เลขาฯ ครป. ชี้คดี #ผู้กำกับโจ้ เป็นตัวเร่งให้ต้องรีบปฏิรูป ตร.-ร้องรัฐอย่าทำให้ติดโควิด-19 ในคดีการเมือง

เลขา ครป. จี้ปฏิรูปตำรวจ 6 ข้อ อย่าให้ประชาชนเป็นเหยื่ออธรรมและศาลเตี้ยเหมือนคดี #ผู้กำกับโจ้ เรียกร้องนายกฯ รับผิดชอบทางการเมืองฐานทำผิดรัฐธรรมนูญปฏิรูปไม่แล้วเสร็จภายใน 1 ปี พร้อมเรียกร้องให้ส่งผู้ต้องขังที่ติดเชื้อโควิด-19 ไปโรงพยาบาลรัฐที่มีความพร้อม ระบุรัฐทำให้ติดโควิดในคดีการเมือง อย่าละเมิดสิทธิ์ซ้ำซ้อนโดยไม่รักษาเพียงพอ

26 ส.ค. 2564 นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า ปรากฎการณ์ #ผู้กำกับโจ้ หรือกรณีที่ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีต ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ ผู้ต้องหาคดีคลุมถุงหัวรีดเงินผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ถูกเปิดโปงนั้น เป็นเหตุการณ์สำคัญที่จะต้องนำไปสู่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ อย่าปล่อยให้มีเหยื่อยุติธรรมแบบนี้เกิดขึ้นอีก ซึ่่งถูกซ้อมทรมานตั้งแต่กระบวนการยุติธรรมชั้นต้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีอำนาจ หากไม่ปรากฎคลิปเหตุการณ์ต่อสาธารณะ เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงขนาดนี้คงลอยนวลพ้นความผิดในระบบอุปถัมภ์ของตำรวจ

นอกจากตำรวจผู้ก่อเหตุที่ต้องรับผิดชอบในทางอาญาแผ่นดินแล้ว เลขาฯ ครป. ยังระบุว่า ผบ.ตร. และนายกรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบทางการเมืองอย่างเต็มที่ ในฐานะที่ปล่อยให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบในรัฐบาลของตนได้ และถือว่าปล่อยปละละเลยมานานจนเกิดวัฒนธรรมการซ้อมทรมานหรือการอุ้มฆ่าในวงการตำรวจ โดยเหยื่ออธรรมมักจะเป็นคนจน ชนชั้นล่างในสังคมไทยที่ไม่มีปากมีเสียง กระบวนการศาลเตี้ยจึงเกิดขึ้นในระบอบอำนาจนิยมที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปกครองอยู่ ซึ่งถูกนำมาใช้ในคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นมากมายโดยบังคับใช้กฎหมายเข้าคุกคามกลั่นแกล้งแกนนำทางการเมืองเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ความผิดของ พล.อ.ประยุทธ์ คือไม่ปฏิรูปตำรวจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 258-261 ที่ต้องออกออก พรบ.ตำรวจแห่งชาติใหม่ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ดำเนินการให้เสร็จสิ้น เพราะต้องการใช้ระบอบตำรวจค้ำบัลลังก์อำนาจของตนเองอยู่ จึงไม่ดำเนินการปฏิรูปและแยกอำนาจสอบสวนและสืบสวนออกจากกันเพื่อความเป็นอิสระ เมื่อแยกอำนาจออกจากกันโดย ผกก. ไม่มีอำนาจแทรกแซงคดีแล้ว เหตุการณ์ซ้อมทรมานและรีดไถผู้ต้องหาแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น

รัฐธรรมนูญยังกำหนดว่า หากกฎหมายปฏิรูปตำรวจไม่แล้วเสร็จ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจดําเนินการตามหลักอาวุโสไปก่อน แต่รัฐบาลยังดำเนินการภายใต้คำสั่ง คสช.อยู่ในปัจจุบัน ที่ใช้ดุลพินิจความเหมาะสมมากกว่าหลักอาวุโส ทำให้คนอย่างผู้กำกับโจ้ โตขึ้นข้ามหัวคนอื่นไปมากมาย ระบบตำรวจไทยจึงกลายเป็นระบบอุปถัมภ์อำนาจนิยม ทำงานรับใช้นายจนเอาตัวไม่รอด ทั้งที่ระบบตำรวจไม่ควรมีชั้นยศแบบกองทัพเพราะเน้นบริการประชาชน โดยข้อเสนอปฏิรูปตำรวจของที่เลขาฯ ครป. ระบุว่าต้องเร่งดำเนินการ มีดังนี้

  1. แยกงานสอบสวนออกจากตำรวจที่มีอำนาจสีบสวนจับกุมออกจากกันให้มีอิสระ หรือแท่งใครแท่งมัน แทรกแซงไม่ได้ ไม่ขึ้นกับ ผกก.สถานี
  2. ให้อัยการตรวจสอบควบคุมการสอบสวนคดีสำคัญหรือเมื่อมีการร้องเรียน
  3. ให้มีการบันทึกภาพและเสียงขณะสอบสวนเพื่อใช้เป็นหลักฐานให้ตรวจสอบ
  4. เลิกระบบชั้นยศตำรวจ หรือการโยกย้ายเลื่อนขั้นต้องใช้หลักอาวุโสและผลงานเพื่อแก้ปัญหาการวิ่งเต้นและใช้เงินซื้อตำแหน่ง
  5. ยุบตำรวจภาค กระจายอำนาจตำรวจไปเป็นตำรวจจังหวัด และเร่งโอนตำรวจ 11 หน่วยไปตามกรมที่รับผิดชอบตามมติ สปช. และ ครม.เดิม
  6. แก้ปัญการรีดไถประชาชน ให้ศาลมีอำนาจสั่งปรับคดีจราจรและยกเลิกรางวัลการจับกุม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

นอกจากนี้ เลขาฯ ครป. ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นที่นักกิจกรรมหลายคนติดโควิด-19 ในเรือนจำว่า ตนขอเรียกร้องให้มีการปล่อยนักโทษทางการเมืองและนักโทษทางความคิดในประเทศไทย อย่างน้อยที่สุดต้องได้รับการประกันตัวเพื่อต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ และขอให้ส่งตัวผู้ต้องหาในคดีการเมืองที่ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งถูกคุมขังในคดีการเมืองอยู่ชั่วคราวในวันนี้ทั้งหมด ไปรักษายังโรงพยาบาลของรัฐที่ได้มาตรฐานและมีเครื่องมือมากกว่าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อช่วยชีวิตอย่างเต็มที่ ไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้โอกาสของการระบาดโควิดปล่อยให้ผู้เห็นต่างทางการมเืองมีอาการสาหัสหรือเสียชีวิตเนื่องจากเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาลที่เพียงพอ

การที่พวกเขาถูกคุมขังโดยไม่ได้รับการประกันตัวในกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยวนั้นคือการกระทำที่รัฐทำให้เขาติดโควิดโดยตรงอย่างปฏิเสธไม่ได้ และจะต้องมีการฟ้องร้องเอาผิดต่อรัฐที่ทำให้เกิดโรคระบาดแก่ประชาชนโดยตรงแบบนี้ โดยเฉพาะนักโทษในคดีการเมืองไทยที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เนื่องจากสิทธิในการประกันตัวหรือสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีก่อนที่ศาลจะพิพากษาจนถึงที่สุดนั้น เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน จะคุมขังจำกัดสิทธิเสรีภาพไม่ได้

ปัญหาใหญ่วันนี้คือกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมได้ ราวกับว่าศาลสถิตยุติธรรมทำตาชั่งเอียงไปแล้ว และเพราะการใช้อำนาจตาม พรก.ฉุกเฉินฯ ของรัฐบาล ไม่มีระบบนิติรัฐ-นิติธรรมในการปกครองบ้านเมือง สามอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยกลายเป็นของพล.อ.ประยุทธ์ แต่เพียงผู้เดียว เราจึงคาดหวังการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมได้ยากยิ่ง ว่าจะเที่ยงตรง เป็นธรรม คุ้มครองสิทธิพลเมือง จึงต้องใช้บรรทัดฐานตามรัฐธรรมนูญ และหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานในการเรียกร้องให้รัฐปฏิบัติตาม ซึ่งจะมีผลของการเลือกปฏิบัติ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจโดยมิชอบตามมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์