"ทะลุฟ้า" ได้จัดชุมนุมไล่ประยุทธ์ 'เก่ง อาชีวะ' แจงเข้าใจความโกรธของผู้สูญเสียแต่ขออย่าใช้ความรุนแรง

"ทะลุฟ้า" ได้จัด #ม็อบ18สิงหาไล่ล่าทรราช ปราศรัยขับไล่ให้พล.อ.ประยุทธ์ออกจากตำแหน่งนายกฯ ชี้เข้ามาโดยการรัฐประหารแล้วยังสืบทอดอำนาจต่อมาและยังบริหารล้มเหลวจนถึงทุกวันนี้ กลุ่มอาชีวะฯ ชี้แจงเข้าใจความโกรธแค้นของผู้ที่สูญเสียคนใกล้ชิดจากโควิดแต่ขอให้อย่าใช้ความรุนแรงตอบโต้เพราะความรุนแรงไม่ได้ทำให้ได้ประชาธิปไตยและจะทำให้เกิดความสูญเสีย 

18 ส.ค.2564 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่ม “ทะลุฟ้า” นัดชุมนุมกันทำกิจกรรม “#ม็อบ18สิงหา ไล่ล่าทรราช” เพื่อขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่บริหารประเทศล้มเหลวไม่ว่าจะเป็นทั้งประเด็นเศรษฐกิจ ทั้งการบริหารจัดการสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ผิดพลาดทำให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากและมีผู้เสียชีวิตรายวัน และในการปราศรัยยังมีการยืนยันว่าจะไม่ปะทะกับตำรวจและจะปาสีเท่านั้นไม่ปาขวด

ภาพจาก iLaw

ในกิจกรรมมีการนำป้ายข้อความต่างๆ เช่น “รัฐล้มเหลวประชาชนล้มตาย” “ในเมื่อรัฐช่วยเหลือรปะชาชนไม่ได้ ประชาชนก็ต้องช่วยเหลือกันเอง” “ประยุทธ์ต้องลาออกโดยทันที” ไปติดบนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และยังมีการนำหุ่นฟาง 77 ตัว ที่สื่อถึงผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ไปวางทั้งบนฐานและบนพานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยด้วย และยังมีหุ่นฟางที่ถูกนำมาติดภาพพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและคณะรัฐมนตรี และให้ประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมได้เขียนบนพื้นถนนเพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกที่มีต่อรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์

ในการปราศรัยมีการกล่าวถึงปัญหาเรื่องการจัดหาวัคซีนที่ไม่มีคุณภาพของรัฐบาลอย่างซิโนแวคที่ไม่สามารถป้องกันการระบาดของโควิด-19 ได้ และยังมีหลักฐานในต่างประเทศที่ใช้วัคซีนซิโนแวคว่าไม่สามารถป้องกันได้หรือแอสตราเซเนกาถึงจะสร้างภูมิคุ้มกันได้แต่ก็ช้าและไม่เพียงพอต่อสถานการณ์การระบาดของโรค แม้ว่าจะมีวัคซีนที่ประสิทธิภาพสูงกว่าอย่างวัคซีน mRNA แต่ไทยก็ยังจะใช้ซิโนแวคต่อไปแม้ว่าแอสตราเซเนกาจะมีคุณภาพดีกว่าก็ยังให้ซิโนแวคเป็นวัคซีนหลักอยู่ดี และการกระจายวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคมาก็ไม่ถูกนำไปให้แพทย์ด่านหน้าแต่กลับเอาไปให้เจ้าหน้าที่ทหาร

โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง (เก็ท) ภาพจากไลฟ์เพจ ทะลุฟ้า

โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง (เก็ท) กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ขึ้นปราศรัยต่อในประเด็นการทำรัฐประหารของ คสช.ที่เข้ามายึดอำนาจไปจากประชาชนตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 เข้ามาปกครองประเทศโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ที่บริหารงานล้มเหลวก็สืบเนื่องมจากเหตุดังกล่าวและการที่คณะรัฐประหารได้รับแรงสนับสนุนจากพวกพ้องของพล.อ.ประยุทธ์ก็ส่งผลมาถึงทุกวันนี้ และที่เขาพูดถึงประเด็นการรัฐประหารก็เนื่องจากช่วงเวลานี้เริ่มมีทหารเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดรัฐประหารอีกครั้งเมื่อไหร่

โสภณกล่าวถึงการต่อสู้ของประชาชนที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหารเมื่อปี 2557 แต่สิ่งที่ประชาชนต้องเจอคือการคุกคาม กดดันและการยัดข้อหาดำเนินคดีทำให้ต้องลี้ภัยและบางรายก็ยังต้องสู้คดีมาจนถึงวันนี้ และการให้คำสัญญาของ คสช.ว่าจะอยู่ไม่นานและทำให้ประเทศสงบก็กลายเป็นความสงบที่ประชาชนต้องล้มตาย ถูกกดขี่ ถูกปิดปากและรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ออกมาโดยที่ประชาชนไม่มีทางเลือกเพราะมีเพียงแค่จะรับแล้วมีเลือกตั้งหรือจะไม่รับแล้วอยู่กับ คสช.ต่อ

แต่เมื่อประชาชนพยายามเสนอทางเลือกให้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนคนเหล่านี้ก็ถูกดำเนินคดี และเมื่อมีการเลือกตั้งก็ออกกติกาที่เอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง และรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ก็ยังทำให้คสช.สืบทอดอำนาจต่อไปได้ไม่ว่าจะเป็นการรับรองอำนาจของ คสช. การให้แต่งตั้ง สว.เข้ามา และเปิดโอกาสให้มีนายกฯ คนนอกได้โดยที่ไม่ได้ผ่านการเลือกมาจากประชาชน และพรรคพลังประชารัฐที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาก็ไม่สามารถทำได้ตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้ก่อนเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าแรง การทำให้คนมีงานทำ เพราะปรากฏว่ามีอัตราการว่างงานที่สูงมากหลังเลือกตั้ง และไม่ใช่เพียงแค่ทำตามสัญญาไม่ได้งบประมาณที่เอาไปใช้ก็เอาไปซื้ออาวุธแทนการเอามาช่วยเหลือประชาชน

ธงกาชาดที่ทางผู้จัดระบุว่าสื่อถึงความต้องการความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขอย่างเร่งด่วนภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ภาพจาก iLaw

เมื่อกิจกรรมดำเนินไปจนถึงช่วง 18.00 น. ผู้ที่มาร่วมชุมนุมร่วมกันร้องเพลงชาติและชูสามนิ้วและคนที่นำรถมาก็ร่วมกันบีบแตร และปิดท้ายด้วยการร่วมกันตะโกนว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” หลังจากนั้นเวทีเปิดให้ผู้เข้าร่วมผลัดกันขึ้นมาแสดงความรู้สึกต่อรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และแสดงดนตรี

ในช่วงที่มีการเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมการชุมนุมขึ้นพูดมีข้าราชการคนหนึ่งแสดงตัวว่าอยู่สังกัดกรุงเทพมหานครกล่าวก่อนเข้าประเด็นของตัวเองว่า “ผมเป็นข้าราชการแต่ไม่เอาระบบประยุทธ์” จากนั้นเขาจึงเริ่มกล่าวถึงปัญหาการกระจายวัคซีนโควิด-19 ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแย่งกันและการพยายามโฆษณาวัคซีนซิโนแวคของรัฐบาลแต่กลับไม่มีการพูดถึงวัคซีนตัวอื่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า

หลังจากข้าราชการคนดังกล่าวขึ้นปราศรัยได้ไม่กี่ชั่วโมง ช่วงค่ำประมาณ 21.45 น. ทวีศักดิ์ เกิดโภคา ผู้สื่อข่าว Voice TV โพสต์สเตตัสแจ้งว่า ข้าราชการคนดังกล่าวที่ชื่อกอล์ฟ ได้แจ้งกับเขาว่าตัวเองถูกตั้งคณะกรรมการสอบ โดยอ้างว่าข้าราชการไม่ควรฝักใฝ่กลุ่มการเมือง โดยจะมีการสอบสวนในวันที่ 19 ส.ค. เวลา 10.00 น.

ธนเดช ศรีสงคราม หรือ ม่อน(เสื้อดำซ้าย) และเกวลัง ธัญญเจริญ หรือ เก่ง อาชีวะ(เสื้อน้ำตาลขวา) ภาพจากไลฟ์เพจ ทะลุฟ้า

ธนเดช ศรีสงคราม หรือ ม่อน แกนนำอาชีวะพิทักษ์ประชาชน กล่าวว่าต้องการสื่อสารประเด็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มอาชีวะและเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นที่ดินแดงที่มีการปะทะอยู่ในขณะที่เขากำลังปราศรัยอยู่ กลุ่มอาชีวะไม่ได้มีเจตนาไปที่ดินแดง และให้ติดตามดูว่ากลุ่มที่ดินแดงนั้นเป็นพวกใครหรือใครจ้างมา และที่ผ่านมากลุ่มอาชีวะของพวกเขายืนยันมาตลอดว่าจะต่อสู้ด้วยสันติวิธีเป็นไปตามแนวทางของกลุ่มอื่นๆ และกลุ่มอาชีวะที่ออกมาร่วมกันนี้ก็มีหลายสถาบันและจับมือเป็นเพื่อนกันหมดและเลิกตีกันเองแล้วเพื่อมาเรียกร้องประชาธิปไตย

“น้องๆ ที่ออกมาด้วยหัวใจ อุดมการณ์ เหนือความคึกคะนอง พวกพี่ตั้งแต่ต้นถึงวันนี้เราออกมาเป็นการ์ดแนวหน้าดูและมวลชน ไม่ใช่การไปปะทะกับเขาโดยไม่มีเหตุผล นี่คือสิ่งที่ผมอยากบอกน้องๆ ทุกชุมนุมปีที่ผ่านมาอาชีวะเราส่งมวลชนจนหมดและเรากลับเป็นคนสุดท้าย คือสิ่งที่พวกผมทำกัน” ธนเดชพยายามสื่อสารถึงกลุ่มอื่นๆ และขอให้อย่าตกเป็นเครื่องมือของใครและเขากล่าวต่อว่า

“ความรุนแรงไม่ได้นำมาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ สามเหลี่ยมดินแดงนั้นมันไม่ใช่จุดหมายปลายทางของพวกผมและของน้อง และของประชาชน แต่จุดหมายปลายทางอยู่ตรงนี้ ประชาธิปไตย”

“พวกผมไม่ได้อยากเห็นใครต้องจบชีวิต เพราะออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย” แกนนำอาชีวะพิทักษ์ประชาชน กล่าว และเขาขอให้คนที่ไปสามเหลี่ยมดินแดงคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นทำเพื่อตัวเอง เพื่อสังคมหรือพ่อแม่ เพราะหากเป็นอะไรไปคนที่จะเสียใจคือพ่อแม่ และพวกเขาอาชีวะยอมเจ็บยอมถูกจับเพื่อรับประกันว่ามวลชนที่ออกมาต้องปลอดภัยทุกคน และขอให้เมื่อมีการประกาศยุติการชุมนุมก็ขอให้ทุกคนกลับบ้านเพราะชัยชนะไม่ได้ต่อสู้มาภายในวันเดียว

จากนั้น เกวลัง ธัญญเจริญ หรือ เก่ง อาชีวะ กล่าวต่อถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นและยังถูกโจมตีใส่ร้าย และเขาเองก็ยังโดนยิงขา มีสมาชิกฟันเฟืองประชาธิปไตยที่ถูกยิงจนเดินไม่ได้แต่ก็ยังมีคนไม่เข้าใจเมื่อมีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้น เขาชี้แจงอีกว่าในตอนนี้กลุ่มอาชีวะสามารถทำงานร่วมกับกลุ่มอื่นๆ ได้ ไม่ได้มีการตีกันแล้ว และไม่เคยทอดทิ้งมวลชน

“แต่เด็กๆ ที่ออกมาตอนนี้มาด้วยความโกรธแค้น พี่น้องเสีย พ่อแม่เสียจากโควิด ผมเข้าใจความโกรธแค้นตรงนี้ว่าคุณต้องออกมา แต่คุณใช้ความรุนแรงตอบโต้กับรัฐไปสู้กับเขาไม่ได้ คุณต้องใช้หัวสมอง คุณต้องใช้ความคิด คุณติดอาวุธทางความคิดซะก่อน ก่อนที่จะใช้ความรุนแรง เราออกมาร่วมกัน เราออกมาต่อสู้กันใหม่ ผมยินดีเปิดทางให้น้องๆ พวกนี้ติดต่อเข้ามา” เกวลังกล่าวอีกว่าเขาทำแนวสันติวิธีและการแสดงออกก็มีหลายวิธีโดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง และในการชุมนุมก็มีคนสูงอายุที่อยากเข้าร่วมแต่เมื่อเกิดการปะทะคนกลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มที่ออกได้ช้าดังนั้นจึงต้องการการดูแลพาออกให้กลับบ้านได้

กุลจิรา ทองคง หรือ เอ้ เดอะวอยซ์ ภาพจากไลฟ์เพจ ทะลุฟ้า

กุลจิรา ทองคง หรือ เอ้ เดอะวอยซ์ นำจดหมายของเพื่อนที่ฝากมาถึงเธอให้อ่านในเวที ซึ่งมีเนื้อหาถึงข้าราชการทหารตำรวจที่มากดขี่ประชาชนที่ต่างก็มีมุมอื่นๆ ในชีวิตและเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่กลับยึดถือบทบาทของการเป็นทหารตำรวจไปทุกที่แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงการแสดงอำนาจและการกดขี่ขูดรีดประชาชนเหมือนอยู่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์แม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงมาแล้วถึง 88 ปี

“ข้าราชการมีความหมายในอดีตว่าข้าของราชันย์ มันไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของประชาชน ทุกครั้งที่สีกากีและสีขาวเปื้อนเลือดอาจซักได้ แต่เลือดเนื้อของประชาชนผู้ถูกกดขี่มันไม่ได้กระซ่านกระเซ็นไปเปื้อนจิตใจของพวกท่านเลยหรือ”

“เจ้านายของพวกท่านอาจหลงลืมความเป็นมนุษย์ของพวกท่านไปแล้วเขาใช้พวกท่านเป็นเพียงหมากเบี้ยเพื่อแสวงหาอำนาจและเงินตรา แล้วเจียดเศษอำนาจและเงินลงมาให้พวกท่านยอมจำนนให้พวกท่านหลงลืมความเป็นมนุษย์ในตัวของพวกท่าน มนุษย์ต่างจากสัตว์เดรัจฉานตรงที่พวกเรามีมโนธรรมสำนึก พวกเราคงหวังจากสีขาวและสีกากีไม่ได้อีกต่อไป แต่พวกเรายังมีความหวังในจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ในตัวพวกท่าน”

“ขอให้พวกท่านตระหนักไว้เสมอว่าพวกท่านมีสิทธิมีเสียงมีความเป็นมนุษย์ เลือดที่ไหลในกายของพวกท่านและประชาชนล้วนเป็นสีแดงเหมือนกัน” กุลจิราทิ้งท้าย

จากนั้นเวลาประมาณ 19.20 น. ผู้ชุมนุมได้นำตุ๊กตาฟางที่มากองรวมกันที่พื้นถนนข้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้วจุดไฟเผาและเปิดเพลงหมอลำแล้วร่วมกันเต้นรอบกองไฟ แล้วจึงมีการประกาศยุติการชุมนุมในเวลา 19.30 น.

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์