สภาถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปีงบ 65 ต่อเนื่องวันที่ 4

อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ผ่านงบฯ สาธารณสุข วาระ 2 ฝ่ายค้านชี้ จัดสรรไม่เหมาะสมกับสถานการณ์โควิด-19 เสนอปรับลดบางรายการที่ไม่จำเป็น จี้ดูแล อสม. บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย จัดหาเครื่องมือให้เพียงพอ พร้อมถามหางบฯ ซื้อวัคซีนและการจัดสรรไฟเซอร์ - 'ก้าวไกล' ชงตัดงบฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติซื้อปืนเพิ่ม 7,000 กระบอก

21 ส.ค. 2564 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท วาระ 2 และ 3 ในวันที่ 4 พิจารณาต่อในมาตรา 25 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงสาธารสุข จำนวน 37,543 ล้านบาท การอภิปรายของ ส.ส. ส่วนใหญ่เน้นการปรับลดงบประมาณ เพราะรัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จต่อการแก้ปัญหาโควิด-19 ล่าสุดพบว่ามียอดผู้ติดเชื้อหลักล้านคน แม้จะยอดการฉีดวัคซีนให้คนไทยเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นการจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ อสม. ยังพบว่ามีปัญหาและไม่ทั่วถึง

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ในฐานะ กมธ.ได้ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนแรก โดยกล่าวถึงการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ COVID-19 โดยเฉพาะการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์หลายรายการ

นพ.วาโย ระบุว่า รายการครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับโครงการปลอดพยาธิใบไม้ในตับและมะเร็งท่อน้ำดีมีจำนวนมากกว่า 695 รายการ เป็นเงินกว่า 140 ล้านบาท แต่รายการครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับโรค COVID-19 กลับมีจำนวนน้อยและอาจไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

อย่างการตั้งงบฯ จัดซื้อเครื่องออกซิเจนด้วยอัตราการไหลสูง จำนวน 46 เครื่อง ขณะที่การใช้งานจริงเฉพาะในโรงพยาบาลสนามบุษราคัมกำลังใช้อยู่ถึง 200 เครื่อง เครื่องวัดอุณหภูมิแบบสแกนใบหน้าเพื่อสถานการณ์ COVID-19 จำนวน 19 เครื่อง ทั้งยังตั้งงบฯ ซื้อเครื่องช่วยหายใจเพียง 150 เครื่อง "คิดว่าจะเพียงพอต่อวิกฤต COVID-19 ในปีหน้าหรือไม่"

“ตอนแรกขอสงวนปรับลด 1,128,123,057 บาท แต่ กมธ.มีมติจะเอาไปคืนงบกลาง ผมจึงขอถอนคำสงวนความเห็น และไม่ปรับลดงบฯ ให้คาไว้แบบนี้ดีกว่าให้ พล.อ.ประยุทธ์ เอาไปใช้”

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะรองประธาน กมธ.งบประมาณฯ อภิปรายสงวนความเห็นว่า ในมาตรา 25 ตนสงวนความเห็นขอปรับลด 0.2 % เป็นเงิน 75 ล้านบาท เรื่องการซื้อรถประจำตำแหน่งและการฝึกอบรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข ซึ่งสิ่งที่มีความจำเป็นคือการจัดหาวัคซีนป้องกัน เมื่อไปดูแล้วพบว่าไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้ โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กลับได้รับงบประมาณปีนี้แค่ 22 ล้าน น้อยกว่าปีที่แล้วที่ได้ 23 ล้านบาท ทั้งที่ตอนนี้ผู้ติดเชื้อล้านกว่าราย เสียชีวิตสะสมเกือบหมื่น และยังไม่มีที่ท่าจะลดลง และรัฐบาลไม่เคยคำนึงว่ามีคุณค่าหรือไม่ และไม่เคยบอกว่าเราจะป้องกันคนไม่ให้ตายได้อย่างไร ส่วนที่บอกว่าจะหาวัคซีนให้ได้ 105 ล้านโดส วันนี้ยังขาด 80 กว่าล้านโดส รวมถึงปัญหาเรื่องวัคซีนที่ทำไมกระทรวงสาธารณสุขไม่หาวัคซีนที่ดี ถือเป็นความล้มเหลว

นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย อภิปรายขอตัดงบกระทรวงสาธารณสุข 22 % เป็นเงิน 8,259 ล้านบาท เพราะไม่เห็นด้วยกับหลักการในการจัดงบประมาณแบบนี้ ที่ยังจะต้องไปสร้างสิ่งก่อสร้างอาคารมากมาย และซื้ออุปกรณ์ที่ไม่สอดคล้องกับการต่อสู้โรคระบาด ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขยังค้างจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง อสม. จึงขอให้เร่งแก้ไขและช่วยดูแล อสม.ด้วย รวมถึงนำมาดูและผู้ที่พักคอยรักษา

ด้านนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า การแก้ปัญหโควิด-19 ของรัฐบาลคล้ายกิ้งกือตกท่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค. กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข พูดคนละภาษา และมองว่ารัฐบาลกำลังหากินอยู่กับความตายของประชาชน โดยได้สั่งซื้อซิโนแวคเพิ่มเติม ทั้งที่ไม่มีใครต้องการฉีด เช่นพื้นที่จ.เชียงราย มีประชากร 1.3ล้านคน ต้องฉีดให้ได้ 8 แสนคน พบว่ามีผู้ลงทะเบียน 5 แสนคน และฉีดแล้ว 2 แสนคน ทั้งนี้ไม่มีใครต้องการฉีดวัคซีนซิโนแวค เชื่อว่าหากสั่งซื้ออีกจะไม่มีใครต้องการ ส่วนกรณีวัคซีนไฟเซอร์ที่นำเข้า เชื่อว่ามีความไม่ชอบมาพากล อย่างไรก็ตามสถาบันวัคซีนแห่งชาติเคยชี้แจงในกรรมาธิการฯ ระบุว่ามีงบวิจัยเพียง 20 ล้านบาทเท่านั้น

ส่วนนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า อยากให้นายกฯ ออกคำสั่งปรับชั้นยศให้บุคลากรทางการแพทย์ แพทย์ และพยาบาลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ เพิ่มชั้นยศ และให้เงินราชการทวีคูณ รวมถึงบรรจุลูกจ้างเป็นข้าราชการ ขณะที่รพ.ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลเขาทำงานกันเหนื่อยมาก แต่ไม่มีเงินประจำตำแหน่ง ขอให้เร่งหาวิธีการเพิ่มขวัญกำลังใจ อีกทั้ง อสม.เรียกร้องขอช่วยซื้อเครื่องวัดความดันยี่ห้อดีๆ เครื่องตรวจเบาหวาน เครื่องตรวจออกซิเจน เพราะเป็นบุคลากรด่านหน้าและทำงานเหน็ดเหนื่อยมาก แต่ไม่มีเครื่องมือที่สมบูรณ์ในการดูแลประชาชนในหมู่บ้าน

ทั้งนี้ ระหว่างการอภิปราย นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย อภิปรายพาดพิงถึงการแก้ปัญหาโควิด-19 โดยเฉพาะการกระจายวัคซีนในพื้นที่ต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรม โดยเปรียบเทียบระหว่างจ.อุบลราชธานี ที่ได้รับวัคซีน จำนวน 3 แสนคน จากประชากรทั้งสิ้น 1.8 ล้านคน กับจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีประชากร 1.5 ล้านคน แต่ได้รับวัคซีน 6 แสนคน ทั้งที่ไม่ใช่พื้นที่ระบาดหรือเมืองท่องเที่ยว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะใกล้ชิดรัฐมนตรี

ทำให้ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ประท้วงและชี้แจงต่อประเด็นดังกล่าวว่าเป็นเพราะการบริหารจัดการที่ดี จากนั้นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ประท้วงต่อว่า เมื่อบุคคลไม่เสียหาย ควรให้กรรมาธิการชี้แจง ไม่ใช่หน้าที่ ส.ส.ที่จะชี้แจง ขอให้ประธานควบคุมการประชุมด้วย ขณะที่นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่สอง ชี้แจงว่า เพราะนายสนอง เป็นส.ส.บุรีรัมย์ เป็นเจ้าของพื้นที่จึงมีสิทธิ์ชี้แจงพาดพิงได้

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เสนอปรับลดงบฯลง 7 เปอร์เซ็นต์ และมองว่ากระทรวงสาธารณสุข ถูกยึดอำนาจไปบริหารโดย ศบค. ที่บริหารบนซากศพ บนความตายของประชาชน พร้อมตั้งคำถามว่า เงินที่จะฉีดวัคซีนหายไปไหน ทำไมประชาชนฉีดวัคซีนได้เพียง 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ อยากให้ ศบค.ชี้แจงและรายงานการฉีดวัคซีนให้ประชาชนแต่ละจังหวัด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ทุกวันนี้ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขปิดปาก ปิดหู ปิดตา จึงอยากให้บุคลากรทางการแพทย์ออกมาเรียกร้องความยุติธรรม อย่าให้ใครมาเรียกรับผลประโยชน์ได้ และตนต้องการคำตอบว่าวัคซีนที่จะฉีดให้ประชาชนอยู่ที่ไหน ขณะที่วัคซีนไฟเซอร์ที่สหรัฐฯ บริจาคให้ 1.5 ล้านโดสนั้น อยู่ที่ไหน เพราะคนด่านหน้าบุคลากรทางการแพทย์มีความต้องการไฟเซอร์ ส.ส.เป็นด่านหน้าหรือไม่ ต้องเสีย

“อย่าให้ผมได้ข่าวนะว่า พรุ่งนี้ ส.ส.บางส่วนจะมีการปักเข็มที่แขน ต้องเสียสละให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนอีกกว่า 40 ล้าน ขอฝากคุณหมอทั้งหลายต้องออกมาสู้เพื่อระชาชน ในแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อชีวิตของพี่น้องประชาชน สถานการณ์ขณะนี้ นายกรัฐมนตรีควรออกไป และให้คนที่เป็นหมอมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายภราดร ปริศนานันทกุล ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมาก ยืนยันตัดงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขตามที่เสนอ พร้อมชี้แจงข้อสังเกตสมาชิกรัฐสภา หลังได้สอบถามข้อมูลไปยังกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะประเด็นวัคซีน COVID-19 ได้รับคำตอบว่า กระทรวงสาธารณสุขจัดเตรียมวัคซีนหลายยี่ห้อรวม 120 ล้านโดส แม้จะฉีดล่าช้าเพราะปูพรมฉีดใน กทม.แต่ขณะนี้ได้เร่งกระจายวัคซีนไปต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น

นายภราดร ระบุอีกว่า กมธ.สอบถามไปยังกระทรวงสาธารณสุขว่าเหตุใดไม่จัดหาวัคซีนดี ๆ ให้ประชาชน กระทรวงสาธารณสุขตอบว่า วัคซีนดี ๆ คืออะไร คือวัคซีนที่ฉีดแล้วประชาชนไม่เสียชีวิต "วัคซีนที่ดีไม่ได้หมายถึงฉีดแล้วป้องกันเชื้อ แต่เป็นวัคซีนที่ฉีดแล้วป้องกันการเสียชีวิตและป่วยหนัก" ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค.-19 ส.ค. มีผู้เสียชีวิต 4,656 คน ในจำนวนนี้ มีผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิตเพียง 26 คน หรือ 0.1%

“วัคซีนที่หลายท่านปรามาสว่าไม่มีคุณภาพหรือเป็นน้ำเกลือ WHO ก็ได้ให้การรับรอง หากไม่ดี COVAX จะสั่งซื้อ 350 ล้านโดส เพื่อไปกระจายให้ทั่วโลกหรือไม่”

กมธ.ยังได้สอบถามถึงการให้ขวัญกำลังใจด่านหน้า โดยเฉพาะเรื่องเบี้ยเสี่ยงภัย ซึ่งพบว่าสำนักงบประมาณได้โอนเงินให้แล้ว และขณะนี้กำลังทยอยจ่ายให้ด่านหน้า ส่วน อสม.นั้น กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยพยายามเพิ่มค่าตอบแทนให้อีก 500 บาท และจะจ่ายจนกว่าสถานการณ์ COVID-19 จะดีขึ้น ขณะเดียวกันยังสนับสนุนการบรรจุข้าราชการใหม่อีก 45,000 อัตราด้วย

“ส่วนเรื่อง ATK อย.แจ้งว่า ขณะนี้ได้อนุมัติให้นำเข้าสินค้าชนิดนี้ 99 ยี่ห้อ แสดงว่า สินค้าจะเข้ามาในตลาดมากขึ้น และ สปสช.กำลังจะสั่งซื้อ 8.5 ล้านชิ้น และกำลังมีประเด็นอยู่ในขณะนี้”

ภายหลังใช้เวลาอภิปราย งบฯ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข 4 ชั่วโมง ที่สุดแล้วที่ประชุมมีมติผ่านมาตรา 25 งบฯกระทรวงสาธารณสุข ด้วยคะแนนเสียง 242 เสียง ไม่เห็นด้วย 124 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนน 2 เสียง

ส่วนเรื่องกรอบเวลาการอภิปราย ที่มีการถกเถียงกัน เนื่องจากพรรคภูมิใจไทย เสนอขอให้งดประชุมวันพรุ่งนี้ เนื่องจากมีภารกิจการประชุมพรรค และให้ไปประชุมต่อในวันจันทร์ที่ 23 ส.ค.นั้น นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า โดยหลักเห็นว่าการพิจารณางบฯ สำคัญควรทำอย่างต่อเนื่องไม่ควรเว้นวรรค ไม่เช่นนั้นอาจกระทบต่อการบริหารงานบ้านเมือง แต่ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสมาชิก 

นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า ส.ส.พรรคภูมิใจไทย มาร่วมประชุมตามปกติ แต่จะต่อรองที่ประชุมสภาฯ อีกครั้ง ว่าจะขอไม่ประชุมวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่ และให้ไปประชุมต่อในวันจันทร์ แต่เบื้องต้นประธานสภาฯ ได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ที่จะให้ ส.ส.บางส่วนไปประชุมพรรคและสลับกันมาร่วมประชุมสภาฯ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งหากเลื่อนไม่ได้ ส.ส.ก็ต้องมาทำหน้าที่ ส่วนพรรคจะเลื่อนประชุมหรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้

นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล หารือว่าอยากให้สมาชิกอภิปรายให้ตรงประเด็น เพื่อให้จบภายในวันนี้ ถ้าไม่จบ ขอหยุดในพรุ่งนี้ และต่อในวันจันทร์ และต่อเนื่องในการประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 24-25 ส.ค.นี้

ด้านนายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จะประชุมต่อเนื่อง 10 วัน 10 คืน ก็ต้องประชุม เพราะประชาชนรอฟัง ขออย่าใช้วิธีการรวบรัด

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าการอภิปรายเป็นสิทธิ์ ส.ส. ไม่ควรจำกัดเวลาการอภิปรายขอให้อภิปรายไปต่อเนื่องให้จบ เพราะสภาฯ เก่า เคยอภิปรายถึงเช้ามาแล้ว เชื่อว่า ส.ส.ทุกคนพร้อม

'ก้าวไกล' ชงตัดงบฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติซื้อปืนเพิ่ม 7,000 กระบอก

ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ในมาตรา 27 งบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงและหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี จำนวน 37,372,062,700 บาท ต่อมาที่ประชุมฯ มีมติ 244 ต่อ 119 เสียง เห็นด้วยกับการปรับลดงบฯ ของส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ตามที่ กมธ.เสนอ

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.ก้าวไกล อภิปรายพุ่งเป้าไปที่งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้รับการจัดสรรงบ 32,776 ล้านบาท ซึ่งมีรายการจัดซื้ออาวุธสงคราม 3 รายการ คือ ปืนเล็กสั้น 1,000 กระบอกปืนเล็กยาว 2,000 กระบอกและปืนกลมือ 4,000 กระบอก รวม 7,000 กระบอก

นายพิจารณ์ ยกตัวอย่างในต่างประเทศการสะสมอาวุธสงครามจำนวนมาก ไม่ได้ช่วยลดการเกิดเหตุอาชญากรรม แต่กลับมีแนวโน้มการใช้ความรุนแรงเกินเหตุกับประชาชน โดย 25 ปี สหรัฐฯ ซื้อปืนให้ตำรวจ 78,619 กระบอก คิดเป็น 24 กระบอกต่อ 1 แสนประชากร

ส่วนไทย 5 ปี 2561 - 2565 ไทยซื้อปืนให้ตำรวจ 80,303 กระบอก หรือ 116 กระบอกต่อ 1 แสนประชากร สรุปตำรวจไทยสะสมอาวุธต่อประชากรมากกว่าตำรวจสหรัฐฯ ถึง 5 เท่า ในเวลาที่เร็วกว่า 5 เท่า ซึ่งนายพิจารณ์ มองว่า การจัดซื้อปืน 7,000 กระบอก มีมากเกินไป และตั้งคำถามถึงการเร่งรีบลงนามจัดซื้ออาวุธปืน

ช่วงท้ายการอภิปราย นายพิจารณ์ยังได้เปิดคลิปเหตุการณ์ตำรวจควบคุมฝูงชนใช้ปืนกระสุนยางยิงประชาชนระยะประชิด เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมแสดงความกังวลว่า ตำรวจมีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงกับประชาชนจากการสะสมอาวุธสงคราม

“วันใดที่ปืนหันปลายกระบอกเข้าหาประชาชน ในวันนั้นเลือดจะอยู่ในมือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนที่เห็นชอบให้งบประมาณนี้ผ่านไป”

จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.เพื่อไทย ขอลดงบฯ 10% ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีฯ เนื่องจากพบว่าตำรวจทางหลวงขอใช้งบฯ ร่วมกับกรมทางหลวง ขณะที่ตำรวจท่องเที่ยวขอใช้งบฯ ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว ดังนั้น หลายหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปของบจากหน่วยงานอื่นด้วย จึงสมควรถูกปรับลด

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะ กมธ.ขอปรับลดงบฯ ราชการลับ 21 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการตั้งงบราชการลับ 2 รายการ ในงบฯ รายจ่ายอื่น คือ แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง 50 ล้านบาท และยุทธศาสตร์รักษาความสงบภายในประเทศ 160 ล้านบาท

วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เพื่อไทย ขอปรับลดงบฯ 13% โดยเฉพาะงบฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุ "การควบคุมฝูงชน ไม่มีมาตรการสากล ยิงกันเหมือนหนังคาวบอย บางคนถูกยิงตาบอด เยาวชน 15 ปีอาการโคม่า" ภาพเหล่านี้ กมธ.ได้ถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่

ส่วนงบฯ สำนักพระพุทธศาสนา จัดงบฯ แต่ละครั้ง อุดหนุนแบบกระจุด วัดพระอารามหลวงใหญ่ ๆ ก็ยังได้ 10-20 ล้านบาท แต่บางวัดในต่างจังหวัดที่ทำตามประกาศสำนักพุทธฯ ไม่ออกไปบิณฑบาต แต่ยังต้องช่วยโยมทำกับข้าว ดูแลผู้ป่วยโควิด จะเอาเงินที่ไหน

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.ก้าวไกล อภิปรายว่า งบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกว่า 32,000 ล้านบาท ถูกปรับลดไป 55 ล้านบาท ไม่ทราบว่าตั้งมาเพื่อต่อหรืออย่างไร ซึ่งการออกมาชุมนุมของกลุ่มเยาวชนขณะนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างยิ่ง เพราะใช้ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้ามาควบคุมสถานการณ์และเกิดความรุนแรงขึ้น โดยทำงานเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชน

“การออกมาเรียกร้องของเยาวชนเพื่อหาทางรอดจากวิกฤตและความล้มเหลวต่าง ๆ ของผู้บริหารราชการแผ่นดิน นี่คือความเจ็บปวดที่ออกมาเรียกร้องท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโควิด”

หลังประกาศยุติชุมนุมความรุนแรงเกิดขึ้นทุกวัน และสภาฯ แห่งนี้ควรอนุมัติเงินให้ตำรวจไปซื้อยุทโธปกรณ์มากน้อยเพียงใด “สถานการณ์การชุมนุมมีการพูดว่ายิงเลยตรงนี้กระสุนไม่อั้น ตอนนี้ไม่ใช้หลักสากล แต่เป็นหลักสาแก่ใจมากกว่า"

นายณัฐชา ระบุว่า ปีนี้ คฝ.ของบฯ กระมิดกระเมี้ยนมาแค่ 3 ล้านบาท ซื้อแผงเหล็ก แต่ปีที่แล้วขอ 883 ล้านบาท ไปซื้ออาวุธมาใช้กับประชาชน "ถ้าเป็นผมจะไม่อนุมัติให้แม้แต่บาทเดียว”

พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เพื่อไทย ขอปรับลด 7% โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุ ปัจจุบันไทยมีกำลังพล 212,982 นาย แต่ปัญหาอาชญากรรยังมีมากมาย จึงควรลดกำลังตำรวจครึ่งหนึ่ง แล้วนำเงินไปสนับสนุนสวัสดิการตำรวจที่เหลือทั้งที่พัก-เบี้ยเลี้ยง ลงทุนกับเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ส่วนสำนักพุทธศาสนา ไม่ควรให้พระสงฆ์ทำบัญชีส่งทุกปี แต่ควรสนับสนุนวัคซีน เงินเยียวยา และอุปกรณ์ให้วัดที่เผาศพ COVID-19 ทั้งค่าใช้จ่าย น้ำมัน ไฟฟ้า จะให้วัดไปขอจากญาติพี่น้องศพโควิดเขาก็เดือดร้อนที่สุดแล้ว มาถึงก็เผาแทบจะไม่ได้ทำพิธี

ที่มาเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย [1] [2] | Thai PBS [1] [2]

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์