'ไทยไม่ทน-สภาที่ 3-ครป.' จับมือจัดเวทีเตือนระวังจลาจลและมิคสัญญี จี้ 'ประยุทธ์' รับผิดชอบลาออก

'ไทยไม่ทน-สภาที่ 3-ครป.' จับมือจัดเวทีเตือนระวังจลาจลและมิคสัญญี จี้ 'ประยุทธ์' รับผิดชอบลาออก ยกบาป 7 ประการให้สำนึกผิด ชี้ทางออกคือการปรองดอง ทลายการผูกขาด กระจายอำนาจและเลือกตั้งท้องถิ่นโดยเร็ว   

ทีมสื่อคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แจ้งข่าวว่าเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา สภา 3 ร่วมกับ #ไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ได้จัดเสวนาออนไลน์เรื่อง "วิกฤตประเทศไทยในสถานการณ์โควิดและการชุมนุม กับทางออกและความรับผิดชอบของรัฐบาล" ขึ้น โดยมีนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และผู้ก่อตั้งไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย นายธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายปรีดา เตียสุวรรณ์ ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (SVN.) และนายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. ร่วมดำเนินรายการ

"อดุลย์" เตือนระวังจลาจลและมิคสัญญี รัฐใช้ความรุนแรงปูไปสู่การประกาศกฎอัยการศึก

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และผู้ก่อตั้งไทยไม่ทนฯ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้มีฉันทามติของสังคมเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรจะถูกไล่หรือลาออกจากตำแหน่งได้แล้ว เพราะปัญหาทางการเมืองและทางเศรษฐกิจที่เกิดวิกฤตขึ้น นโยบายการล็อกดาวน์ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากขึ้นและการติดโควิด-19 ก็มากขึ้นไปด้วย โดยที่รัฐบาลไม่สามารถเยียวยาและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ จนประชาชนหมดความอดทนจากการบีบบังคับด้วยกฎต่างๆ การประชามติไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ จึงเกิดขึ้นแล้ว 

"ความขัดแย้งกับคนรุ่นใหม่ซึ่งเริ่มมีม็อบขึ้นเกือบทุกวันแต่รัฐบาลก็ไม่ใช้วิธีการเจรจา ไม่เห็นว่าเขาคืออนาคตของประเทศนี้ แทนที่ต้องเปลี่ยนแนวทางใหม่เพื่อความปรองดอง กลับดันทุรังใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ตนไม่ทราบว่าเป้าหมายของรัฐบาลคืออะไรกันแน่ มีการสร้างความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนต่อเนื่อง เช่น การใช้แคปซูลน้ำมันของการรถไฟมาตั้งใกล้เคียงกับพระราชวัง ตำรวจที่ทำเรื่องนี้มีจุดมุ่งหมายอย่างไร หากสถานการณ์บานปลายใครจะรับผิดชอบ หรือต้องการทำให้เกิดจลาจลและมิคสัญญี การกระทำแนวทางนี้นำไปสู่การประกาศกฎอัยการศึกอย่างแน่นอน" นายอดุลย์กล่าว

นอกจากนี้ประธานคณะกรรมการญาติพฤษภา 35 ยังเห็นว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ได้นำไปสู่ความคลั่งแค้นของประชาชนต่อกองทัพอย่างมาก ใครใส่ชุดทหารไปไหนไม่ได้ ซื้อของแม่ค้าไม่ขายให้ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่นั้น ประชาชนได้เกิดความเดือดดาลคลั่งแค้นรัฐบาลนี้อย่างมาก และจะนำไปสู่ความเกลียดชังอย่างรุนแรง ตนขอเตือนรัฐบาลว่าหากใช้แนวทางนี้โดยไม่เปลี่ยนนโยบายและเปิดทางเจรจากับคนรุ่นใหม่ บ้านเมืองจะไปสู่วิกฤตเกินยากจะคาดเดาอนาคตที่ไม่แน่นอน ดังนั้นรัฐบาลต้องเปลี่ยนนโยบายก่อนจะสายเกินไป

อาจารย์นิด้าชี้ รัฐบาลล้มเหลวผิดพลาดรายวัน ประชาชนต้องดูแลตัวเอง เตือนระวังรัฐประหาร

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม นิด้า กล่าวว่าตนรู้สึกหดหู่กับสถานการณ์ ที่มีกลิ่นไอของความรุนแรงไปทั่วสั่งคมในขณะนี้ ทั้งโควิดระบาดและการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล ซึ่งส่งผลทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการบริหารจัดการโควิดของรัฐบาลก็เหมือนมือสมัครเล่นลงไปเรื่อยๆ มีแต่ความผิดพลาดรายวัน การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อฉีดวัคซีนก็เปลี่ยนไปมาจนแพทย์ชนบทต้องเข้ามาทำงานจิตอาสาและชี้นำนโยบายแทน ซึ่งถ้าให้ดูแลศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดแทนรัฐบาลน่าจะดีกว่า เพราะวันนี้รัฐบาลไม่มีความโปร่งใสแทบทุกโครงการ ทั้งการจัดสรรวัคซีน การนัดหมาย การจัดซื้อจัดจ้างเครื่องมือตรวจหาเชื้อโรค ATK การให้ข้อมูลประชาชนสับสน

"วันนี้มีคนฉีดวัคซีนชิโนแวคแล้วยังตายได้ สวนทางกับการให้ข้อมูลภาครัฐว่าฉีดแล้วป้องกันการตายได้ เมื่อกลไกรัฐพึ่งพาไม่ได้ คนจำนวนมากจึงเข้าหาการดูแลรักษาตัวเองแทน และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขคงเกิดความหวาดกลัวจากปัญหาการระบาดและกลัวถูกฟ้องร้องจากญาติผู้ป่วย จึงพยายามออกกฎหมายการจำกัดการรับผิด โดยเฉพาะการระบุกลุ่มที่ 7 บุคคลและคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งที่เกี่ยวข้องกับการจัดหารหรือบริหารวัคซีน เข้าไปด้วยกลายเป็นปัญหาที่ต้องการหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบ หลายครอบครัวตายยกครัว กำพร้าตั้งแต่เด็ก ชุมชนขาดปฏิสัมพันธ์ หลายคนฆ่าตัวตายจากผลพวงโควิดอย่างเดียวจำนวนมาก ไม่นับรวมจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ" นายพิชายกล่าว

นายพิชาย ยังวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองว่า การชุมนุมจะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ จะมีการปะทะกันมากขึ้น เกิดการปราบปรามและสลายการชุมนุมตามใจชอบดังที่เกิดขึ้น จนผู้ชุมนุมตอบโต้ด้วยการเผารถ-เผาป้อมตำรวจ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในเดือนพฤษภา 2535 แล้ว ซึ่งเกิดจากฝ่ายรัฐใช้กำลังในการปราบปรามก่อนทั้งสิ้น ความเป็นปรปักษ์กับรัฐจึงมีมากขึ้น เมื่อเกิดความอดกลั้นต่ำลงโอกาสของความรุนแรงจึงขยายตัวมากขึ้น กลายมาเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลใช้อำนาจมากขึ้น เช่นการประกาศกฎอัยการศึกเพื่อเพิ่มระดับการใช้อำนาจในการปราบปรามประชาชนให้เข้มข้นไปอีก ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่ทำให้ผู้ถืออาวุธในกองทัพอาจฉวยโอกาสทำรัฐประหารได้ ซึ่งสถานการณ์จะเลวร้ายลงไปอีก การใช้อำนาจเด็ดขาดอาจแค่ทำให้เกิดความสงบลงชั่วคราว แต่จะเกิดการปะทุขึ้นภายหลังมากกว่าเดิม หรืออาจเกิดการขยายตัวความรุนแรงขึ้นฉับพลันจากการตอบโต้ของประชาชนหลังประกาศใช้อำนาจได้ และสังคมไทยก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
 
อาจารย์นิด้าเสนอทางออกในการแก้ปัญหาว่า "การเมืองวันนี้ปมปัญหามีความลึกและซับซ้อน หากผู้มีอำนาจรัฐเข้าใจคลาดเคลื่อนสาเหตุของปัญหา การจัดการผิดพลาดก็จะทำให้ปัญหาบานปลายได้ ทางออกระยะสั้นต้องใช้สันติวิธีและมนุษยธรรม สั่งห้ามและต้องระงับความรุนแรงทั้งในทางกายภาพและความรุนแรงทางกฎหมาย ห้ามเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปราบปรามและใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม และใช้กฎหมายอย่างยืดหยุ่น หยุดดำเนินคดีแกนนำผู้ชุมนุม ส่วนทางออกระยะยาว ต้องสร้างความเข้มแข็งให้ระบอบประชาธิปไตย ให้สถาบันทางการเมืองมีธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ เฉพาะหน้าการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเพื่อลดกระแสการต่อต้านรัฐให้ลดลงคือการให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก เพื่อให้การเมืองคลี่คลาย แต่ผู้มีอำนาจในการเมืองไทยขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมในการแก้ปัญหา"

"ปรีดา" ผิดหวังนายกไม่มีความสามารถ ทำให้ไม่มีใครลงทุนเพิ่ม จี้พิจารณาตัวเองลาออก ทำแผนใหม่ให้รัฐบาลหน้าแก้

นายปรีดา เตียสุวรรณ์ ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (SVN.) เห็นว่า ปัญหาแรกเริ่มคือรัฐธรรมนูญเป็นพิษ ขัดศีลธรรม คุณธรรม เพราะอนุญาตให้ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้บ้านเมืองเกิดปัญหามาถึงวันนี้ ไม่สามารถเอาคนที่มีคุณภาพมาช่วยบริหารประเทศอย่างนักบริหารอาชีพ และไม่มีคนดีเข้าไปช่วยเหมือนช่วงรัฐบาลพล.อ.เปรมฯ

"ปัญหาโควิด ประยุทธ์บริหารล้มเหลวจนผมรับไม่ได้ ผมออกมาเตือนตั้งแต่ปัญหารัฐธรรมนูญเป็นพิษ และการดึงอำนาจเข้าไปสู่ตนเองสวนทางกับแนวทางกระจายอำนาจที่ประชาชนผลักดันมาอย่างยาวนาน การแก้ปัญหาและประสิทธิผลต่างๆ จึงล้มเหลว และโควิดจึงระบาดมาจากความล้มเหลวของรัฐบาลแทบทั้งสิ้นตั้งแต่การระบาดรอบแรก เรื่องบ่อนท่านออกมาพูดว่า 100 นายกก็แก้ไม่ได้ พูดอย่างนี้ก็จบกัน ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน หลังจากนั้นมาความเชื่อม่ั่นของประชาชนลดลงมาอย่างมหาศาล ต่อมาท่านยอมให้นักการเมืองบริหารวัคซีนแบบเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน ความบิดเบี้ยวของการใช้อำนาจโดยมิชอบเกิดขึ้นมากมาย"

หลายคนบอกว่าต้องควบคุมไม่ให้วัคซีนกระจายไปประเทศเพื่อนบ้านนั้น ตนเห็นว่าเราต้องดูแลเพื่อนบ้านด้วย บริหารจัดการเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ในแง่ศีลธรรม ชีวิตของเขา-ชีวิตของเรา ตนห่วงเรื่องมนุษยธรรม จะไปเลือกปฏิบัติไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาทั้งระบบโดยใช้แผนใหม่ วันนี้ คนรุ่นใหม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจำนวนมากกว่าคนรุ่นเก่า เข้าถึงองค์ความรู้อย่างรวดเร็วมากกว่า การทำความเข้าใจในประเด็นสถาบันจึงจำเป็น ไม่ใช่ใช้วิธีการปราบปราบโดยใช้แก๊สน้ำตา โดยใช้การฉีดน้ำสลายการชุมนุม และหลังวิกฤตโควิดจะต้องมีทีมเศรษฐกิจมาบริหารบ้านเมือง โอกาสของประเทศไทยถึงจะเติบโตได้หลังเศรษฐกิจติดลบ 2 ปีซ้อน

"ผมคิดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวไม่เร็วกว่ากลางปีหน้า เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพต่อคุณประยุทธ์เป็นการส่วนตัวที่ผมเคยโหวตเลือกพรรคท่าน ท่านบริหารไม่ได้หรอกครับ ท่านควรจะพิจารณาตัวเอง ให้คนที่จะนำทีมประเทศไทยมาดูแลเศรษฐกิจของประเทศไทย มาดูและระเบียบใหม่ของสังคม หลังยุค New Normal และต้องเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแก้ปัญหาโดยประชาชนมีส่วนร่วมเขียนผ่านรูปแบบ ส.ส.ร. แผนใหม่ประเทศไทยที่จะมีต้องไม่ใช่รัฐบาลนี้ หรือพนักงานในรัฐบาลนี้ เพราะท่านไม่มีความสามารถ และไม่มีใครไว้วางใจที่จะลงทุนด้วย ที่จะค้ำประกัน ให้พิมพ์แบงค์ ต่างๆ นานา ขอให้กูรูที่ผมรู้จักทุกคนในรัฐบาลลาออกไปเลี้ยงหลานเถอะครับ" นายปรีดากล่าว

อดีต รมว.คลัง ชี้วิกฤตเศรษฐกิจจากระบบพึ่งพา-แจกกล้วย เอื้อประโยชน์นายทุน จี้ทลายผูกขาด กระจายอำนาจและเลือกตั้งท้องถิ่นโดยเร็ว 

นายธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ทฤษฎีการแจกกล้วยบริหารการเมืองโดยการพึ่งพา การใช้นโยบายจึงต้องเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุน การบริหารแบบเศรษฐกิจพอเพียงหรือศาสตร์พระราชาจึงไม่เกิด และปัญหาโควิดทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง ปัจจัยสำคัญที่พิสูจน์ผู้นำคือ ในสถานการณ์วิกฤตผู้นำสามารถมองไปข้างหน้าและวางแผนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบได้  คำกล่าวที่ว่าระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ได้พิสูจน์พล.อ.ประยุทธ์เพียงพอแล้ว 

ประเทศไทยต้องการการแก้ปัญหาโควิดคือมีวัคซีนที่มีคุณภาพ รวมถึงการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นแรงงานสำคัญของไทย เพราะวันนี้โควิดมีการกลายพันธุ์ไม่หยุด ทูตอังกฤษกล่าวว่าในพม่าอาจมีผู้ติดเชื้อมากถึง 20 กว่าล้านคนซึ่งมีพรมแดนติดกับไทย แต่พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งบริหารช่วงแรกเน้นระบบสาธารณสุขได้ผลในปีที่ผ่านมาแต่ต่อมาไปลดการ์ดในรอบใหม่จนตัวเลขการกระจายโรคในปีนี้ระบาดจนคุมไม่อยู่ และในเดือนสิงหา-กันยาปีนี้ จำนวนคนที่ติดเชื้อไม่มีอาการที่ตัวเลขน้อยกว่าความจริง ตัวเลขจริงอาจมากกว่า 4 แสนกว่าคน หรือ 6 เท่าของตัวเลขปกติ ถ้าไม่ทำอะไรเลยกองระบาดวิทยามองว่าอาจมีคนติดเชื้อมากกว่า 45,000 ต่อวัน ไปจนถึงเดือนธันวาคมถึงจะลดลง นายธีรชัยให้ความเห็น

"ข้อเสนอของผมคนละทางกับพล.อ.ประยุทธ์ เพราะถ้าท่านทำต้องยอมรับว่าที่ทำมาผิดหมด ต้องปรับนโยบายซึ่งท่านคงไม่ทำ การบริหารสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงมาอีก ต้องกลับโต๊ะใหม่ วันนี้หน้าที่ความผิดชอบอยู่ในมือประชาชนแล้ว การคุ้มครองหมู่โดยวัคซีนมาช้าไปรัฐบาลจัดหามาไม่ทัน ประชาชนจึงต้องดูแลตัวเองเสมือนหนึ่งไม่มีวัคซีน ป้องกันทุกวิถีทาง ถึงจะสามารถแก้ปัญหาได้"

นายธีรชัย ประเมินเศรษฐกิจว่า ปัญหาส่งออกไทยมีปัญหา การลงทุนของภาคเอกชนก็ไปยากเพราะการเมืองขาดเสถียรภาพ การบริโภคของเอกชนที่ยังไปได้เพราะการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทของรัฐบาล แต่วันนี้หนี้สินครัวเรือนไต่ไปถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นของ GDP ไปแล้ว ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลางปิดไปแล้ว เหลือแต่ขนาดใหญ่ที่ยังประครองไปได้ แต่ยอดขายและกำไรไม่พอชำระดอกเบี้ย กลายเป็นซอมบี้ไปหลายราย

รัฐใช้วิธีการแจกเงินใช้จ่ายแทนที่จะใช้เพื่อการลงทุน ทางออกจึงต้องมีการกระจายอำนาจและเลือกตั้งท้องถิ่นโดยเร็ว ถึงจะแก้ปัญหาได้ ให้แต่ละเมืองหาจุดเด่นของตนเองเพื่อการพัฒนา ให้แต่ละเมืองเสนอเครื่องมือที่ต้องการจากรัฐบาลเพื่อนำไปใช้ เสนอเป็นลิสต์ดีมานด์ที่รัฐบาลต้องจัดให้ท้องถิ่นโดยตรง เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้นและหาเงินชำระดอกเบี้ยได้

ตนเห็นว่าเพื่อปรับโต๊ะใหม่อย่างเป็นระบบ  ต้องดำเนินนโยายทางเศรษฐกิจดังนี้ 1) ทลายการผูกขาด โดยเฉพาะการผูกขาดพลังงาน 2) ปรึกษาธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงค์ชาติที่มีอำนาจโดยลง ในการลดดอกเบี้ย ทั้งจากเงินต้นและอัตราดอกเบี้ย เพราะปัจจุบันนี้ดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝากสูงมาก

"รวมถึงต้องแก้ปัญหาแรงงาน แรงงานเพื่อนบ้านเป็นสิ่งจำเป็นในประเทศไทยที่ต้องเปิดช่องทางให้ง่ายขึ้น อาจเน้นระบบเสรีแรงงานเป็นการเฉพาะ และดึงคนเก่งเข้าประเทศเหมือนกับสิงคโปร์ กระตุ้นให้การศึกษาและการทำงานของคนรุ่นใหม่เข้ามามากขึ้น โดยมีการจัดงบประมาณ ให้ทุนกับโครงการใหม่ๆ ของคนรุ่นใหม่ และหาทางออกทางการเมืองไปพร้อมๆ กัน  ต้องปรองดองกัน พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ทำเหมือนประเทศอื่นๆ ที่เจอกับวิกฤตโควิด คือการสร้างความปรองดองภายในประเทศ แต่เกิดความแตกแยกต่างๆ หลังจากยุบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมีความหลากหลายทางนโยบายในรัฐสภาก่อนหน้านี้ จึงไม่เกิดเวทีของทุกฝ่าย เมื่อไม่มีทางออกก็ไปลงถนน และกำลังทำให้เรือแป๊ะมาถึงหน้าผาที่เป็นน้ำตกในเวลานี้" นายธีรชัยกล่าว

เลขา ครป. เตือนตำรวจอย่าเป็นมือที่สามสร้างสถานการณ์ให้รัฐบาลใช้อำนาจพิเศษ เตือนระวังโดนฟ้องกลับพร้อมรัฐบาล ยกบาป 7 ประการให้ประยุทธ์สำนึกผิด

นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) สรุปการเสวนาและให้ความเห็นว่า สถานการณ์การเมืองอาจรุนแรงมากขึ้นและนำไปสู่ความขัดแย้งบานปลาย อาจนำไปสู่การใช้กำลังทหารเข้ามา หรือการประกาศพรก.ฉุกเฉินร้ายแรงตามมาตรา 11 หรือการประกาศกฎอัยการศึก กระทั่งการรัฐประหาร แต่สถานการณ์วันนี้ที่เกิดการปะทะคือการพยายามสร้างความรุนแรงให้สถานการณ์บานปลาย หากเกิดจากการใช้กำลังสลายการชุมนุมโดยมิชอบก็อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเป็นมือที่สามเพื่อหวังผลทางการเมือง และคำเตือนของการใช้อำนาจโดยมิชอบตามข้อกำหนดที่ออกโดยมิชอบตามกฎหมายอาจทำให้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายย้อนหลังได้ 

การกระทำโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นประชาชนสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ หากพบว่าเป็นการปฏิบัติโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ และไม่สมควรแก่เหตุ นอกจากนี้ประชาชนที่เสียเงินฉีดวัคซีนไปยังสามารถดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ด้วย เพราะทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 47 และ 55 หากองค์กรอิสระไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายและให้เกิดความเป็นธรรมได้ บ้านเมืองจะเลวร้ายลงไปอีก ตนขอเตือนผู้ใช้อำนาจโดยมิชอบหากกระบวนยุติธรรมในประเทศไม่อาจให้ความเป็นธรรมได้ เพราะหวังการออกกฎหมายนิโทษกรรมภายหลัง ระวังจะต้องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ วันนี้ผู้นำรัฐบาลทำผิดรัฐธรรมนูญหลายข้อ และเชื่อหมอรักษามากกว่าหมอระบาดวิทยา ทำให้สถานการณ์บานปลายรุนแรงขึ้น 

ขอให้พล.ประยุทธ์และผู้นำรัฐบาล ตระหนักในบาป 7 ประการของมหาตมะ คานธี มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดียที่ยกบาป 7 ประการมาให้เป็นเครื่องเตือนสติ วันนี้รัฐบาลทำผิดทุกข้อ เพราะเล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ - หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด - ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน - มีความรู้มหาศาลโดยประพฤติไม่ดี - ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลหลักธรรม - วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์ - บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์