‘ทนายอานนท์’ ทบทวน 1 ปี ที่พังเพดานและขบวนการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

อานนท์ นำภา ปราศรัยครบรอบ 1 ปี การพูดถึงข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา สำรวจฝ่ายปฏิกิริยา ทบทวนการเคลื่อนไหวชี้สิ่งที่ตกผลึกร่วมกันคือหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และประชาธิปไตย ย้ำ 3 ข้อ ไล่ประยุทธ์ แก้ รธน. ปฏิรูปสถาบันฯ ต้องเรียกร้องไปพร้อมๆ กัน ด้วยสันติวิธีเพดานสูงสุด ยันแค่ต้องการแก้ไขระบอบให้ดีขึ้น ขอฝ่ายปฏิกิริยา อย่าเสนอ ‘สมบูรณาญาสิทธิราชย์’ เพราะมันจะมีตัวเลือกที่ 3 คือ ‘สาธารณรัฐ’

3 ส.ค.2564 เวลาประมาณ 16.00 น. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ประชาชนรวมตัวกันในกิจกรรม ‘เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาชน’ ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ครบรอบ 1 ปีกิจกรรม ‘เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย’ เมื่อปีที่แล้วที่มีการปราศรัยถึงข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 3 ข้อ

อานนท์ นำภา

17.35 น. อานนท์ เริ่มต้นปราศรัยว่า หลังจาก 3 ส.ค. 63 ตนใช้เวลาครึ่งหนึ่งอยู่ข้างนอก อีกครึ่งหนึ่งไปขบคิดให้เต็มที่ในเรือนจำ แต่ทุกอย่างก็มีเหตุ มีผล และเต็มใจที่จะออกมาสู้ในครั้งนี้ หนึ่งปีที่เราพังเพดานมาด้วยกัน นิสิต นักศึกษาทำลายเพดานกั้นระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนอีกรุ่นหนึ่ง ร่วมใจกันลงสู่ท้องถนนและพูดถึงปัญหาที่แท้จริงของบ้านเมืองนี้ สิ่งที่ตกผลึกร่วมกันคือหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และประชาธิปไตย 

“ขบวนนี้เรียกว่าขบวนปฏิรูป แต่โดยนัยและความหมายของมัน ต้องยอมรับว่ามันคือขบวนการปฏิวัติสังคมไทย ปฏิวัติให้เกิดความเท่าเทียมกัน คนที่เรียกร้องความเสมอภาคทางเพศก็ลุกขึ้นมาปฏิวัติความคิดเก่าของสังคม ทำให้สังคมนี้มีความเท่าเทียมกันทางเพศ เราเปลี่ยนวิธีคิดของกษัตริย์จากเดิมเป็นเจ้าชีวิต เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ กลายเป็นคนเท่ากัน” อานนท์ กล่าว

ทนายความสิทธิมนุษยชน ปราศรัยถึงผลสำเร็จและแรงปฏิกิริยาจากฝ่ายต่อต้านว่า การเรียกร้องของขบวนการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในหนึ่งปี ถ้าจะเรียกว่าประสบความสำเร็จก็เรียกได้ แต่ถ้าจะเรียกว่า มันเพิ่งเริ่มต้นก็พูดได้เช่นกัน เนื่องจากพวกตนถูกตอบโต้อย่างรุนแรงปลายปี 63 เช่น กรณีเรียกร้องให้กษัตริย์เสด็จกลับมาอยู่ในประเทศไทย ไม่ต้องไปอยู่เยอรมัน ซึ่งกษัตริย์กลับมาอยู่ประเทศไทย แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรือปฏิรูป

นอกจากนี้มีการระดมคนใส่เสื้อเหลือง ซึ่ง อานนท์ มองว่าเป็นการวัดจำนวนหรือพลังกันระหว่างฝ่ายสนับสนุนการปฏิรูปกับฝ่ายปฏิกิริยาที่ไม่สนับสนุนการปฏิรูปนั้น ก็พบว่าฝ่ายใส่เสื้อเหลืองออกมาน้อย หรือในกรณีเดิมนักเรียน นักศึกษาที่ปัจจุบันมีอินเทอร์เน็ตทำให้พวกเขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไปรับการสอนจาก ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แต่ในทางตรงกันข้ามรัฐไทยกลับพยายามไปยัดเยียด ด้วยการส่งทหารเข้าไปอบรมเรื่องพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย เรื่องบุญคุณของสถาบันกษัตริย์ แต่สุดท้าย อานนท์ เห็นว่า ต้องหน้าแตกเป็นครั้งที่สอง เนื่องจากนักเรียนมัธยมชูสามนิ้วกันหมด

การชุมนุมของขบวนการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและสื่อต่างประเทศด้วยนั้น อานนท์ ปราศรัยว่า ส่งผลให้เกิดการพูดถึงกรณีการโอนงบประมาณของรัฐไปให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์จำนวนมาก และพูดถึงการที่กษัตริย์โอนเอาทรัพย์สินของหลวงไปเป็นของตนเอง ทำให้ขบวนการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ถูกดำเนินคดีหลายคน แต่ข้อเสนอเรื่องปฏิรูปสถาบันฯ กลับไม่ถูกดำเนินการ ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลยังได้ประกาศสงครามอย่างชัดเจน คือประกาศใช้ ม.112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์กับขบวนการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างบ้าคลั่ง 

ปมโยนโจทย์ไปที่ศาลสถิตยุติธรรม และท้าให้จุลเจิมเป็นผู้พิพากษาเอง

อานนท์ กล่าวถึงปัญหาการโยนโจทย์ไปให้ศาลสถิตยุติธรรมว่า มีการขู่เข็ญศาลจากราชวงศ์ท่านหนึ่ง คุณจุลเจิม (ยุคล) โพสต์เฟซบุ๊คขู่ศาลว่า ถ้าให้ประกันตัวแล้วเห็นดีกัน ผลออกมาคือกลุ่มเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ หลายคนไม่ได้รับการประกันตัว แต่ด้วยความถูกต้องชอบธรรม พวกเขาสู้เหตุผลเราไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องปล่อยกลุ่มเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ออกมาอยู่ดี ตนลำบากใจแทนศาลยุติธรรมที่ต้องรับคดีพวกนี้เข้าไปพิจารณา เพราะตัดสินก็เข้าเนื้อตัวเอง ตนจึงขอแนะนำให้ศาลส่งสำนวนคดี 112 ทั้งหมดไปให้จุลเจิมพิพากษาเอง 

กรณีที่มีการดำเนินคดีจากการพูดถึงการสวมเสื้อครอปท็อปเดินตามห้างตามภาพที่ปรากฏในสื่อต่างประเทศและวิดีโอคลิปหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์ หรือ ที่เรียกในทางสาธารณะว่า “คลิปริมสระ” นั้น อานนท์ ตั้งคำถามเชิงท้าทายต่อจุลเจิม ว่า หากเป็นผู้พิพากษาเองจะกล้าพิพากษาไหมว่ากษัตริย์ไม่เคยสวมเสื้อครอปท็อปเดินห้าง หรือวิดีโอคลิปดังกล่าวเกิดจากการตัดต่อ  รวมทั้งจะพิพากษาหรือไม่ว่า รัชกาลที่ 10 ไม่เคยโอนทรัพย์สินสาธารณะไปเป็นของตนเอง เช่น หุ้นไทยพาณิชย์ เป็นต้น 

“คดีที่พวกเราแสดงออกล้วนแต่เป็นความจริงที่ชนชั้นนำไทยกระอักกระอ่วนเรื่องนี้ มีคนโดนจับเพราะใส่เสื้อครอปท็อป จากที่คนใส่ชุดไทยไปเดินแฟชั่น นี่คือสิ่งที่ประจาน ม.112 อย่างล่อนจ้อนในปลายปีและต้นปีนี้ นี่ไม่รวมการทำให้ศาลจะต้องตอบคำถามดังๆ ว่า จริงๆ แล้วศาลของไทยมีใครสั่งการอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ศาลจะต้องตอบคำถามคำถามนี้ แม้แต่ประธานศาลฎีกาเองที่เป็นประมุขสูงสุด หัวหน้าของคนที่จะพิพากษาพวกเรา ยังก้มกราบในหลวงรัชกาลที่ 10 บนพื้นธรรมดา คำถามเหล่านี้จะต้องถูกตอบ ถ้าเป็นไปได้ เอาคดีทั้งหมดไปให้คุณจุลเจิมเป็นคนทำ” อานนท์ ปราศรัย

อย่าถือสาเรื่องแค่กระพี้ และ 1 ปีที่ยังไร้คำตอบ

อานนท์ พูดถึงความผิดพลาดของขบวนการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เมื่อปีที่แล้วในเชิงท่าที เช่น การใช้คำเชิงต่อว่าไม่สุภาพต่อกษัตริย์นั้น ต้องขอให้อภัย แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่กระพี้ ส่วนแก่นของมันจริงๆ คือพวกเขาตอบโต้สิงที่สถาบันกษัตริย์ทำกับประชาชน ดังนั้นอย่าไปติดเรื่องนี้ เพราะเมื่อเทียบคนธรรมดาด่าทักษิณ ชินวัตร ยิ่งกว่านี้อีก 

“ถ้าจะมาโกรธกันเรื่องพวกนี้ มันไม่ใช่ผู้ใหญ่ อย่าไปดำเนินคดีด้วยเรื่องพวกนี้” ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าว

อานนท์ กล่าวว่า  1 ปีผ่านไป นอกจากขบวนการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จะไม่ได้รับคำตอบว่าจะปฏิรูปหรือไม่ แล้วในทางตรงกันข้อมขบวนการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลับถูกตอบโต้อีกหลายอย่าง นอกจากการตอบโต้ที่พูดไป สถาบันยังมีการโอนทรัพย์สินไปอยู่ในการครอบครองของตนเอง จริงอยู่ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นมันอยู่ในชื่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นของกษัตริย์ เพราะเป็นของราชบัลลังก์ ซึ่งหมายถึงใครขึ้นครองราชย์ก็ได้ใช้ เช่น ลานพระบรมรูปทรงม้า หลายคนที่รัก ศรัทธาก็ไปบูชา ทำกิจกรรม ไปชุมนุม แต่วันนี้กลับล้อมรั้ว ทั้งที่มันเป็นที่ๆ ประชาชนใช้ร่วมกัน ไม่รวมรัฐสภาเดิม สวนสัตว์ หรือสนามม้านางเลิ้งที่มีการปรับปรุงเป็นของตัวเอง

การโอนทรัพย์สินดังกล่าว อานนท์ มองว่า คนที่ทำให้สำเร็จคือ ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ซึ่งถ้าหากเป็นรัฐบาลพลเรือนจะไม่สามารถโอนทรัพย์สินเหล่านี้ได้ หรือแก้รัฐธรรมนูญให้กษัตริย์อยู่ต่างประเทศโดยไม่ต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการได้ ข้อเสนอที่พวกเราเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถทำได้ ถ้าหากไม่มีการพูดถึงการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ไปพร้อมๆ กัน  อีกกลุ่มคือ ส.ว. ก็มาจากชนชั้นนำไทย 

ย้ำ 3 ข้อ ไล่ประยุทธ์ แก้ รธน. ปฏิรูปสถาบันฯ ต้องเรียกร้องไปพร้อมๆ กัน

“ถ้าไม่พูดถึงการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ไปพร้อมๆ กันเรื่องพวกนี้ไม่สามารถทำได้ การบอกว่าให้ออกมาไล่แค่ประยุทธ์อย่างเดียว อย่างอื่นทำทีหลัง ไม่เป็นความจริง เราต้องพูดไปพร้อมกันเพราะเพาระมันคือก้อนเดียวกัน ถามในมุมกลับ ถ้าประยุทธ์อยู่ตอนนี้ เขามาฟังพวกเราไล่ทุกวัน ถ้าเป็นคนธรรมดาเขาไปแล้ว แต่ประยุทธ์มันเชื่อว่ามันห้อยพระดี ที่ชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ ในวันที่สาบานตนเข้ารับหน้าที่ สาบานไม่ครบ ก็มีการชูข้อความของในหลวงรัชกาลที่ 10 บอกว่านี่ กูมีแบ็ค” อานนท์ กล่าว

อานนท์ ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กับสถาบันกษัตริย์ รวมถึงสถานะของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ว่า หากไม่มีความแนบแน่นดังกล่าว รัฐบาลจะเอาเงินภาษีเราไปอุดหนุนไหม ทั้งที่บริษัทที่มีแต่ขาดทุน ไม่มีประสบการณ์ผลิตวัคซีน เหตุใดรัฐบาลจึงนำเงินไปสนับสนุนถึง 600 ล้านบาท ทำไมประยุทธ์ไม่นำวัคซีนดีๆ มาฉีดให้ประชาชนทุกคน เหตุผลเดียวคือกลัววัคซีนขายไม่ได้ 

“การไม่นำเอาวัคซีนดีๆ มาฉีดให้พวกเราอย่างทันที เขาใจร้ายพอที่จะดูพวกเราตายข้างถนน เขาโหดเหี้ยมพอ มึงจะตาย ตายไป รอวัคซีนพระราชทาน มึงจะตาย ตายไป นี่คือความโหดเหี้ยมของเขา” อานนท์ กล่าว พร้อมระบุว่าหากมีการนำวัคซีน mRNA ไฟเซอร์ โมเดอร์นาเข้ามา มาฉีดให้พวกเราแล้วพวกเราหาย พวกเราไม่เป็นโควิด วัคซีนดังกล่าวก็ขายไม่ได้  หมอบางคนที่พยายามผสมสูตรพวกนี้กับซิโนแวค กับแอสตร้าเซเนเแก้า ทั้งที่วัคซีนดีๆ เอาเข้ามา เอาไปผสมทำไม

กรณีราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ลงกรณ์นำเขาซิโนฟาร์มนั้น อานนท์ มองว่า เข้ามาในนามสถาบันวิจัย แต่ก็ยังนำวัคซีนทีมีคุณภาพต่ำเข้ามาอยู่ดี เข้ามาขายให้เอกชน แล้วตัวเองเอาไปแจกบอกว่าเป็นวัคซีนพระราชทานนั้นโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว 

“ขอกราบบังคมทูลถึงฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เขาไม่ซาบซึ้งแล้ว” อานนท์ กล่าว

“ความเป็นมนุษย์ของคนมันไม่ใช่การรอเศษทานวันเกิดเอามาพระราชทาน ถ้าคุณมีอำนาจ มีความสามารถ เอามาแจก เอามาฉีดเลย ไม่ต้องรอวันเกิด คนไม่ใช่ปลาบู่ ไม่ใช่ปลาไหลที่จะมาปล่อยกันในวันเกิด พอพวกเรามีความรู้ ศึกษาจากอินเทอร์เน็ตว่าเรามีวัคซีนดีๆ ทำไมไม่เอาเข้ามา รัฐบาลก็ตั้งเงื่อนไขให้ยาก ก็ด้วยเหตุผลที่บอกไปตอนต้นว่าเพื่อรอวัคซีนพระราชทาน” อานนท์ กล่าว

ใช้สันติวิธีเพดานสูงสุด 

อานนท์ กล่าวต่อว่า เมื่อพวกเราออกมาขับไล่ประยุทธ์ เรียกร้องวัคซีนคุณภาพ มันจึงละเลยไม่ได้ที่จะพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่าแปลกใจที่มีผู้ร่วมชุมนุมไปเผาพระบรมฉายาลักษณ์ เพราะเขากำลังจะสื่อสารว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการพูด กับการทำ กับการรอวัคซีนพระราชทาน เขาต้องการวัคซีนดีๆ แล้วอย่ามาพูดว่านี่ไม่ใช่สันติวิธี เพราะเขาไม่ได้ไปทำร้ายใคร การเผารูป เผาหุ่น มันเป็นสันติวิธีในทางสากลอย่างแน่อน แต่ถามว่ามันผิดกฎหมายหรือไม่ สันติวิธีมันก็ผิดกฎหมาย นั่งฟังชุมนุมอยู่นี่ถ้าเขามาจับก็ผิดกฎหมาย เส้นแบ่งสันติวิธีคือการไม่ทำร้ายใครต่างหาก

อานนท์ กล่าวถึงกลุ่มอาชีวะว่าสามารถใช้ความรุนแรงในการตอบโต้ได้ แต่ไม่ทำ ไม่เอามาทำร้ายตำรวจเพราะเขาเชื่อมั่นในสันติวิธี ดังนั้นอย่าไปยั่วยุ อย่าไปบังคับคนให้ก่อจลาจล 

“คนรุ่นใหม่ คนที่เติบโตมาภายหลังเขาไม่ได้เชื่อเรื่องคนกับเทวดา เขาเชื่อว่าคนเท่ากัน แต่ที่เขายังอดทนอดกลั้นอยู่เพราะเขาเชื่อเรื่องสันติวิธี ถ้าเขายิงไปแล้วตำรวจยิงมา ถ้าไม่โดนเขา ก็โดนเพื่อนเขา แล้วเส้นทางการต่อสู้ของเรา เมื่อเทียบกับที่รัฐกระทำกับเรา ผมประกาศไว้เลยว่าการชุมนุมจะใช้สันติวิธีเพดานสูงสุด แล้วอย่ามาขู่ว่าจะประกาศกฎอัยการศึก ถ้าเห็นพี่น้องประชาชนเป็นข้าศึก เป็นศัตรู มึงประกาศเลย ได้เห็นดีกัน” อานนท์ กล่าว

เพราะว่าทุกคนทุกวันนี้มันสู้อย่างหลังชนฝาถึงที่สุดแล้ว ถ้าไม่สู้ ไม่ออกมา ก็รอความตายอยู่บ้าน ไม่สู้ ไม่ออกมา ไม่มีทางที่วัคซีนดีๆ จะข้ามา เราจึงมาต่อสู้เพื่อสร้างอนาคตไปด้วยกัน ในปีนี้เราจะสู้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เราจะสู้อย่างมีแนวทาง นอกจากการต่อสู้ในทางยุทธวิธี การชุมนุม การปราศรัย การกดดันต่างๆ นานา เราจะเสนอกฎหมายเข้าสภาด้วย เพราะประเทศนี้ปกครองด้วยนิติรัฐ ปกครองด้วยกฎหมาย เราต้องเชื่อมั่นในการร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เราจะเสนอ ไม่ใช่การแก้ไขด้วย เราจะมีเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 ผ่านสภาเร็วๆ นี้

ย้ำแค่ต้องการ แก้ไขระบอบให้ดีขึ้น อย่าเสนอ ‘สมบูรณาญาสิทธิราชย์’ เพราะมันจะมีตัวเลือกที่ 3 คือ ‘สาธารณรัฐ’

“ประชาชนจะโยนไม้ต่อไปที่ผู้แทนราษฎร ถ้าพรรคไหนไม่เห็นด้วย ก็เห็นดีกันในการเลือกตั้ง ทรัพย์สินที่ในหลวงโอนไปเป็นของตัวเอง เราจะออกกฎหมายโอนคืนกลับมาให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่สตางค์เดียว รัฐธรรมนูญที่มีการร่างให้อำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ไปสร้างหน่วยงานในพระองค์ เราจะแก้ไขให้หมด ต่อไปนี้ ข้าราชการในพระองค์จะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลพลเรือนเท่านั้น ทหารปกแดงจะไม่มี ทหารทุกคนปกเดียวกัน คือปกป้องประชาชน” อานนท์ กล่าว

ทนายสิทธิมนุษยชน กล่าวยืนยันว่า พวกตนต้องการจะปกป้อง แก้ไขระบอบการปกครองให้มันดีขึ้น พร้อมเตือนกลุ่มที่ต้องการให้ประเทศไทยกลับไปเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีกษัตริย์เป็นประมุขนั้น อย่าคิดหรือทำ เพราะเมื่อพูดถึงความเป็นไปได้ของระบอบดังกล่าวแล้วยังมี ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข รวมทั้งมีทางเลือกที่ 3 คือ สาธารณรัฐ ด้วย เมื่อพูดก็ต้องพูดให้หมด

อานนท์ กล่าวว่า ตัวเลือกสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น มีคนเลือกแน่นอน ส่วน ข้อที่สอง คนอยากปกครองแบบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญ อนุญาตให้มีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ให้อยู่เหนือการเมือง เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นกันนั้นก็มี แต่อย่าลืมว่า ก็มีคนที่ต้องการปกครองแบบคนเท่าเทียมกันทุกคน เลือกตั้งโดยตรง ไม่มีเทวดา มีรัฐสวัสดิการ ทุกคนเป็นเจ้าของหรือสาธารณรัฐ มันก็มีเช่นกัน ดังนั้นอย่าบังคับให้พวกเราเลือกข้อ 1 ข้อ 2 หรือ 3 เพราะถ้ามันถึงที่สุด เราทุกคนจะลงประชามติ ว่าจะเลือกข้อ 1 ข้อ 2 หรือข้อ 3 

“เป็นปีสุดท้ายที่จะพูดถึงการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว หลังจากนี้อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด พวกคุณไม่มีทางห้ามพระอาทิตย์ไม่ให้ขึ้นไม่ได้หรอก คุณห้ามความคิดคนไม่ได้ จะใช้ความรุนแรง ใช้อาวุธมากแค่ไหน คุณก็ฆ่าพวกเราตายไม่ได้หมดหรอก การต่อสู้ต่อไปนี้มันจะมีความหมายมากๆ เพราะมันไม่ใช่อีเวนท์ ไม่ใช่กิจกรรมสัมมนาแล้วกลับ แต่ทุกการชุมนุม คือการเอาชีวิตเข้าแลก เอาความเจ็บปวดเข้าแลก ไปเสี่ยงกับกระสุน เสี่ยงโควิด ที่เรียกว่าสู้ตาย” อานนท์ กล่าว

อานนท์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมียูทูบ เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ที่ไม่ได้กั้นด้วยข่าวในพระราชสำนัก อย่าคิดว่ามือเปล่ามันต่อสู้ไม่ได้ เพราะมือเปล่ามันไปหยิบจับอย่างอื่นได้ และอย่าคิดว่าความรู้สึกเดิมๆ ที่สยบยอมต่อผู้กดขี่ยังเหลืออยู่ ตนยืนยันว่าไม่มีอีกแล้ว 

“อยากเรียกร้องไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่าไปโอบอุ้มค้ำจุนประยุทธ์เอาไว้ หันมายอมรับความจริงว่าจะต้องมีการปรับปรุงตัวเองอย่างไรให้เข้ากับประชาธิปไตย” อานนท์ กล่าวขอร้อง 

ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงเหตุการณ์ 2475 สถาปนาประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญว่า อนุญาตให้บัญญัติให้มี ส.ส. ส.ว. มีสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญนั้น ระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญจะเขียนให้มีหรือไม่มีกษัตริย์ก็ได้ อย่าลืมหลักการนี้ 

“จงภูมิใจ ภูมิใจว่าทุกคนเป็นคนแรกที่ออกมาต่อสู้ และบางคนจะเสียใจที่เป็นคนสุดท้ายในประวัติศาสตร์ และการต่อสู้ต่อไปนี้ อย่าไปคิดตื้นๆ ว่าจับแกนนำแล้วคนจะไม่มาชุมนุม คนจะไม่มาจัดงาน ทุกคนมีความเป็นแกนนำ ทุกคนมีความคิดของตัวเอง 7 สิงหานี้จึงเป็นอีกวันที่จะพิสูจน์ว่าทุกคนเป็นแกนนำ มีความคิดเป็นของตัวเอง ผมในฐานะ อานนท์ นำภา ในฐานะประชาชน ในฐานะทนายความ ในฐานะแฮร์รี พอตเตอร์ ก็จะไปด้วย แต่จะขอโทษพี่น้องไว้ก่อน ผมสุขภาพไม่ค่อยดี ไปอาจจะไม่อยู่ด่านหน้ากับพี่น้องอาชีวะ กับพี่น้องเทคนิค อาจจะอยู่ตรงกลาง ถ้ามันตีมาจากข้างหน้าจะได้วิ่งทัน มันตีจากข้างหลังจะได้วิ่งทัน จะวิ่งตอนไหนไม่รับปาก แต่ไปแน่ แก๊สน้ำตามาผมก็วิ่งแน่ ความกลัวมันมีทุกคน แต่ถ้ากลัวแล้วนอนอยู่บ้าน รอวัคซีนพระราชทาน รอให้คนตายวันละร้อยสองร้อย รอไม่ได้จริงๆ แล้วอย่าราดน้ำมันเข้ากองเพลิง อย่ามาเรียกคนที่ตายข้างถนนว่ามีการจัดฉาก การพูดเช่นนี้ไม่ใช่การดูถูกมนุษย์ธรรมดา แต่คือการมองพวกเราเป็นพวกขยะ เป็นพวกเศษฟาง อย่าทำอย่างนี้” อานนท์ กล่าว

หวังปีหน้าจัดปักหมุดคณะราษฎรใหม่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

ในตอนท้าย อานนท์ กล่าวว่า ครบรอบ 1 ปี ของการจัดเวทีแฮร์รี พอตเตอร์ พวกเราทุกคนที่เป็นทีมจัดที่โดนคดี ไม่ว่ากัน ผู้ที่มาวันนั้น หลายคนมาวันนี้ ปีหน้าตนหวังว่าจะไม่มีการจัดแฮร์รี พอตเตอร์ แต่จะเป็นการจัดเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ เราจะปักหมุดคณะราษฎรที่หล่อขึ้นมาใหม่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ปักหมุดที่หลอมมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกาย เราจะทวงคืนทรัพย์สินของประเทศทั้งหมดให้กลับมาเป็นของประชาชน 

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะสู้ไปด้วยกัน สวมวิญญาณความเป็นไทย ปลดแอกของทุกคนทิ้งไว้ ปลดแอกแล้วเอาไปกองเผาทิ้งไว้ที่ข้างกำแพงวังวันที่ 7เรา แล้วเอาแอกของเราไปทิ้งไว้และเผาที่ข้างกำแพงวัง” อานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

ชุมนุมธีมแฮรี่พอตเตอร์ ร้องยกเลิก-แก้กฎหมายขยายพระราชอำนาจฯ และฟังเสียงนักศึกษา-ประชาชน

ทีมสังเกตการณ์ MobData รายงานว่าตั้งแต่เวลาประมาณ 15.00 น. มีประชาชน คนเสื้อแดงเริ่มทะยอยมารวมตัวกันที่บริเวณลานด้านหน้าหอศิลปฯ มีการเล่นดนตรีวางสินค้าขาย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบและเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอยู่บริเวณรอบๆ พื้นที่การชุมนุมและมีการตั้งรั้วเหล็กกั้นทางขึ้นสกายวอล์คแยกปทุมวันแต่ยังเปิดช่องเข้าออกได้ มีการตรวจกระเป๋าคนที่สัญจรเข้าออกพื้นที่

จากนั้นเวลา 16.00 น. ตำรวจจาก สน.ปทุมวันเข้ามาในพื้นที่ลานหน้าหอศิลปฯ อ่านข้อกำหนดที่ออกตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 9

ผู้สื่อข่าวประชาไทรายงานการปราศรัยบนรถเครื่องเสียงของ ธัชพงศ์ แกดำ นักกิจกรรมว่า ในวรรณกรรมแฮรี พอตเตอร์ สะท้อนถึงการต่อสู้ของประชาชนที่ไม่ยอมก้มหัวต่ออำนาจมืด ส่วนฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าคนดี ใน แฮร์รี พอตเตอร์ อยู่ฝ่ายจอมมาร คือลอร์ดโวลเดอมอร์ หรือคนที่คุณก็รู้ว่าใคร เมื่อปี 2563 ที่มีการจัดกิจกรรมแฮร์รี พอตเตอร์ เราได้เสกคาถาทลายเพดานที่กั้นความกลัวที่ห้ามพูดถึงคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ปีนี้จะเป็นการสู้กันอย่างตาต่อตา ฟันต่อฟัน

ธัชพงศ์ แกดำ

ที่ผ่านมา ประชาชนอยู่บนความยากลำบาก แต่คนเสพสุขบนความทุกข์ของเราคือคนชั้นสูง สถาบันที่โอบอุ้มลอร์ดโวลเดอมอร์และเครือข่ายจอมมารมืด อำนาจมืดต่างๆ เราต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่ต้องแลกด้วยชีวิต สิทธิและเสรีภาพ ต้องสูญเสียคนที่รัก ทางเลือกที่เหลืออยู่คือถ้าไม่สู้ก็ต้องนอนเหี่ยวแห้งไปวันๆ แต่ทางเลือกสุดท้ายที่ คือการสู้จนตายเพื่ออนาคตของเรา

"ใครจะไล่หมารับใช้ก็ไล่ไป แต่พวกเราก็จะต้องสื่อสารว่าลอร์ดโวลเดอร์มอหรือคนที่เลี้ยงหมานั่นแหละคือตัวปัญหา"

"เราไม่อาจให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนหมาตัวหนึ่ง แล้วก็มีหมาอีกตัวหนึ่งเข้ามา ใช่หรือไม่

ธัชพงศ์ กล่าวว่า การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นการปฏิวัติของประชาชน จะต้องสร้างระบอบการเปลี่ยนแปลงที่เป็นของประชาชนที่แท้จริง ไม่มีเส้นกั้นระหว่างรัฐกับประชาชนอีกต่อไป

จากนั้นธัชพงษ์จึงชวนผู้เข้าร่วมชูสามนิ้วร่ายคาถาผู้พิทักษ์เอกซ์เปกโต พาโตรนุม

นิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นปราศรัยว่า ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดเมื่อปี 63 รัฐบาลยังใช้เม็ดเงินภาษีที่ประชาชนทำงานส่งให้ เพื่อหวังให้คุณภาพชีวิตได้รับการพัฒนา แต่ก็ยังเอาไปบำเรออำนาจศักดินา ไปซื้ออาวุธไม่สนใจใยดีชีวิตประชาชนที่ต้องตาย ส่วนตัวได้รับผลกระทบต้องเรียนออนไลน์เกือบ 2 ปี โดยรัฐบาลไม่เคยช่วยค่าอินเทอร์เน็ตและหอพักเลย มาตรการลดค่าเทอมก็เพิ่งจะลดให้ทั้งที่ควรลดตั้งแต่ปีที่แล้ว นี่หรือคือสิ่งที่รัฐบาลคนที่จะเติบโตไปเป็นอนาคตของชาติและขับเคลื่อนสังคมข้างหน้า

เธอเล่าต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตร เซ็นสัญญาสร้างห้องทรงงาน ห้องประทับ และห้องสุนัขทรงเลี้ยง มีการตั้งราคากลาง 20 ล้านบาท เงินเหล่านั้นจะมาจากไหนถ้าไม่ใช่ภาษีประชาชน ในวันที่เซ็นสัญญา มีคนเสียชีวิตสะสมจากโควิด 47 ราย ซึ่งต่อมาวันนี้ขึ้นเป็นกว่า 5,300 รายแล้ว และนิสิตยังต้องจ่ายเงินซื้อของมาทำการทดลอง และผ่าสุนัขในห้องพัดลมร้อนๆ บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานไม่ได้พักไม่ได้ผ่อน หากเงินภาษีถูกนำมาใช้ช่วยเหลือประชาชน ก็คงไม่มีคนตายมากขึ้นถึงขนาดนี้

"ภาษีที่ควรจะเอาไปลดความเหลื่อมล้ำ กลับเอาไปเพิ่มความเหลือมล้ำเสียเอง สิ่งที่มันทำกับพวกเรา คือการด้อยค่าชีวิตประชาชน คือการสั่งสอนและกดหัวพวกเราไว่าอย่าตีตนเสมอเจ้า ยกเนื้อหาในบทเรียนให้รักสถาบันกษัตริย์ แต่ไม่เคยสอนว่าชีวิตมนุษย์มีคุณค่า ไม่เคยสอนว่าพวกเรามีสิทธิ์มีเสียง และควรถูกรับฟัง จากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น จากโครงสร้างที่กดทับพวกเราเอาไว้"

เธอยังเชิญชวนให้เข้าร่วมกับสหภาพคนทำงาน เพราะแรงงานคือคนสร้างชาติ ไม่ใช่มหาราชคนใด ตราบใดที่ไฟตรงกระบอกปืนยังไม่หายไป เราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว และเราจะไม่นิ่งเฉยกับใครก็ตามที่หันปากกระบอกปืนใส่ประชาชน

 

กรณีโทษจำคุก 87 ปี คดี 112 แอมเนสตี้ฯ จี้รัฐไทยยกเลิก-แก้ไข กม.ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออก

นอกจากการปราศรัยแล้วทางด้านองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนลประเทศไทย ตั้งโต๊ะให้ผู้เข้าร่วมเขียนจดหมายรณรงค์ให้ปล่อยตัวอันชัน ปรีเลิศ นักโทษคดีมาตรา 112 ที่ถูกพิพากษาจำคุกหนักที่สุดถึง 87 ปีเมื่อมกราคม 2564 และขณะนี้ยังรับโทษอยู่ในเรือนจำ

ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรมชูรูปของอัญชัน ปรีเลิศ

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์