'ปิยบุตร' ระบุการถวายพระพรที่ดีที่สุดมิใช่การเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” แต่คือการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

'ปิยบุตร' ระบุ หากไม่ต้องการให้ประเด็นเรื่องสถาบันกษัตริย์นำมาสู่การแตกแยกทางความคิด มีวิธีการเดียวเท่านั้น คือ การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แนะแก้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย กฎเกณฑ์ ธรรมเนียมปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ให้สอดคล้องกับยุคสมัย สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย

28 ก.ค. 2564 วันนี้ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ในเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล' ในหัวข้อ 'การถวายพระพรชัยมงคลที่ดีที่สุดมิใช่การเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” แต่คือการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์' โดยมีใจความดังนี้ 

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 

ผมเชื่อว่าการถวายพระพรชัยมงคลต่อองค์ประมุขของรัฐที่ดีที่สุดในช่วงเวลาแห่งความท้าทายเช่นนี้ มิใช่การเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” มิใช่การลงนามถวายพระพร มิใช่การใส่เสื้อสีเหลืองอย่างพร้อมเพรียง มิใช่การติดป้ายเฉลิมพระเกียรติ

แต่คือการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาต่อสถาบันกษัตริย์ ต่อคนและองค์กรรายล้อมสถาบันกษัตริย์ ต่อคนไทยที่เชื่อว่าตนเป็นรอยัลลิสต์ว่าเราจำเป็นต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ไม่อาจหลีกหนี ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่ง

ณ วันนี้ เราปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนไทยจำนวนมาก มากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในจำนวนที่มากนั้น ก็เป็นเยาวชนอนาคตของชาติเสียส่วนใหญ่ พวกเขาเหล่านี้คิด มอง มีความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ ไม่เหมือนกับที่เคยเป็นมา ไม่เพียงแต่เนื้อหา แต่รวมถึงท่าที จุดยืน และการกล้าแสดงออกอย่างเปิดเผยด้วย

กระแสธารความคิดและการแสดงออกแบบนี้ มาจากไหน?

หากคิดแต่เพียงว่า มีคนยุยงปลุกปั่น
หากคิดแต่เพียงว่า คนพวกนี้ไม่มีความรู้ หลงผิด
คิดเท่านี้ ไม่มีทางแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

หากทำแต่เพียง ใช้กฎหมาย ตั้งข้อหา ดำเนินคดี เอาเข้าคุก
หากทำแต่เพียง ใช้กำลังปราบปรามการชุมนุม
ทำเท่านี้ ไม่มีวันแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ

คนจำนวนมากคิดตรงกัน เห็นพ้องต้องกัน แสดงออกแบบเดียวกัน ไม่ได้มาจากการศึกษาและปลูกฝังความคิดแต่เพียงอย่างเดียว แต่มาจากเหตุปัจจัย สภาพการณ์ของสังคมที่พวกเขาสังกัดด้วย

พูดง่ายๆ ก็คือความคิดของคนรุ่นหนึ่งก็เป็น “ปฏิกริยา” สะท้อนกลับของสถานการณ์ ณ เวลานั้น

ถ้าเป็นเผด็จการ เขาก็เรียกร้องประชาธิปไตย
ถ้ามีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมาก เขาก็เรียกร้องความเสมอภาค ความสมานฉันท์ของคนร่วมชาติ
ถ้าการเมืองห่วย เขาก็เรียกร้องอยากให้การเมืองดี
ถ้าการศึกษาแย่ เขาก็เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา

หากไม่หลอกตนเองจนเกินไป
หากไม่กล้าหาญที่จะแสดงออกอย่างเปิดเผย ก็ควรยอมรับในใจก็ยังดี

แล้วลองตั้งคำถามกับตนเอง ด้วยใจเป็นกลาง เยี่ยงวิญญูชนผู้มีเหตุมีผลดูว่า

นับตั้งแค่ คสช. รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 จนวันนี้ บทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยหรือไม่?

นับตั้งแต่ คสช. รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 จนวันนี้ รัฐธรรมนูญและกฎเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ สอดคล้องกับ Constitutional-Parliamentary Monarchy หรือไม่?

งบประมาณสถาบันกษัตริย์มากเกินไปหรือไม่?
พระราชทรัพย์ของกษัตริย์มากเกินไปหรือไม่?
พระราชจริยวัตรของกษัตริย์เป็นอย่างไร?
สถาบันกษัตริย์มีบทบาททางการเมืองหรือไม่?
เรามี “ข้อยกเว้น” ให้กับอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ใช่หรือไม่?

ประเด็นเหล่านี้ ผลักดันให้คนจำนวนมากตั้งคำถามกับสถาบันกษัตริย์และเกิดปรากฏการณ์ชุมนุมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน และคงดำเนินต่อไปในอนาคต

ในโลกสมัยใหม่ ในยุคศตวรรษที่ 21 ไม่มีคนใด ตระกูลใด สามารถมีสิทธิธรรมในการปกครอง ในการใช้อำนาจสาธารณะ ในการใช้งบประมาณแผ่นดินได้ โดยอ้างจากสายโลหิตหรือต้นตระกูล

เช่นเดียวกัน ในยุคสมัยใหม่ ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่เสรีภาพ เสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นแก่นแกนของมนุษย์ที่ยึดถือร่วมกัน ดังนั้นสถาบันทั้งหลายที่ใช่อำนาจสาธารณะต้องสอดคล้อง เคารพหลักการเหล่านี้

สถาบันกษัตริย์มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ผูกโยงกับเรื่องเล่าที่สัมพันธ์กับเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ การสืบทอดตำแหน่งกันทางสายโลหิต ความไม่เสมอภาคเท่าเทียม และการยอมให้ครอบครัวหนึ่งมีอำนาจ มีงบประมาณ นำภาษีที่มาจากประชาชนส่งมอบให้ครอบครัวนี้ได้ใช้ ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้วในยุคปัจจุบัน

พูดง่ายๆ ก็คือ ลักษณาการของสถาบันกษัตริย์ขัดแย้งกับคุณค่าแบบสมัยใหม่ โดยธรรมชาติ โดยตัวมันเอง

แต่สถาบันกษัตริย์ก็ยังคงดำรงอยู่ได้ในศตวรรษนี้ ในหลายประเทศ

นั่นเป็นเพราะสถาบันกษัตริย์ปรับตนเอง มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับยุคสมัย ที่ใดปรับได้ ก็กลายเป็น Constututional-Parliamentary Monarchy ที่ใดปรับไม่ได้ ก็ต้องปลาสนาการไป กลายเป็นสาธารณรัฐ

การป้องกันมิให้ราชอาณาจักรไทยกลายเป็นสาธารณรัฐ
การรักษาสถาบันกษัตริย์ให้ดำรงอยู่ต่อไปได้

ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยการใช้กฎหมายดำเนินคดี 112
ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยใช้บริการกองทัพ-นายทุนผูกขาดครองประเทศ
ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยยอมให้มีรัฐประหาร ปกครองแบบเผด็จการอำนาจนิยม
ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยการสร้างความเกลียดชังในหมู่เพื่อนร่วมชาติ

หากเราต้องการให้ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรต่อไป ไม่เป็นสาธารณรัฐ
หากเราต้องการให้สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ต่อไปกับมนุษย์เพื่อนร่วมชาติ

หากเราไม่ต้องการให้ประเด็นเรื่องสถาบันกษัตริย์กลายเป็นประเด็นที่นำมาสู่การแตกแยกทางความคิดของคนในชาติอย่างไม่มีวันหวนคืนแล้วล่ะก็

มีวิธีการเดียวเท่านั้น คือ การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้

แก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย กฎเกณฑ์ ธรรมเนียมปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ให้สอดคล้องกับยุคสมัย สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย

กล้าแสดงออก กล้าสื่อสาร กล้านำเสนอ กล้าผลักดัน ให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา ด้วยท่าทีที่เป็นมิตรต่อกันในฐานะเพื่อนร่วมชาติ

เราสามารถเคารพซึ่งกันและกันได้ โดยไม่ต้องหมอบ ไม่ต้องหงอ

เราสามารถเคารพซึ่งกันและกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในตำแหน่ง สถานะ บทบาทที่แตกต่างกัน

ในห้วงเวลาที่มีผู้ตั้งคำถามกับสถาบันกษัตริย์มากเช่นปัจจุบันนี้ การแสดงความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ จึงมิใช่การหมอบกราบ จึงมิใช่การถวายเงิน จึงมิใช่การจงใจไม่พูดถึงปัญหาแล้วปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปเองโดยควบคุมมิได้ จึงมิใช่พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก ด้านหน้าแสร้งจงรักภักดี รุกไล่ล่าคนเห็นต่าง แต่ด้านหลังก็ซุบซิบนินทา

แต่การแสดงความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ ที่ดี ที่จริงใจ ก็คือ การเรียกร้องให้ทุกฝ่าย รวมทั้งสถาบันกษัตริย์ เดินหน้าปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ผมเกิดเมืองไทย โดเมืองไทย ทำงานเมืองไทย รักเมืองไทย ด้วยรากเหง้าแบบนี้เอง ผมจึงปรารถนาให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ พัฒนาให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ส่งมอบสังคมไทย ประเทศไทยที่ดีให้รุ่นถัดไป ให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้กำหนดอนาคตของเขาและประเทศ

ผมถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่าเป็นพวก “ชังชาติ” เป็นพวก “ล้มเจ้า” เป็นพวก “ยุยงปลุกปั่น”

ผมถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่าเป็นพวกบ้าปฏิวัติ บ้าฝรั่งเศส  

หากผมเป็นเช่นนั้นจริง ผมคงไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องออกมาเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ผมอยู่เฉยๆ ปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินการของมันไป ให้มัน “เป็นเช่นนั้นไปเอง” ก็ได้

แต่เพราะผมยังเห็น “หนทาง” ที่คนไทยทั้งผอง ไม่ว่าจะคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไร สามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างเคารพในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

เราไม่จำเป็นต้องเดินหน้าไปสู่สถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด ไม่มีใครควบคุมได้

มนุษย์สามารถร่วมกันกำหนดและควบคุมชะตากรรมได้

ผมไม่รู้หรอกว่า การสื่อสารตรงไปตรงมาของผมต่อสถาบันกษัตริย์และต่อทุกฝ่าย ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2564 ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่นนี้ จะส่งผลเช่นไร จะถูกใครนำไปบิดเบือนเพื่อสร้างความเกลียดชังกันในหมู่คนไทยหรือไม่ ผมเพียงแต่เชื่อมั่นว่า ณ เวลานี้ เราจำเป็นและต้องการการพูดตรงๆ อย่างจริงจัง จริงใจ ปรารถนาดีต่อกัน

“ช้างในห้อง” มีมานานแล้ว
เราอาจไม่เห็นมันมาก่อน
เราอาจแกล้งมองไม่เห็นมัน
แต่วันนี้ ไม่มีใครปฏิเสธ “ช้างในห้อง” นี้ได้อีกแล้ว

เริ่มปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เถิดครับ

 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์