สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตขาดแคลนพยาบาล และยิ่งรุนแรงขึ้นในช่วง COVID-19

ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตขาดแคลนพยาบาลอยู่แล้ว และยิ่งรุนแรงขึ้นในช่วง COVID-19 พบ 'พยาบาลสัญจร' เทรนด์ใหม่ของอาชีพพยาบาลในสหรัฐฯ รายได้สูงกว่า 'พยาบาลประจำ' นอกจากนี้โรงพยาบาลในชนบทยิ่งขาดแคลนพยาบาลหนัก

สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตขาดแคลนพยาบาล และยิ่งรุนแรงขึ้นในช่วง COVID-19
ที่มาภาพประกอบ: James Garcia (CC BY-NC-ND 2.0)

ก่อนการระบาดใหญ่ของ COVID-19 การขาดแคลนพยาบาลเกิดขึ้นในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา สมาคมวิทยาลัยการพยาบาลอเมริกันเองก็คาดว่าปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีกโดยเฉพาะในท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุ คาดกันว่าการเกษียณของพยาบาลวิชาชีพรุ่นใหญ่ราว 3.8 ล้านคนทั่วสหรัฐฯ ในช่วง 10 ปีนับจากนี้จะยิ่งทำให้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรหนักหน่วงยิ่งไปกว่าเดิม ไม่เพียงโรงพยาบาลเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ โรงเรียนรัฐหลายแห่งแม้ในขณะนี้ก็ไม่มีพยาบาลแล้วเหมือนกัน

ล่วงมาถึงช่วงการระบาดของ COVID-19 คนทำอาชีพพยาบาลที่ทำงานด่านหน้า ต้องลำบากตรากตรำจนท้อแท้และหมดกำลังใจจากการที่ต้องรับมือกับการระบาดของโรคระบาดนี้ยาวนานข้ามปี หลายต่อหลายคนตัดสินใจออกจากอาชีพนี้ไป ได้ซ้ำเติมวิกฤตความขาดแคลนนี้ยิ่งขึ้นไปอีก

ช่วงต้นเดือน ก.ย. 2564 ยอดผู้ติดเชื้อสะสมของสหรัฐฯ เพิ่มทะลุหลัก 40 ล้านราย เสียชีวิตสะสมทะลุหลัก 6.5 แสนราย โรงพยาบาลต่าง ๆ กำลังพบเห็นตัวเลขเฉลี่ยคนไข้ COVID-19 จำนวน 100,000 คนต่อวัน สูงกว่าช่วงเวลาใด ๆ นับตั้งแต่ฤดูหนาวปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนทั่วไปยังเข้าไม่ถึงวัคซีน  

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือน ส.ค. 2564 มีรายงานข่าวว่าโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วสหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนพยาบาลและบุคคลากรการแพทย์อย่างหนัก โดยเฉพาะรัฐฟลอริด้า, อาร์คันซอ, หลุยเซียน่า และโอเรกอนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ตัวอย่างที่รัฐแอริโซน่าและฟลอริด้า พยาบาลได้ทยอยลาออก เพราะเหนื่อยล้าจากภาระงานในการรับมือกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งต้องใช้วิธีจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มให้พยาบาลที่สามารถทำงานนอกเวลาและควงกะการทำงานได้ ในรัฐฟลอริด้านั้นคาดกันว่ามีโรงพยาบาลกว่าร้อยละ 70 จะขาดแคลนเจ้าหน้าที่อย่างหนัก เพราะนอกจากการลาออกเองแล้ว พยาบาลและบุคลากรหลายคนก็เริ่มล้มป่วยจากการติดเชื้อ COVID-19 เอง

'พยาบาลสัญจร' เทรนด์ใหม่ของอาชีพพยาบาลในสหรัฐฯ รายได้สูงกว่าพยาบาลประจำ

ทั้งนี้พยาบาลบางส่วนที่ได้ลาออกจากงานประจำ เพื่อไปเป็น 'พยาบาลสัญจร' (travel nurse) กับบริษัทที่ให้บริการจัดสรรพยาบาลไปทำงานตามที่ต่าง ๆ เป็นเวลาชั่วคราว ซึ่งให้ค่าแรงต่อสัปดาห์มากกว่าการเป็นพยาบาลประจำที่ใดที่หนึ่ง

ค่าจ้างโดยเฉลี่ยของพยาบาลสัญจร ได้พุ่งสูงขึ้นจากประมาณสัปดาห์ละ 1,000-2,000 ดอลลาร์ฯ ก่อนการระบาดของ COVID-19 ไปเป็น สัปดาห์ละ 3,000-5,000 ดอลลาร์ฯ ตามการรายงานของ Aya Healthcare บริษัทที่ให้บริการด้านบุคลากรการแพทย์ในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย นอกจากนี้ Aya Heathcare ระบุว่าขณะนี้บริษัทเปิดรับสมัครพยาบาลสัญจรถึง 48,000 ตำแหน่ง

ค่าจ้างพยาบาลสัญจรที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดนี้ ทำให้โรงพยาบาลที่ไม่มีงบประมาณมากพอต้องเจอกับปัญหาใหญ่ โรงพยาบาลขนาดเล็กและขนาดกลางมีตำแหน่งพยาบาลแบบประจำว่างหลายสิบตำแหน่ง ในขณะที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่มีตำแหน่งพยาบาลว่างหลายร้อยตำแหน่ง

ฟิลลิป คูล หัวหน้าแพทย์ประจำโรงพยาบาล Augusta University Medical Center ในรัฐจอร์เจียบอกว่าเขาเห็นพยาบาลประมาณ 20-30 คน ลาออกไปเป็นพยาบาลสัญจร จนแพทย์บางคนถึงกับเปรยว่าอยากลาออกไปเป็นพยาบาลดูบ้าง ทางโรงพยาบาลจึงต้องนำเอาพยาบาลในสังกัดจากรัฐอื่นมาทำงานในรัฐจอร์เจีย และเพิ่มค่าแรงให้พยาบาลเหล่านี้เป็นพิเศษ

ลอรา เคลลี ผู้ว่าการรัฐแคนซัส เผยว่าโรงพยาบาลในการดูแลของรัฐเสี่ยงที่จะถูกโรงพยาบาลจากรัฐอื่นที่มีเงินมากกว่าแย่งตัวพยาบาลไปด้วยการทุ่มเงินค่าจ้าง เธอยังกล่าวด้วยว่าโรงพยาบาลหลายแห่งมีเตียงผู้ป่วยที่ไม่มีพยาบาลดูแล

เมืองแคนซัสซิตี้ รัฐมิสซูรี โรงพยาบาล Truman Medical Centers มีพยาบาล 10 คน แล้วที่ตัดสินใจผันตัวไปเป็นพยาบาลสัญจร ทำให้โรงพยาบาลต้องหันไปจ้างพยาบาลสัญจรมาทำหน้าที่แทนพยาบาลเหล่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเรื่องยากที่โรงพยาบาลจะแข่งขันกับบริษัทนายหน้าที่ทำหน้าที่จัดหาพยาบาลสัญจรเหล่านี้

บริษัทหรือเอเย่นต์เหล่านี้ยังเรียกเก็บเงินค่าจัดสรรพยาบาลแก่โรงพยาบาล 165-170 ดอลลาร์ฯ ต่อพยาบาลหนึ่งคน ต่อการทำงานหนึ่งชั่วโมง และหักค่านายหน้าในอัตราที่สูง โดยตัวพยาบาลสัญจรเอง จะได้ค่าจ้างสุทธิประมาณชั่วโมงละ 70-90 ดอลลาร์ฯ ซึ่งก็ยังถือเป็นค่าตอบแทนที่มากกว่าที่โรงพยาบาลทั่วไปจ่ายให้กับพยาบาลในสังกัด 2-3 เท่า

ส่วนที่รัฐเท็กซัสได้นำเอาพยาบาลสัญจรกว่า 6,000 คน เข้ามาช่วยงานในโรงพยาบาลในรัฐ แต่ในขณะที่มีพยาบาลสัญจร 19 คน เข้าไปทำงานในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในวันเดียวกันมีรายงานว่ามีพยาบาลในโรงพยาบาลนั้นถึง 20 คน ยื่นจดหมายลาออกเพื่อไปทำงานเป็นพยาบาลสัญจรบ้าง ตามการให้ข้อมูลของสมาคมโรงพยาบาลแห่งเท็กซัส ส่วนพยาบาลคนที่เหลือที่ยังไม่ได้ลาออก ก็ได้เห็นว่าพยาบาลสัญจรได้ค่าแรงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้บรรยากาศการทำงานร่วมกันตึงเครียด

โรงพยาบาลในชนบทยิ่งขาดแคลน

โรงพยาบาลในแถบชนบทของสหรัฐฯ ยิ่งเผชิญปัญหาการขาดแคลนพยาบาล
โรงพยาบาลในแถบชนบทของสหรัฐฯ ยิ่งเผชิญปัญหาการขาดแคลนพยาบาล | ที่มาภาพประกอบ: Wikimedia

ทุกวันนี้ แมรี่ เอลเลน แพรต ผู้อำนวยการโรงพยาบาล St. James Parish ในเมืองลุทเชอร์ เขตชนบทในรัฐลุยส์เซียนา ต้องจนปัญญาที่จะสรรหาบุคลากรมาเพิ่มในโรงพยาบาลขนาด 25 เตียง ที่เธอดูแลอยู่

ด้วยการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้าที่ทำให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แพรตจึงต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทั้งการเพิ่มภาระงาน กะ และชั่วโมงในการดูแลผู้ป่วยหนักเป็นสองเท่า 

"เราต้องเลื่อนการผ่าตัด เพราะเราไม่สามารถดูแลผู้ป่วยเหล่านั้นในโรงพยาบาลได้" แพรตต์ กล่าว "พนักงานที่ทำงานด้านบริการผู้ป่วยนอก ก็ต้องไปดูแลข้างเตียงผู้ป่วยแล้ว"

แพรตต์กล่าวว่าตั้งแต่เริ่มมีการระบาดใหญ่ เธอสูญเสียพยาบาลที่ตัดสินใจเกษียณอายุก่อนกำหนด รวมทั้งการดึงตัวพยาบาลจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเขตเมืองที่ให้ค่าตอบแทนที่มากกว่า เป็นการยากที่จะสรรหาผู้เชี่ยวชาญและพยาบาลมาที่ลุทเชอร์

ทั่วประเทศ โรงพยาบาลหลายพันแห่งเต็มไปด้วยผู้ป่วยวิกฤต ส่งผลให้พยาบาลที่มีภาระงานหนักเกินไปจำนวนมากต้องเปลี่ยนอาชีพหรือเกษียณอายุก่อนกำหนด ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในเขตชนบทของสหรัฐฯ กล่าวว่าปัญหาการขาดแคลนเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท เนื่องจากเงินเดือนน้อยลงและภาระงานที่หนักหน่วง

แม้จะมีการเสนอโบนัสและแพ็คเกจผลประโยชน์เพื่อต่อสู้กับการขาดแคลนบุคลากรในช่วงการระบาดใหญ่ แต่โรงพยาบาลในชนบทกลับพบว่าผลประโยชน์เหล่านั้นไม่เพียงพอที่จะรักษาหรือดึงดูดบุคลากรเอาไว้ได้ การแก้ปัญหาที่แท้จริงอาจต้องมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนให้คนเข้าโรงเรียนพยาบาลให้มากขึ้นและนำพวกเธอลงสู่สนามให้เร็วขึ้น

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่โรงพยาบาลได้พยายามสรรหาและรักษาแพทย์ พยาบาล และผู้บริหารให้เพียงพอ ปัญหานี้รุนแรงมากโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท การระบาดของโรค COVID-19 สายพันธุ์เดลต้าที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ทำให้ปัญหาการขาดแคลนแย่ลง ส่งผลให้โรงพยาบาลบางแห่งต้องเผชิญวิกฤต

หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐในเนแบรสกาสิ้นหวังอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขาพยายามเปิดรับสมัครพยาบาลจากรัฐอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาลที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือพยาบาลที่ปฏิเสธวัคซีนก็ตาม

บางรัฐและบางโรงพยาบาลได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง ในการจัดทีมแพทย์เพื่อบรรเทาภาระในโรงพยาบาลท้องถิ่น เคท บราวน์ ผู้ว่าการรัฐโอเรกอน ประกาศเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2564 ว่าจะมีบุคคลากรด้านการแพทย์เพิ่มอีก 500 คน ในพื้นที่ตอนคกลางและตอนใต้ของรัฐ โดยทาง Jogan Health Solutions ซึ่งเป็นบริษัทจัดหาบุคลากรทางการแพทย์จะจัดหาให้ รัฐโอเรกอนยังได้ลงนามในสัญญากับบริษัทจัดหาพนักงาน AMN Healthcare เพื่อบรรจุตำแหน่งพยาบาลและเจ้าหน้าที่อีก 60 ตำแหน่ง

รัฐจอร์เจียและเคนตักกี้ ต้องขอความช่วยเหลือจาก 'กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ' (National Guard) ส่วนรัฐมิสซิสซิปปี้จ่ายเงิน 8 ล้านดอลลาร์ฯ ต่อสัปดาห์ ให้กับพนักงานสัญญาจ้างชั่วคราว 1,100 คน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ 

ในช่วงต้นเดือน ส.ค. 2564 หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐลุยเซียนาระบุว่าโรงพยาบาลมากกว่า 50 แห่ง ได้ขอความช่วยเหลือด้านบุคลากร โดยขอพยาบาลเพิ่มอีกมากกว่า 1,000 คน ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนา จอห์น เบล เอ็ดเวิร์ด เตือนว่าการขาดแคลนบุคลากรทั้งหมดจะยังไม่ถูกเติมเต็ม

วิตนีย์ ซาห์นด์ นักวิจัยด้านสุขภาพและรองศาสตราจารย์ที่ College of Public Health at the University of Iowa แสดงความกังวลว่าอาจไม่มีใครสังเกตเห็นวิกฤตของโรงพยาบาลในชนบท ขณะที่รัฐบาลกลางกำลังส่งความช่วยเหลือฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีผู้ป่วยมากขึ้น

"เราพบว่ามีเตียงไอซียูไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยโควิดในบางพื้นที่ และนั่นเป็นภาพสะท้อนถึงความต้องการของพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยหนัก" ซาห์นด์ กล่าว 

นอกจากนี้เธอยังกล่าวว่าพยาบาลในชนบททำเงินได้เพียง 4,000 ดอลลาร์ฯ ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าพยาบาลในเมือง ต้องมีวิธีจูงใจให้พยาบาลในพื้นที่ชนบทนอกเหนือจากการจ่ายเงิน อาจเป็นการรวมถึงการบรรเทาหนี้เงินกู้การศึกษา และทำให้พวกเธอเข้าถึงการฝึกอบรมได้มากขึ้น

นอกจากนี้ความพยายามในการสรรหาบุคลากรพยาบาลในเขตชนบทควรเน้นที่สิ่งจูงใจอื่น ๆ มากกว่าโบนัสเงินสด เช่น ค่าครองชีพที่ต่ำลงและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ต่าง ๆ

"จำเป็นต้องมีการสร้างคุณค่าในการทำงาน ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากมาทำงานให้ มากกว่าเงินสดที่ไหลเข้ามาชั่วคราวเท่านั้น" ซาห์นด์ กล่าว 

ที่มาเรียบเรียงจาก
ปัญหาขาดแคลนพยาบาลคุกคามระบบสุขภาพสหรัฐอเมริกา (HFocus, 27 ม.ค. 2563)
Rural Hospitals Can’t Find the Nurses They Need to Fight COVID (Aallyah Wright, The Pew Charitable Trusts, 1 September 2021)
US Hospitals Hit with Nurse Staffing Crisis Amid COVID (VOA, 3 September 2021)

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์