสารแอสตร้าเซนเนก้า ตบหน้ารัฐบาล แนะ ย้อนฟังคำพูดตัวเองตอกย้ำสาเหตุความล้มเหลว

24 ก.ค. 2564 นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมาถึงจุดที่คนไทยต้องมานั่งลุ้นนับจำนวนคนป่วยและตายด้วยโรคโควิด-19รายวัน ลุ้นเตียง ลุ้นวัคซีน ทั้งที่มีโรงงานผลิตวัคซีนอยู่ในประเทศ ลุ้นเงินเยียวยา ลุ้นว่าตัวเองและครอบครัวจะมีโอกาสรอดตายหรือไม่ วันนี้มาถึงขั้นที่เตียงเต็ม ศพล้นห้องเก็บศพ เมรุเผาศพระเบิด เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร

“เมื่อวานวัดบางน้ำชน วัดดังเขตธนบุรี เผาศพผู้เสียชีวิตจากโควิดและศพทั่วไปฐานเตาเผาร้าว ปล่องเมรุแตกหักพังทลายเหลือแต่ซาก ไม่สามารถใช้เผาศพได้ ต้องขอรับบริจาคเพื่อสร้างเมรุใหม่ ถ้ายอดผู้ป่วยยังพุ่งกระฉูดแบบนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาคนป่วยโควิด ไม่สามารถหยุดการตายของประชาชนให้ลดลงได้ มีโอกาสที่วัดอื่นจะตกในสภาพเมรุเผาศพระเบิดเช่นเดียวกัน เวลานี้สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควรนึกถึงเสมอว่าการเป็นผู้บริหารประเทศควรต้องมีใจเป็นธรรมและนึกถึงประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์คนไทยด้วยกัน โดยไม่ควรจะคิดถึงเรื่องผลประโยชน์ใดๆ นอกเหนือจากการช่วยชีวิตคนไทยด้วยกันและช่วยให้บุคลากรการแพทย์ปลอดภัย โดยให้จัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพดีๆ เข้ามา ต้องไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งเอกสารลับที่ สจอร์ด ฮับเบน (Sjoerd Hubben) รองประธานฝ่ายกิจการองค์กรทั่วโลก ของบริษัทเวชภัณฑ์แอสตราเซเนกา ที่ส่งให้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขไทย ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ทำให้ประชาชนทราบว่า จริงๆ แล้วไทยจะได้แอสตราเซเนกาเพียงเดือนละ 5-6 ล้านโดส ต่างจากที่รัฐบาลเคยประกาศว่าจะได้วัคซีนยี่ห้อดังกล่าวเดือนละ 10 ล้านโดส ตบหน้ารัฐบาลอย่างแรง ทั้งที่เรื่องความเป็นความตายของประชาชนแต่ประชาชนไม่เคยได้รับรู้ความจริง ทำไมต้องหมกเม็ดไม่ยอมเปิดเผยสัญญาจริงต่อสาธารณะ

และสิ่งสำคัญที่ถูกสะท้อนจากบุคลากรด่านหน้าคือ คนที่หายป่วยจากโรคโควิดบางคนไม่ยอมกลับบ้านโดยบอกว่ากลับไปแล้วจะให้ไปทำอะไร ไม่มีงาน ไม่มีกิน นี่คือผลกระทบที่เห็นชัดเจน คือ รัฐบาลนอกจากแก้ปัญหาเรื่องโควิดไม่ได้ ยังไม่มีความสามารถแก้ปัญหาปากท้องที่ประชาชนได้รับผลกระทบ คือ สภาพตกงาน ไม่มีรายได้ ไม่มีกิน ยิ่งพื้นที่ที่ประกาศล็อกดาวน์จากแคมป์คนงานมาถึงปัจจุบัน รัฐบาลประกาศเยียวยาบรรดาคนงานก่อสร้าง ลูกจ้างร้านอาหาร เจ้าของกิจการ คนทำงานอิสระและผู้ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ ผู้ที่ลงทะเบียนกับประกันสังคมตาม ม.40 ที่ยังเป็นประเด็นทางสังคมก่อนหน้านี้ ว่าหากมีการลงทะเบียนกับประกันสังคมเพื่อรับเงินเยียวยา 5,000 บาท แต่จะทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิ์บัตรทองได้เหมือนเดิม แม้ว่าสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออกมาแจงว่าผู้ถือบัตรทอง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน หรือสวัสดิการแห่งรัฐต่างๆ เมื่อสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 แล้วไม่มีผลกระทบ และใช้สิทธิการรักษาพยาบาลร่วมกับบัตรทอง และสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เคยได้รับได้เหมือนเดิม แต่ปมปัญหาคือสิทธิ์ของประกันสังคมกับสิทธิ์ในบัตรทองมันทับซ้อนกันอยู่หลายอย่างในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล อาจจะทำให้ประชาชนถูกตัดสิทธิ์การเข้าถึงการรักษาในส่วนที่ควรต้องได้

“คำถามทำไมจะจ่ายเงินให้ประชาชนต้องมีเงื่อนไขยุ่งยาก ผลกระทบจากการล็อกดาวน์ควรดูแลประชาชนแบบถ้วนหน้า ทำไมจะให้เงินเยียวยาต้องไปเสียเงินสมัครเข้าระบบจึงจะได้เงินและเป็นภาระต้องจ่ายรายเดือน จะได้เงินจากรัฐบาลช่างยากเย็นเหลือเกิน ไม่ต่างอะไรกับโครงการคนละครึ่ง ที่ประชาชนต้องควักเงินจ่ายจึงจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล สุดท้ายร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการกลับถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง จนหลายร้านต้องถอดป้ายยกเลิกการเข้าร่วมโครงการ ทั้งๆ ที่วันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมาครม.มีมติเห็นชอบให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินสนับสนุน และประโยชน์อื่นใด ที่ประชาชนได้รับในปีภาษี 2563 จากมาตรการหรือโครงการที่ประชาชนได้รับจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เคยสนใจดูแลเรื่องนี้ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจบ้างหรือไม่ ถ้ามีการเรียกเก็บภาษีเช่นนี้เปรียบเป็นการทำนาบนหลังประชาชน เหยียบซ้ำความลำบาก คล้ายกับนายทุนปล่อยเงินกู้ที่ให้เงินยืมแต่คิดดอกเบี้ยทีหลังสุดโหด ขณะเดียวกันพอประชาชนออกมาส่งเสียงสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง กลับกล่าวหาว่าเป็นการ call out ส่งตัวแทนไปแจ้งความดำเนินคดี ถ้าเอาความรู้สึกของประชาชนส่งเสียงพูดพร้อมกันทั้งประเทศท่านคงต้องดำเนินคดีกับคนทั้งประเทศ เพราะมันคือความจริง ท่านอย่ามารบกับประชาชน เพราะเงินเดือนประจำตำแหน่งของท่านคือเงินภาษีจากประชาชน ท่านมีความสุขดีหรือ ในยามที่ประชาชนตกงาน ไม่มีรายได้ ไม่มีกิน ถูกตัดน้ำ ตัดไฟ ไม่เห็นอนาคต ได้ยินเสียงร้องไห้ของประชาชนบ้างไหม

“วันนี้สิ่งที่เราไม่เคยเจอเราก็ได้เจอกันหมด วันก่อนบอกว่าจะมีวัคซีนเต็มแขน วันนี้เราไม่มีวัคซีนฉีด ไม่มีภูมิคุ้มกัน ท่านบอกจะไม่ปล่อยให้คนตายคาบ้าน วันนี้คนนอนตายคาบ้าน ตายคารถ นอนตายกลางถนน มันฟ้องความอำมหิตของรัฐบาลที่บริหารจัดการล้มเหลว พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรีควรจะจูงมือกันออกมาพร้อมยอมรับว่าตัวเองหมดสภาพ ไม่มีความสามารถ แล้วประกาศลาออก ยังจะมีพื้นที่ยืนในสังคมต่อไป เพราะถ้าช้า มันจะกลายเป็นตราบาป ว่าพวกท่านกำลังยิ้มกอดกันไปต่อ ขณะที่ศพประชาชนนอนตายเกลื่อนถนน” นางสาวตรีชฎา กล่าว

โฆษกเพื่อไทย จวกทหารหยุดเอาเปรียบประชาชน หลังขอโมเดอร์นาให้ตัวเองก่อนกลุ่มเสี่ยง แนะรัฐเลิกไล่จับผิดคนเห็นต่าง


นางสาวอรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย

24 ก.ค. 2564 นางสาวอรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณีมีเอกสารขอโควต้าวัคซีนโมเดอร์นาให้กับทหารและครอบครัวกรมสารบรรณทหาร ซึ่งผลสอบออกมาว่าเป็นเอกสารจริงนั้น ถือเป็นอีกครั้งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกินเงินเดือนจากภาษี แต่กลับซ้ำเติมความทุกข์ยากของประชาชน มีหลายล้านคนไม่มีแม้ข้าวมื้อแรก ไม่ได้รับวัคซีนที่ดีและฟรีเข็มแรก ขณะที่นายทหารยศใหญ่โต มีทหารรับใช้ ได้เงินเดือนเต็ม สวัสดิการเพียบพร้อมเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือการเบียดบังโควต้าวัคซีนจากกลุ่มเสี่ยงและบุคลากรทางการแพทย์ จึงขอให้กองทัพผู้เข้มแข็งหยุดเอาเปรียบประชาชนที่อ่อนแอ หยุดชุบมือเปิป ประชาชนไม่ใช่เหยื่อของความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลอีกแล้ว ส่วนกรณีที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่บริหารจัดการโควิดล้มเหลว เป็นการติชมโดยสุจริต มีข้อเท็จจริงทางการแพทย์รองรับ จึงอยากให้ผู้ที่แจ้งความเอาผิดมุ่งไปทำประโยชน์ให้ประเทศในภาวะวิกฤตมากกว่าจ้องจับผิดคนที่เห็นต่างหรือแนะนำรัฐบาลเพื่อต้องการให้ปัญหาได้รับการแก้ไข

นางสาวอรุณี ยังได้เรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ ผอ.ศบค. หยุดมองทุกปัญหาว่าเป็นสงคราม หยุดหมกมุ่นกับคำว่าชัยชนะ หยุดมองว่าการเสียชีวิตของประชาชนจากการบริหารจัดการล้มเหลวเป็นเหมือนสิ่งที่จำเป็นต้องแลกมาในสนามรบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือโรคระบาดที่ต้องใช้ความสามารถและความชาญฉลาดในสถานการณ์วิกฤตเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีชีวิตรอดได้

“ผู้ป่วยโควิดนั่งรอขอเตียงหน้าทำเนียบ คนตายข้างถนนเหมือนผักปลา คนไร้บ้านเพิ่มมากขึ้น ทั้งหมดคือความตั้งใจที่จะแช่แข็งประเทศให้ตายไปพร้อมกับผู้มีอำนาจหรือไม่ เมื่อประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คนที่ยืนอยู่บนซากปรักหักพังจะต้องถูกประชาชนเช็คบิล” นางสาวอรุณีกล่าว

ที่มาเรียบเรียงจาก: เว็บไซต์สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา | เว็บไซต์พรรคเพื่อไทย [1] [2] 

  

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์