เสวนา 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ค้าน “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ชี้คุกคามเสรีภาพสื่อ-ประชาชน

เสวนา 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ร่วมถกเถียงถึงข้อกังวลของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 27 ข้อที่ 11 ส่วนใหญ่เห็นว่า พ.ร.ก.นี้ คุกคามเสรีภาพการแสดงออกทั้งสื่อและประชาชน มีคำนิยามสุดคลุมเคลือ-อาจถูกนำไปใช้เป็นอาวุธจัดการฝ่ายตรงข้าม ส่งผลเสียต่อการจัดการวิกฤติโรคระบาด

หากรัฐต้องการแก้ไขวิกฤตจริง ต้องทำงานร่วมกับสื่อมวลชน ไม่มองเป็นขั้วตรงข้าม อยากสู้กับเฟกนิวส์ รัฐต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา มี open data เข้าถึงได้

เสวนา "หยุดอ้างข่าวปลอม หยุด พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุกคามเสรีภาพสื่อ-ประชาชน" จัดโดย 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ (ที่มา ไลฟ์สดจากเพจเฟซบุ๊ก สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยThai Journalists Association)

 

29 ก.ค. 64 องค์กรวิชาชีพสื่อ 6 องค์กร ร่วมจัดเสวนา “หยุดอ้างข่าวปลอม หยุด พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุกคามเสรีภาพสื่อ-ประชาชน" ผ่านทางออนไลน์ ชวนมาถกเถียงถึงข้อกังวล พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 27 ข้อ 11 

พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 27 ข้อ 11 ระบุว่า มาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินการเสนอข่าวหรือการทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือสิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ที่มีข้อความอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนทั่วราชอาณาจักรนั้นเป็นความผิดตามมาตรา9 (3) แห่งพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ 2548

6 องค์กรวิชาชีพสื่อที่ร่วมจัดเสวนา ประกอบด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และ สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชน

วิทยากรที่ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส, นายกิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าว 3 มิติ, นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ (ผู้ก่อตั้ง Cofact Thailand), นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว The Standard, นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, นายพีระวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย, นายมงคล บางประภา นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายสุปัน รักเชื้อ รักษาการเลขาธิการสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และดำเนินรายการโดย นายระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

สื่อไม่ใช่แพะต่อความล้มเหลวของรัฐ

สุทธิชัย หยุ่น ผู้สื่อข่าวอาวุโส กล่าวว่า รัฐบาลไม่พอใจสิ่งที่สื่อทำหน้าที่ขณะนี้ และมองว่าเป็นบ่อนทำลายภัยคุกคามประเทศ เพราะรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ ข่าวสารที่ออกมาจากสื่อหลักที่เริ่มจะตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะรับมือได้หรือไม่ได้กับสถานการณ์โควิด ถ้ารับไม่ได้จะต้องเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ เพราะเสียงเรียกร้องดังขึ้นที่ไม่ใช่เกิดขึ้นจากสื่อ แต่เป็นเสียงที่คนหลายๆ กลุ่มๆ หลายฝ่าย ทั้งที่เคยสนับสนุนรัฐบาลก็เริ่มมาบอกว่าไม่ไหวแล้ว

สุทธิชัย หยุ่น ผู้สื่อข่าวอาวุโส (ที่มา ไลฟ์สดจากเพจเฟซบุ๊ก สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยThai Journalists Association)
 

"แต่สื่อก็เป็นแพะที่สะดวกที่สุดในประวัติศาตร์การเมืองไทย เพราะนี่เป็นสงครามโรคระบาดที่ใหญ่กว่าสงครามโลกครั้งที่สอง ที่คนไทยและสื่อควรรับทราบคือ โควิดจะอยู่ยาวนานกว่ารัฐบาลชุดนี้ อาการที่เห็นอยู่นี้เป็นอาการที่ดิ้นรนเพื่อรักษาความชอบธรรม เมื่อเห็นข่าวสารที่ตั้งคำถามแล้วตอบไม่ได้ สื่อเริ่มจับผิดนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หน่วยราชการ ถูกจับผิดมากขึ้น เมื่อ 2 เดือน 3 เดือนพูดอย่างนี้ แต่วันนี้พูดอย่างนี้ และมีความล้มเหลวในการบริหารมากขึ้น และส่วนใหญ่สื่อหลักไม่ได้ออกมาเล่นงานหนักเท่าโซเชียลมีเดีย แต่รัฐบาลก็จับแพะตัวใหญ่ก่อนคือสื่อ" สุทธิชัย กล่าว 

แต่เมื่อมีดารา คนดัง คอลเอาต์ คนรอบข้างนายกต้องการเอาใจนายก ว่าคนที่ออกมาคือคนที่อยู่คนละข้างกับนายก ฉะนั้นควรระงับตรงจุดนั้น รวมทั้งยังมีบรรดาหมอ นักวิชาการก็โดนเตือนก่อนหน้านี้ ทั้งหมอหน้างานที่เจอภาวะจริงๆ ที่สะท้อนปัญหาผ่านโซเชียลมีเดีย สื่อที่ไปทำหน้าที่หน้างานจึงรายงานตามนั้น 

ผมคิดว่านี่คือสงครามที่ชัดเจนว่า การมองว่าคนที่อยุู่คนละฝั่งคือปัญหา อาการที่เกิดกับสื่อนั้นเป็นเพียงอาการ แต่ความจริงคือการแตกแยกของรัฐบาลเอง และวิธีคิดแบบระบบราชการที่ไม่ตอบโจทย์โรคระบาดครั้งนี้ได้ เพราะโควิดเป็นศัตรูที่มองไม่เห็น มันแพรวพราว แปลงร่างกลายพันธุ์ นายกเป็นทหารมาก่อนไม่เคยสู้รบกับศัตรูแบบนี้มาก่อน ข้าราชการก็เช่นกัน ขนาดของสงครามทั้งโรคซาร์ หรืออีโบล่า ไม่เหมือนโควิดที่เป็นสงครามใหญ่ ดังนั้น แพทย์เขาต้องการยุทธศาสตร์ระดับชาติว่าทำอะไรอย่างไรและมีอาวุธให้เขาอย่างไร

ประกอบกับนักการเมืองทุกพรรคเราไม่มีวิสัยทัศน์พอ ไม่มีประสบการณ์ทำสงครามกับวิกฤติขนาดนี้ Mindset ของนายก และข้าราชการ ยังคิดแบบเดิม ยังคิดเหมือนเดิมหมด เพราะนี่คือสงคราม คือ วิกฤต วิธีคิดไม่เปลี่ยนเลย แต่กลับมองว่าใครเป็นคนทำให้เรามีปัญหา ก็คือสื่อที่ตั้งคำถาม แต่ผมมองว่าไม่ใช่แค่สื่อหลัก เพราะมีทั้งสื่อโซเชียล หมอ หรือนักวิชาการที่เขียนลงโซเชียล เฟซบุ๊ก ดังนั้น ไม่ใช่แค่นักข่าว นักหนังสือพิพม์ แต่ยังมีคนรู้จริง ที่เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ ได้ตรงประเด็นมาก สื่อเราแค่ไปอ้างอิงเขามาเสริมเท่านั้น

มองว่ารัฐบาลไม่มีวอร์รูม คนที่รู้จริงไม่มี การใช้อำนาจคือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ไม่มีประสิทธิภาพ หมอคือนักวิทยาศาสตร์ หมอเจอกับฝ่ายทหารนั่งหัวโต๊ะคือเลขา สมช. ที่คิดแบบทหาร แต่ต้องสู้รบกับเชื้อโรคมหาศาล ถามว่าคุณใช้วิทยาศาสตร์เพียงพอในการจัดการหรือไม่ เพราะเชื้อโรคไม่ได้กลัวปืนใหญ่ รถถัง เรือดำน้ำ และการยึดอำนาจกฎหมาย 30 ฉบับมาไว้ที่ตัวเอง ก็ยังเป็นอาวุธเก่า แต่อาวุธของหมอที่ต้องการให้รัฐบาลปรับคือ การใช้วิทยาศาสตร์ และการวิเคราะห์วิจัย

"ส่วนอาวุธของสื่อคือข้อเท็จจริงและความน่าเชื่อถือ เราไม่มีอาวุธอย่างอื่น อาวุธนี้จะทำให้ให้ประชาชนเห็นว่าเราทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน แน่นอนว่าเป้าของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของเขาอาจจะไม่ใช่สื่ออย่างพวกรา แต่หมายถึงทั้งประเทศ นักวิชาการ หมอ หมอชนบท หมอเกษียณ อาสาสมัคร ที่ขึ้นภาพคนนอนตายที่บ้าน ที่ทำให้นายกรัฐมนตรีและ ครม.หวั่นไหวจริงๆ แต่ถามว่าใครจะเป็นคนรับกรรมตรงนี้ก่อน ก็ตกมาที่สื่อก่อน"

พ.ร.ก.ลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อ-ดันนักข่าวร่วมกันทำงาน เสนอความจริงอย่างเข้มข้น

สุทธิชัย เสนอว่า  6 องค์กรสื่อ คือ ต้องรุกคืบในแง่วิชาชีพต่อ อยากเห็นองค์กรสื่อในการรวมตัวกันเป็น "วอร์รูม สงครามข่าว" เพราะในสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามอ่าวเปอร์เซีย สื่อต้องนำความจริงมาบอกประชาชนให้มากที่สุด แต่ในทางการทหารต้องปกปิดข่าวร้ายมากที่สุด องค์กรสื่อต้องทำหน้าที่ในภาวะสงคราม มีกลไกดาต้าข้อมูล ให้มี Fact check รัฐบาล เหมือนที่สมัยโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำลายความน่าเชื่อถือของสื่ออเมริกัน ชี้หน้าด่าว่าเป็นเฟกนิวส์ ที่คนฟังบ่อยๆ ฟังทุกวันคนจะเชื่อว่าสื่อนั้นๆ คือเฟกนิวส์

"อยากเห็นองค์กรสื่อตั้งหน่วยกลาง จับมือกับสถาบันวิจัย รวบรวมข้อมูลตรวจสอบ โดยที่ประชาชนตรวจสอบมาที่เราได้ องค์กรสื่อต้องรวบรวมสรรพกำลัง ถ้าต่างคนต่างทำจะไม่มีพลังเพียงพอ  นี่หมายถึงการดูแถลงข่าวประจำวันของรัฐบาล ในการเจาะลึกรัฐบาลด้วย ต้องลึก ละเอียด มีเอกสารประกอบ จะทำให้ประชาชนเห็นว่าสื่อกำลังช่วยเราทำงาน ไม่ใช่เพียงแค่เอาไมค์ไปจ่อ ตัวเลข ศบค. เท่าไร ต้องเป็นองค์กรสื่อที่เป็นกลุ่มก้อน ปรับภูมิทัศน์ในการทำงาน มากกว่าเป็นสถาบันสื่อ เราต้องมีข้อมูลดาต้า มีข้อมูลที่เราตรวจสอบเอง ประกบกับข้อมูลที่รัฐบาลออกมา" ผู้สื่อข่าวอาวุโส กล่าว

ต้องทำอะไรที่มากกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ไหนอย่างไร เป็นการบ้านที่ฝากถึงองค์กรสื่อในการสร้างความน่าเชื่อถือ ความจริงจะทำให้เราคิดใหม่ทั้งหมด ทุกคนเป็นนักข่าวได้ แต่นักข่าวที่เป็นมืออาชีพคือองค์กรสื่อ ที่สู้มาทุกยุคทุกสมัย ทุกครั้งเราก็โดนภัยคุกคามแบบครั้ง หลายครั้งเจอวิกฤติเราก็ไม่เคยแพ้ ผมก็เชื่อว่าครั้งนี้เราไม่แพ้ ความเป็นมืออาชีพเท่านั้นที่เราจะฟันฝ่าสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราตรวจสอบข่าวที่ออกมาทุกชิ้นที่ออกมาจากรัฐบาล โซเชียลมีเดีย จะสร้างความน่าเชื่อให้กับเรา

พ.ร.ก.สุดคลุมเคลือ-ยันสื่อมีจรรณยาบรรณ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม

กิตติ สิงหาปัด จากรายการข่าวสามมิติ ระบุว่า เราไม่ได้อยู่ในหัวใจของผู้ออกระเบียบว่าเขาคิดอย่างไร แต่ผมตีความว่า ไม่จำเป็นในการออกกฎหมาย และมองว่าเป็นการออกมาไม่แยกแยะ และหลายเรื่องสะท้อนความคิดลึกๆ ของรัฐบาลหรือไม่ จริงอยู่ทุกคนเป็นสื่อหมด แต่สื่อเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในกฎหมาย 

นายกิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าว 3 มิติ (ที่มา ไลฟ์สดจากเพจเฟซบุ๊ก สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยThai Journalists Association)
 

เขาไม่ได้เข้าใจจิตวิญญาณวิชาชีพสื่อมวลชน ที่เป็นอาชีพเฉพาะ มีกรอบจริยธรรม มีความคิดที่เป็นอีกแบบหนึ่ง คุณจะเทียบนักข่าวกับโจรได้อย่างไร เพราะจะมีการนำไปตีความกลั่นแกล้งกันเต็มไปหมด เขาจะเอาภาพสื่อไปปนกับคนที่โจมตีรัฐบาล คิดว่าเป็นการออกกฎหมายมาไม่แยกแยะ เพราะจะคลุมหมด

"เราเป็นสื่อหวงแหนความน่าเชื่อถือจะตายไป เราจะรายงานเฟกนิวส์ให้มีปัญหาไปทำไม  ขอให้ทบทวนและเข้าใจจิตวิญญาณ อย่าเอาคนที่เขาทำสื่อสุจริตไปปนกับคนที่คุณมองเห็นหน้าเขาว่าเขาโจมตีคุณ" กิตติ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันเราไม่ได้หากินกับเฟกนิวส์อยู่แล้ว แต่ปัญหาที่จะตามมาคือการนำไปสู่การตีความ การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพราะเมื่อมีคำว่า "กระทบกับความมั่นคงของรัฐ" เมื่อไร จะมีคนตกเป็นเหยื่อเสมอ ขอให้องค์กรสื่อติดตามเรื่องนี้ต่อไป 

ยืนยันว่า แนวทางที่ทำข่าวเสมอ คือการรายงานแบบรับผิดชอบ ไม่ได้หากินกับดราม่าของข่าว เพิ่มสีสันเพิ่มดีกรี คือให้ความจริงพูดด้วยตัวของมันเอง เราต้องอธิบายเพิ่มบริบทของการรายงาน เวลาเข้าถึงข้อเท็จจริงได้ยาก วิธีแก้ปัญหาของผม คือ ให้นักข่าวลงพื้นที่ เพราะเป็นข้อมูลปฐมภูมิที่ดีที่สุด คุณจะชอบหรือไม่ไม่รู้ แต่นักข่าวเราเห็นมา เราไม่ได้ใส่อารมณ์ แต่นั่นคือข้อเท็จจริงที่เราจะใช้ในภาวะวิกฤติ

"ผมเห็นด้วยกับสมาคมวิชาชีพ เพราะผมเป็นคนหนึ่งในประชาคม ผมเห็นด้วยกับความพยายามในเรื่องที่จำเป็นเวลามีวิกฤติ ยืนยันว่าเรามีจริยธรรมจรรยาบรรณในการนำเสนอ การเลือกข่าวเราอยู่บนประโยชน์สาธารณจริงๆ เราไม่เลือกข่าวที่ไม่มีประโยชน์ หลักที่เรายึดถือ คือเราทำงานด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยโสโอหัง ไม่ได้วิเศษมาจากไหน เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่เมื่องานเราทำออกไปแล้วมีผลกระทบ ก็ต้องพร้อมรับฟังและน้อมรับคำติชม หรือวิจารณ์ ถ้ารัฐบาลเข้าใจหลักอันนี้ก็ไม่ต้องมีกฎหมายพิเศษควบคุมบังคับ เพราะเรามีจริธรรมของเราที่ต้องเดินตามอยู่แล้ว" ผู้ประกาศข่าว จากรายการข่าวสามมิติ ระบุ

ผลักสื่อไปเป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ช่วยแก้วิกฤต

นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว The Standard ระบุว่า การจะจับหรือจะปิดสื่อปัจจุบันยากมาก เพราะประชาชนสนับสนุนสื่ออยู่ แต่การออกกฎหมายมาแบบนี้คือข่มขู่ เพราะรู้ว่าตัวเองกำลังเพลี้ยงพล้ำ เพราะการควบคุมข้อมูลทางทหารคือให้คนเชื่อข้อมูลจากรัฐเท่านั้น จึงเกิด IO (ไอโอ) การควบคุมความจริงได้ คือการสั่งการให้เกิดน่าความเชื่อถือให้ตัวเองได้ 

นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว The Standard (ที่มา ไลฟ์สดจากเพจเฟซบุ๊ก สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยThai Journalists Association)
 

นอกจากนี้ คำว่าเฟกนิวส์ ยังมีคำนิยามไม่ตรงกัน เคยไปศึกษงานที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งทรัมป์ เป็นคนหนึ่งที่ทำให้เฟกนิวส์ เป็นความจริง คือการชี้หน้าด่านักข่าว CNN ว่าคือเฟกนิวส์ อะไรที่ตรงข้ามกับเขาคือเฟกนิวส์หมด เป็นการบิดคำนิยามว่า ‘เฟกนิวส์’ คือคนที่ตรงข้ามกับเขา คิดไม่เหมือนกับเขา

ความหมายจริงๆ ที่ผมศึกษามาคือ คำว่า fault ไม่เหมือน fake ที่เกิดขึ้นได้กับสื่อ แต่สื่อก็จะโดนตัดสินคือรับกรรมที่ทำลงไป แต่เราไม่ได้มีเจตนาแบบนี้ ส่วนที่นายกโพสต์เฟซบุ๊กว่า ชัดเจนว่า อะไรที่เป็นข้อมูลข่าวสารกับสื่งที่รัฐต้องการนำเสนอคือ เฟกนิวส์ รวมทั้ง รมว.ดีอีเอส ที่ตีความคล้ายๆ กัน ที่ต้องการใช้คำว่าเฟกนิวส์ในการโจมตี 

ผมถามกลับว่า อย่างเช่น การที่รัฐนำเสนอข้อมูล เช่น จะได้วัคซีนแอสตราแซเนกา 10 ล้านโดส แล้วทำไม่ได้ตามเป้า ถามว่านั่นถือเป็นเฟกนิวส์ได้หรือไม่ หรือ รมต.คนหนึ่งบอกว่า กรกฎาคมคนไทยจะมีวัคซีนเต็มแขน จะเรียกว่าเฟกได้หรือไม่

"ยืนยันว่าสื่ออยู่บนฐานข้อมูลข้อเท็จจริงเสมอ กองทัพข้าศึกมาอยู่หน้าประตูแล้ว ไม่มีใครปฏิเสธว่ามันคือศัตรู ที่เป็นข้อเท็จจริง สื่อทำตรวจสอบและเตือนว่าผิดพลาดตรงไหนอย่างไร ที่ไมได้ทำหน้าที่นำเสนออย่างที่รัฐต้องการ เพราะเขามีกรมประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว และสิ่งที่กังวลกับกฎหมายฉบับนี้คือ กับประชาชนทั่วไปที่อินฟลูเอนเซอร์ ที่กลัวว่าจะโดนอุ้มไหม เพราะกฎหมายกินความเป็นถึงตรงนั้นตามที่นายกรัฐมนตรีโพสต์แล้ว" นครินทร์ กล่าว 

ภาวะโรคระบาดเปลี่ยนตลอดเวลา มีความรู้ใหม่ตลอดเวลา สื่อต้องลดอีโก้ลง เพราะมีข้อมูลใหม่ตลอดเวลา จากนักวิจัยก็ข้อมูลไม่เหมือนกัน ภาครัฐก็มีวิกฤติในการสื่อสารที่ทุกคนเห็นอยู่แล้ว มองเห็นถึงการไม่ลงรอยกันข้างใน สิ่งที่ต้องทำคือรัฐต้องเลิกมองสื่อเป็นคู่ขัดแย้ง เพราะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง 

"รัฐบาลต้องโปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ ถ้าเปิดเผย ก็ไม่ต้องกลัวเฟกนิวส์ ไม่ต้องหมกเม็ด เรื่องวัคซีน เรื่องเตียง เรื่องโรค สื่อก็ดึงข้อมูลกลางนั้นมานำเสนอ รวมทั้งต้องสื่อสารตรงไปตรงมาชัดเจน เราอยู่กับโควิดมาสองปีแล้ว ถ้าดูประเทศอื่นเขาอาจจะล้มมาก่อนเรา แต่เขาลุกมาก่อนเรา สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้คือเราอาจตกขบวนในการฟื้นตัว ไม่ใช่เวลาที่มองว่าใครคือคู่ขัดแย้ง แล้วชี้หน้าว่าใครคือเฟกนิวส์ อยากให้มองภาพใหญ่ ว่าเราคือส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาทั้งหมด ภาครัฐคือต้นทาง ถ้าต้นทางบอกว่าสื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา แล้วช่วยกันแก้ไขปัญหา เราเข้าใจว่าเหตุการณ์ใหญ่และยาก ทุกประเทศเขาก็ต้องทำงานร่วมกัน ถ้าเรายังไม่มองภาพใหญ่ ยังมองไม่เห็นตั้งแต่ต้นทาง อาจจะไม่เกิดผลดีทั้งหมด สื่อยินดีที่ช่วยทำเรื่องตรวจสอบข่าวบิดเบือน แต่ไม่ยินดีที่มองเราเป็นคู่ขัดแย้ง และไม่ทำให้ภาพรวมทั้งหมดเดินไปข้างหน้า เพราะสื่อไม่ใช่คู่ขัดแย้งของฝ่ายใด" บรรณาธิการข่าวจาก The Standard ทิ้งท้าย

นำเสนอข่าวพลาดกันได้ อย่ามองเป็นเฟกนิวส์ เสนอรัฐเปิด open data กู้วิกฤต

สุภิญญา กลางณรงค์ จาก cofact ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกับนครินทร์ว่า คำว่า เฟกนิวส์ หลายองค์กรระหว่างประเทศไม่อยากให้ใช้ เพราะมีอดีตผู้นำนำมาใช้ดิสเครดิสสื่อ แต่ความจริง cofact เราใช้คำว่า misinformation องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า โรคระบาดกับข้อมูลข่าวสาร การรับมือที่ดีคือข้อเท็จจริงสำคัญที่สุด การปกป้องตัวเองที่ดีคือการไม่ปิดตาจากความจริง เพราะเป็นยุคที่ไม่ควรปิดบังความจริงจากยุคนี้

อะไรที่จะมาช่วย คือว่า free press ถ้าสังคมไม่มีเสรีภาพในการสื่อสาร จะทำให้การโกหกเป็นข้อมูลหลัก ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด ถ้าสังคมไม่มีเสรีภาพจะได้ฟังข้อมูลจากฝ่ายรัฐฝ่ายเดียว

บรรณาธิการสำนักข่าว AFP เคยพูดว่า โควิดเป็นเรื่องใหญ่ ทุกสื่อผิดพลาดได้ทั้งสิ้น แต่สื่อก็ต้องเพิ่มศักยภาพด้วย เพราะปัจจุบันต้องแปลข่าว สรุปข่าวอย่างรวดเร็ว อาจจะต้องลงทุนด้านอินฟอร์เมชันมากขึ้น ให้งบในการศึกษาค้นคว้า ในการแก้ปัญหาระยะยาว 

ส่วนการที่รัฐใช้กฎหมาย มองว่าไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา ถ้าปิดกั้นให้สื่อนำเสนอ จะส่งผลกับชีวิตของคนได้  อย่างไรก็ตาม สิทธิเสรีภาพต้องอยู่บนความรับผิดชอบ ที่รัฐบาลทำได้คือการทำ Open data ในระยะยาว เพราะอย่างเช่นเรื่องวัคซีน ถามว่าจะเช็กข้อมูลจากไหน คนจำขื่อเว็บไม่ได้ จำสายด่วนก็ไม่ได้ นั่นเป็นประสิทธิภาพในการให้ข้อมูลของรัฐ 

สุดท้ายแล้ว ก็ยังมีกฎหมายปกติในการดำเนินการกับสื่อ อาทิ พ.ร.บ.คอมพ์ฯ กฎหมายหมิ่นประมาทฯ ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกฉินฯ เพราะสื่อไม่ใช่อาชญากร อย่าเสียเวลาในการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ส่วนสื่อเองก็ต้องระวังพาดหัวมากขึ้น ช่วยลดดราม่าลงได้ และรัฐต้องนำข้อเท็จจริงมาโต้แย้ง แล้วให้ประชาชนตัดสินว่าควรจะเชื่อใคร

องค์กรสื่อยันกดดันรัฐ ค้าน พ.ร.ก.คุกคามสื่อต่อ

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ชี้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ หายไป 3 เรื่อง คือ 1. จากที่เกี่ยวกับข่าวโควิดเท่านั้น 2.ต้องเป็นข่าวที่ไม่เป็นความจริงเท่านั้น และ 3.ต้องมีการเตือนก่อน ขอให้ระงับก่อน จึงจะดำเนินการ ที่หายไป 

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ (ที่มา ไลฟ์สดจากเพจเฟซบุ๊ก สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยThai Journalists Association)

การออกแถลงการณ์ฉบับแรกจึงขอความชัดเจนภาครัฐ จากนั้นมีการทวงถามในที่ประชุมที่ ศบค.ที่มีการเชิญสื่อไป ที่มี เลขา สมช. เป็นประธานการประชุมและรับปากว่าส่งเรื่องให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แล้ว แต่ไม่มีคำตอบ จนกระทั่งมีนายกรัฐมนตรีโพสต์เฟซบุ๊ก 

"แสดงว่าที่ส่งเสียงไปไม่ได้ยิน หรือได้ยินแต่ไม่สนใจอะไร จึงมีแถลการณ์ออกมา เพราะแสดงว่าไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดที่ลืมใส่ข้อที่หายไป แต่เป็นการตั้งใจตัดข้อความ 3 เรื่องนั้น และต้องการทราบว่ามีเจตนาอะไรกันแน่" ชวรงค์ กล่าว

ชวรงค์ มองว่า เรื่องที่รัฐสื่อสารผิดพลาดเอง ที่ผ่านมา รัฐไม่เคยยอมรับว่าคือข้อผิดพลาดจากตัวเอง แต่มองว่าฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐเป็นปัญหา ดังนั้น สิ่งที่จะทำต่อคงจะดำเนินการกดดัน ทักท้วง ทวงถาม เพราะเป็นภาระหน้าที่องค์กรสื่อในการรณรงค์ จัดโฟโต้เฟรม จัดเวทีเสวนา โดยจะเชิญอินฟลูเอนเซอร์มาพูดคุยกันในผลกระทบสิทธิการรับรู้ 

ขณะที่ข้อเสนอการมีวอร์รูมของคุณสุทธิชัย หยุ่น นั้นมีการทำอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เต็มรูปแบบมากนัก ซึ่งจะต้องมีการยกระดับมากขึ้น เพราะต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นด้วย

อาวุธจัดการฝ่ายตรงข้าม  

พีระวัฒน์ โชติธรรมโม กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับดังกล่าวเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระไปเยอะมาก กลายเป็นข่าวทุกข่าว ตัด พ.ร.บ.คอมฯ ออกด้วย ให้มีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กรอบความผิดก็ครอบคลุมถึงการเผยแพร่ ต้องพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลหลังจากรัฐกล่าวหา ดังนั้น ประชาชนมีสิทธิถูกดำเนินคดีจากรัฐแล้วไปสู้คดีในศาล

เรื่องนี้ผมสื่อสารไปยัง ศบค. โดยตรง และประชุมร่วมกับ ศบค. ก็ทักท้วงแล้ว คล้อยหลังสองสัปดาห์ก็ยืนยันดำเนินการตามมาตรการ สำนักข่าวรอยเตอร์ บอกว่า เป็นวิธีที่โลกประเทศฝั่งอาเซียนจะใช้กัน ที่ผู้มีอำนาจไม่อยากฟัง ก็ทำให้เป็นเฟกนิวส์แล้วดำเนินคดีทันที แล้วไปว่ากันในศาล

เรากังวลเรื่องดุลพินิจการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ อาจจะเปิดช่องให้ไม่มีความรอบคอบไม่รัดกุม ถ้าอีกฝ่ายไม่พอใจใครคนใดคนหนึ่ง ไปดำเนินคดี การสื่อสารที่ผ่านมาจึงเหมือนไม่มีประโยน์โดยสิ้นเชิง รัฐกำลังเข้ามาเพราะหมากกำลังจนแต้ม ต้องทำทุกอย่างเพื่อหยุดข่าวที่กระทบต่อรัฐ 

"สาเหตุที่เราออกมาแสดงจุดยืน เพราะเรากังวลว่า ถ้าไม่สามารถทำหน้าที่เสนอความจริงได้แล้วใครจะทำหน้าที่ในภาวะแบบนี้ องค์กรสื่อเราเดินทางมาถึงจุดที่เราทำเต็มที่แล้ว แต่รัฐยังเพิกเฉยกับท่าที ยืนยันองค์กรสื่อว่าจะดำเนินการต่อเนื่อง และรัฐต้องเปิดเผยข้อมูล ข่าวที่บิดเบือนรัฐก็ดำเนินการไป และขอให้ทบทวน พ.ร.ก.ฉุกฉิน ถ้าเราต้องการเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน" พีระวัฒน์ ทิ้งท้าย

ยันสื่อสู้กับข่าวปลอม 100% มีประโยชน์ ปชช.เป็นที่ตั้ง 

ระวี ตะวันธรงค์ ระบุว่า "ยืนยันว่าการออกมาเคลื่อนไหวขององค์กรสื่อ เราไม่ได้ทำเพื่อสื่อเราเอง แต่เราต้องแสดงถึงสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และยืนยันว่าสื่อมืออาชีพเราไม่ได้ต้องการข่าวปลอม เรายังสู้กับข่าวปลอม 100% เพื่อผลประโยชน์ที่ดีกับประชาชน"

พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนสื่อและประชาชนนำเปลี่ยนโปรไฟล์พิกเจอร์ของตัวเองได้ในโซเชียลมีเดีย ในการเป็นแคมเปญในการรณรงค์ที่รัฐพยายามคุกคามเสรีภาพสื่อและเสรีภาพประชาชนครั้งนี้

ในวันเดียวกัน เว็บราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29) ห้ามเผยแพร่ข้อความที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร โดยหากเป็นข้อความที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ให้อำนาจสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พิจารณาระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตเลขที่อยู่ไอพี (IP address) ที่เผยแพร่ข้อความ มีผลบังคับใช้ 30 ก.ค. 2564 

ทั้งนี้ ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับดังกล่าว ระบุเหตุผลที่ต้องมีมาตรการควบคุมข่าวสารครั้งนี้ว่า เนื่องจากที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ข่าวปลอมโดยเฉพาะช่องทางอินเทอร์เน็ต จนทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร อันส่งผลให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว และสับสน ซ้ำเติมสถานการณ์วิกฤตการณ์โควิด-19 ให้เลวร้ายลงไปอีก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการที่กำหนดให้การใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีเหตุผล ถูกต้องตามข้อเท็จจริง และมีความรับผิดชอบ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข้อกำหนดฯ ฉบับที่ 29 ห้ามเผยแพร่ข้อความที่ทำให้หวาดกลัว-ให้อำนาจ กสทช.ตัดเน็ต

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์