รัฐประหาร 15 ปีก่อนเกิดขึ้น 19 ก.ย.หรือ 4 เม.ย.? 'ทักษิณ' ยันมีเรื่องกับ 'Palace Circle' ไม่ใช่ตัวพระเจ้าอยู่หัว

15 ปี รัฐประหาร : 'ทักษิณ' ยันมีเรื่องกับ 'Palace Circle' ไม่ใช่ตัวพระเจ้าอยู่หัว ขณะที่ 'วาด รวี' เปิดข้อมูลโทรเลขแย้ง การถูกยึดอำนาจ ไม่ใช่วันที่ 19 ก.ย. แต่เป็น 4 เม.ย. หลังเลือกตั้งเพียง 2 วัน ที่ทักษิณเข้าเฝ้า ก่อนกลับลำ 180 องศาประกาศเว้นวรรคทางการเมือง

คืนวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา ทักษิณ ชินวัตร ในชื่อ Tony Woodsome อดีตนายกฯ ที่ถูกรัฐประหารโดย คณะทหาร คมช.  ร่วมแลกเปลี่ยนผ่านรายการ CARE Talk x CARE ClubHouse เล่าในวาระครบรอบ 15 ปี เหตุการณ์การรัฐประหารรัฐบาลที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ 15 ปีที่แล้ว โดยเปิดเผยถึงเบื้องหลังรัฐประหาร 19 กันยา ตอนหนึ่งเขาระบุว่าก่อนลงจากอำนาจ แม้จะมีเสียงในสภามี ส.ส. ถึง 377 เสียง เกิดข่าวลือเพื่อทำลายตัวเขาอย่างมาก โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เขายืนยันว่าตัวเขาไม่ได้มีปัญหากับตัวพระเจ้าอยู่หัว แต่ประเมินว่ามีปัญหากับ  Palace Circle หรือคนรอบวัง รวมทั้งมีกระแสลอบสังหารว่าหากทำไม่สำเร็จจะต้องมีการรัฐประหาร ฯลฯ

คนซื่อ มีข้อจำกัดการเรียนรู้สังคมคนรอบวัง

ทักษิณ เล่าวว่า ตนเองเป็นคนซื่อ ทำให้การเรียนรู้สังคมชนชั้นนำ คนรอบวัง ยังจำกัด มาเข้าใจอีกทีก็ตอนลี้ภัยมาต่างประเทศแล้ว

ทักษิณ กล่าวว่า ตนถือว่า พระเจ้าอยู่หัวเป็น Head of State ประมุขแห่งรัฐ นายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งมีผู้บังคับบัญชีคือประมุขแห่งรัฐ นอกจากเคารพในฐานในหลวงแล้ว ก็เคารพในฐานะผู้บังคับบัญชา นอกจากนั้นในกฎหมายระบุว่านายกฯ เป็นผู้บังคับบัญชาสำนักราชวัง หมายความว่ามีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพ สวัสดิการข้าราชการสำนักราชวังที่กินเงินหลวง ตนก็ถือกับสิ่งที่เป็นตรงนี้บางครั้งก็เกิดการแคชกันบ้างกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสำนักราชวังเพราะว่าเขาทำไม่ถูก แล้วตนถือเป็นผู้บังคับบัญชาก็ต้องดู ซึ่งเขาก็ไม่ชินกับการมีนายกอายุน้อยกว่าที่ไปดูเขา ซึ่งอาจมีความฝั่งอะไรพวกนี้ไป

ออกปากขอให้พระเจ้าอยู่หัวสั่งสอน และยินดีรับรับพระราชภาระ

"วันแรกผมเป็นนายกฯ ผมเข้าไปกราบพระเจ้าอยู่หัว แล้วผมพูดว่าอย่างไรรู้ไหม ผมบอกว่าข้าพเจ้านี่อายุน้อย รุ่นพระราชบุตรพระราชธิดาของท่าน เพราะฉะนั้นมิบังอาจว่าเป็นลูก แต่ว่าอายุรุ่นนั้น ในหลวงเป็น Head of State มา 3 เจนนาเรชั่น ตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ แล้วก็มารุ่นผม เพราะฉะนั้นมีอะไรขอให้ทรงสั่งสอนเหมือนลูกเหมือนหลานได้เลย สั่งสอนได้เต็มที่ ไม่ได้ขอเป็นลูกเป็นหลานนะ แต่หมายความว่าขอให้สั่งสอนแบบเป็นเด็กอายุน้อยๆ ก็กราบบังคมทูลท่านแบบนั้น" ทักษิณ เล่า

อดีตนายกฯ กล่าวต่อว่า พระราชภารกิจที่ทรงทำมานานแล้วทรงเหนื่อย พระชนมายุก็ท่าน 71 ปี แล้วตอนนั้น ตนก็เลยบอกว่ามีอะไรที่ตนรับพระราชภาระได้ยินดีทุกอย่าง คือแสดงให้เห็นว่าตนรุ่นเด็กและจะทำงานถวายทุกอย่าง เป็นสิ่งที่วันแรกงที่ตนเข้าไปกราบพระบาท หลังจากนั้นตนทำงานถวายมาตลอด แต่มีงานพิธีอะไรต่างๆ ซึ่งตนอาจปฏิบัติตัวด้วยความซื่อบื้อ อาจมีบางคนไม่พอใจบ้างก็ไม่เป็นไร

เล่าที่มางานฉลอง 60 ปี ครองราชย์ จนคนรอบวังมองตน 'steal the show'

ทักษิณเล่าต่อว่ามีหมอคนหนึ่งซึ่งถวายการรักษาพระเจ้าอยู่หัว ตอนนั้นท่านทรงผ่าตัดครั้งที่ 2 หมอก็มาบอกตนเรื่องการอยากให้พระเจ้าอยู่หัวออกกำลังไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเดินได้ ซึ่งใกล้ครบรอบ 60 ปี ของการครองราชของ ตนจึงกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวว่าตนขอจัดงานฉลอง 60 ปี ที่ทรงครองราชย์ ตั้งใจว่าจะเชิญพระมหากษัตริย์ทั่วโลกมาร่วมงาน ท่านรับสั่งกับตนว่าเขาจะมากันหรอ เพราะตอนครบ 50 ปี ก็มีราชินีอลิซาเบธเสด็จหลังจากพิธีแล้วหลายเดือนคนเดียว ตนจึงกราบบังคมทูลว่าตนมั่นใจว่าอย่างน้อย 10 พระองค์ เพราะได้ถามไปหมดแล้ว ในโลกมี 29 พระองค์ รวมทั้งของไทยด้วย ดังนั้น 28พระองค์ วันนั้นมีซาอุฯ ที่เราไม่มีความสัมพันธ์เพราะมีปัญหาเรื่องเพชรซาอุฯ และอีกประเทศคือซามัว ซึ่งกษัตริย์ขณะนั้นอายุ 93 ปี และยังไม่ทรงตั้งรัชทายาท จึงไม่มา 2 องค์ จึงมาทั้งหมด 26 องค์ ทั้งกษัตริย์บ้าง มงกุฎราชกุมารบ้าง 26 ประเทศ

ท่านจึงรับสั่งว่าอย่างนั้นตนต้องออกกำลัง เพราะวันนั้นตนต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ หลังจากนั้นท่านก็ทรงออกกำลัง วันที่ 12 มิถุนายนที่มีการเลี้ยงใหญ่ท่านก็ทรงแข็งแรงจริงๆ ซึ่งตรงเป้าหมายที่หมออยากให้ท่านทรงออกกำลัง โดยการดำเนินการรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ รัฐบาลเป็นผู้เชิญแขกทั้งหมดทั่วโลก แนวทางปฏิบัติระหว่างประเทศ โดยเฉพาะแนวทางกรมพิธีการของกระทรวงการต่างประเทศและพระราชวังกำหนดให้ตนยืนอยู่ข้างล่างเพื่อรับแขก คนไม่รู้เหมือนตนไปแย่งรับแขกพระเจ้าอยู่หัว ทั้งที่ตนเป็นเจ้าภาพและเขาสั่งให้ตนยืนตรงนั้น ตนไม่รู้เรื่องเลย เพราะเรื่องพิธีกรรมพิธีการทั้งหลายนั้น ตนทำตามเจ้าหน้าที่บอก และการที่ตนเดินทางพบแขกเยอะก็ทำให้คุ้นเคยกันความเป็นเพื่อนกับกษัตริย์ต่างประเทศมันมีอยู่เจอกันก็ทักทายกันเอง ก็มีคนไปหาว่าตนไป "steal the show" ทั้งที่พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ว่าอะไรเลย ท่านก็ทรงอยู่ข้างบนรอรับแขก จึงมีความเข้าใจผิดกันบ้าง แต่ไม่ใช่พระเจ้าอยู่หัว แต่เป็นคนรอบๆ ในวังอาจเข้าใจตนผิด

จังหวะรัฐประหารและการรอบสังหาร

ทักษิณ เล่าต่อว่า ก่อนหน้ามีการปฏิวัติสักพักตนก็ได้เดินทางไปอเมริกา และอีกปีตนก็ไป มันมีหนังสือ 1 เล่ม เรื่อง king never smile เขียนโดย พอล แฮนด์ลีย์ ซึ่งตนไม่รู้จักเลย เขียนวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวของเรา เคยเป็นนักข่าวอยู่ประเทศไทย ก็มีการเอาหนังสือเล่มนี้มาพูดว่าตนเป็นผู้สนับสนุน ตนยังไม่รู้จัก พอล แฮนด์ลีย์ คือใคร ตอนหลังมาทราบว่าโรงพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือเล่มนี้คือ มหาวิทยาลัยเยล ตนก็เลยขอร้องอเมริกาว่างานพระเจ้าอยู่หัวจะมีเดือน มิ.ย.นี้ อย่าเพิ่งออกหนังสือเล่มนี้นะ รอก่อน ขอร้อง เขาก็ทำให้ จะไปขอไม่ให้เขาไม่ออกไม่ได้เพราะเป็นเสรีภาพเขา เขาไม่ยอม สุดท้ายมาออกเข้าใจว่าเดิน ก.ค. หลังเสร็จงานแล้ว ตนก็ถูกโจมตีหาว่าสนับสนุนหนังสือเล่มนี้ซึ่งตนไม่รู้เรื่องเลย จึงบอกว่าบ้านเรานี้ข่าวลือหรือข่าวปล่อยมันเยอะ ข่าวทำลายกันมันเยอะ ขนาดตอนนั้นตนทำงานหนังและพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดหลายเรื่องที่ตนทำงาน แต่คนหลายคนก็พูดกันเยอะ แม้ความนิยมยังดีแต่ก็ทานไม่อยู่

"ก่อนปฏิวัติก็มีการเดินสาย แล้วผมวันนั้นแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าเป็นนายกที่มีเสียงในสภาเยอะ แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย พอผมได้ 377 เสียง กลายเป็นปัญหาแล้ว เพราะคนมาบอกผมว่า เห้ย คุณไปปล่อยข่าวนะ ไปปล่อยข่าวอีกสารพัดอย่างเลยเกี่ยวกับเรื่องวัง ทั้งๆ ที่มันไม่เกี่ยวกันเลย" ทักษิณกล่าว

อดีตนายกฯ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้าที่ตนจะเดินทางไปต่างประเทศก็มีการพยายามลอบฆ่าผมหลายรอบ อันนี้ผมมองย้อนหลังจากที่ผมทราบภายหลัง แต่ว่าที่บอมบ์ที่สะพานซังฮี้นี่ผมทราบทันที ตนทราบเลยว่ามีความพยายามฆ่าตน และภายหลังทราบอีกว่ามีการไปดังยิงสไนเปอร์ตน วันที่สะพานซังฮี้ก็จับทหาร 2 คน และอีกคนกันเป็นพยานคือจ่ายักษ์เพราะเป็นคนเสริฟกาแฟอยู่ในห้องเวลามาประชุมกันก็ได้ยินหมด ก็ให้การเลยว่า "ต้องฆ่าให้ตาย ถ้าไม่ตายก็จะปฏิวัติ"

ทักษิณ กล่าวว่า ตนก็ซื่อบื้ออีก เป็นคนรักงานและก็มีคนมาบอกกับคุณหญิงบ้างกับตนบ้างว่าเหนื่อยแล้ว ตึงเครียด ภาวะหลายเรื่อง อยากให้ไปอยู่เมืองนอกไปพักหลายวันหน่อย วันนั้นตนเดินทางวันที่ 9 ก.ย. ไปแวะเยือนประเทศทาจิกิสถาน ซึ่งประธานาธิบดีกับตนนั้นถูกคอกัน จากนั้นไปเยือนต่อที่ฟินแลนด์เพื่อรุ่งขึ้นไปประชุมอาเซม (Asia-Europe Meeting – ASEM) ครั้งนั้นก็มีประชุมต่อที่นามซัมมิทที่คิวบา และก็ประชุมใหญ่ของสหประชาชาติที่นิวยอร์ก มันมีช่วงว่างที่ฟินแลนด์ 4-5 วัน และก่อนไปนั้นตนเขียนประกาศภาวะฉุกเฉินฝากไว้ที่เลขาฯ คือ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และมอบให้รองชิตชัย เป็นรองนายกอวุโสคอยประกาศ แต่ตนเซ็นลงนามไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้ง 2 คนไปหา รมว.กลาโหม พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งไม่รู้ว่าถูกพาไปที่ไหน ทำให้ 2 คนนี้ไม่กล้าตัดสินใจ จึงช้าไปประกาศเพียงครึ่งเดียว มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ถูกจี้ ประกาศไทยทันจบก็เลยปิดทีวีช่อง 9 ก็เลยไม่ได้อ่านประกาศ จึงทำให้เราประกาศภาวะฉุกเฉินไม่ทัน จึงไม่มีการแก้ไขปัญหาสถานการณ์

ถูกบล็อคไว้ ถ้าได้กลัยมาสนุกแน่

อดีนนายกฯ เล่าเหตุการณ์หลังรัฐประหารว่า เมื่อตนโดนปฏิวัติก็ทำให้ขาดการบังคับบัญชาทางนี้ ตนจะกลับมา เครื่องบินกลับไม่ได้ถูกบล็อคไว้โดยคณะ คสช. "ถ้าผมกลับมาสนุกแน่" หลังจากนั้นคณะตนกลับกรุงเทพฯ ทุกคนถูกค้นหมด กลัวว่ามีตนหลบอยู่แถวนั้น แต่ตนก็ลงที่ลอนดอน

เผยผู้ใหญ่จากวังบอกสื่อว่าไม่เอาทักษิณ

ก่อนหน้านั้นที่มีการเดินสาย สื่อหันมาตีตนเลย นี่จะให้รู้กลไกของสื่อไทย ตนก็ถาม ตนไปนั่งกินข้าวแล้วได้พบก็ลูกเจ้าของสื่อเล่มหนึ่ง ตนจึงถามว่าทำไมพ่อของคุณโจมตนตนขนาดนี้ ลูกเจ้าของสื่อเล่มนั้นบอกว่ามีผู้ใหญ่จากทางวังมาทานข้าวกับพ่อตน แล้วบอกว่าวังไม่เอาแล้ว ตนเลยถามต่อว่าวังไหน ลูกเจ้าของสื่อนั้นบอกได้เพียงวังไม่เอาแล้ว จึงต้องตีต้องไล่ไป นี่แสดงให้เห็นกลไกของสื่อไทย เพราะฉะนั้นสื่อมันไม่เป็นสื่อ

"แต่ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าผมมีเรื่องกับ Palace Circle ไม่ใช่ตัวพระเจ้าอยู่หัว" ทักษิณกล่าว พร่อมยืนยันว่าตนเป็นนักเลง จบเป็นจบ แต่อยากเล่าประวัติศาสตร์ให้กับคนรุ่นหลังได้เข้าใจว่ามันปฏิวัติด้วยกลไกอะไร ทำไมถึงปฏิวัติ

เสียดายรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดอย่างฉบับ 40 ปิดระบบแจกกล้วย

ทักษิณ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ปฏิวัติครั้งนี้ที่เสียใจที่สุดและเสียหายที่สุดคือรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดถูกฉีกไป รัฐธรรมนูญฉบับปี 40 เป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทย ทำให้ระบบการเมืองเป็นระบบที่ไม่มีการต่อรอง มีการต่อรองเมื่อไหร่ก็แจกกล้วยกันแบบนี้ แล้วกล้วยมันมาจากไหนถ้าไม่โกง

เปิดข้อมูลแย้ง การถูกยึดอำนาจ ไม่ใช่วันที่ 19 ก.ย. แต่เป็น 4 เม.ย. หลังเลือกตั้งเพียง 2 วัน หลังเข้าเฝ้าและทักษิณประกาศเว้นวรรคทางการเมือง

อย่างไรก็ตามภายหลังการเล่าของทักษิณ นำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ โดย วาด รวี นำข้อมูลจากโทรเลขวันที่ 18 พ.ค.49 และโทรเลขวันที่ 23 ก.ค.51 (ดูรายละเอียดที่โพสต์ของวาด รวี) ข้อมูลดังกล่าวชี้ว่า สำหรับทักษิณ การถูกยึดอำนาจในปี 2549 ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ย. แต่เกิดขึ้นก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. หลังจากการเลือกตั้งเพียง 2 วัน ก่อนที่จะเกิดพระราชดำรัสตุลาการภิวัตน์ และก่อนการจัดงานพิธีฉลองราชสมบัติครบ 60 ปี

โดย 4 เม.ย. 2549 หลังกลับออกมาจากการเข้าเฝ้าในหลวงภูมิพล ทักษิณประกาศเว้นวรรคทางการเมือง ไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากชัยชนะในการเลือกตั้ง 2 เม.ย. เป็นการแสดงท่าทีกลับลำ 180 องศา ทั้งที่เมื่อวาน (3 เม.ย.49) เขายังแสดงความเชื่อมั่นในการสนับสนุนของประชาชนหลังจากชนะการเลือกตั้ง จึงทำให้จำนวนมากจึงเชื่อว่าในหลวง “กระซิบ” เขาในวันที่ 4 เม.ย. ให้ลาออก ประเด็นว่าทักษิณลาออกเองหรือในหลวงเป็นคนบอกให้ออกนี้เป็นข้อกังขาของ ราล์ฟ แอล บอยซ์ ทูตสหรัฐอเมริกาซึ่งตอนแรกก็เชื่อตามคำยืนยันขององคมนตรีว่าในหลวงไม่ได้เป็นคนบอกให้ทักษิณออก ทว่าภายหลังเหตุการณ์เข้าเฝ้าเป็นเวลาเดือนเศษ ทักษิณได้เปิดเผยรายละเอียดของการเข้าเฝ้าในครั้งนั้นในการสนทนาที่ยาวนานกับคาเรน บรูคส์ อดีตเจ้าหน้าที่ NSC

 

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์