ผสานวัฒนธรรมจี้นายกฯ ไม่ให้ส่งหญิงข้ามเพศมาเลฯ กลับไปรับโทษเพียงเพราะแต่งหญิง

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกจดหมายเปิดผนึกถึงประยุทธ์ไม่ให้ส่งตัว นูร์ ซายัติ หญิงข้ามเพศชาวมาเลฯ กลับไปถูกดำเนินคดีเพียงเพราะเธอแต่งหญิงเข้าร่วมพิธีกรรมของอิสลาม

21 ก.ย.2564 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกจดหมายเปิดผนึกถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้ส่งตัว นูร์ ซาญัต (Nur Sajat) หญิงข้ามเพศชาวมาเลเซีย วัย 36 ปี เจ้าของธุรกิจเครื่องสำอางค์ กลับประเทศมาเลเซียหลังจากที่เธอลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยเพื่อขอสถานะผู้ลี้ภัยกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระหว่างที่ถูกดำเนินคดีแต่งตัวเป็นหญิงเข้าพิธีกรรมของอิสลามในศาลของรัฐซาลังงอร์ ประเทศมาเลเซีย

ทางการมาเลฯ เจรจาไทยส่งหญิงข้ามเพศมาเลฯ กลับไปดำเนินคดีแต่งหญิงร่วมพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม

เหตุนี้สืบเนื่องมาจากนูร์ ซายัติถูกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจับกุมไปตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.2564 ในความผิดฐานเข้าเมืองผิดกฎหมายหลังจากทางการมาเลเซียยกเลิกหนังสือเดินทางของเธอ ซึ่งการจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นแม้ว่าเธอจะได้สถานะผู้ลี้ภัยจากทาง UNHCR แล้วและกำลังจะเดินทางต่อไปประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่สาม

แม้ว่าทาง ตม.จะให้ประกันตัว แต่ข้อมูลตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางการมาเลเซียได้ประสานกับทางรัฐบาลไทยให้ส่งตัวนูร์ ซายัติกลับไป นอกจากนั้นเธอยังเคยถูกข่มขู่เอาชีวิตหลังจากที่เธอประกาศว่าต้องการจะออกจากอิสลามและยังถูกตามล่าโดยเจ้าหน้าที่การศาสนาอิสลามของรัฐซาลังงอร์ (The Selangor Islamic Religious Department, or JAIS) ถึง 122 นาย

ในจดหมายของมูลนิธิฯ ระบุว่า ประเทศไทย เป็นภาคีในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment : CAT) ข้อ 3 (1) ว่า รัฐภาคีต้องไม่ขับไล่ ส่งกลับ (ผลักดันกลับออกไป) หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ภายใต้อันตรายที่จะถูกทรมาน ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐภาคีจำต้องปฏิบัติ ตามหลักการ non refoulement

นอกจากนั้น ขณะนี้รัฐสภาไทยได้มีมติรับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. … เพื่อให้การกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี และการบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญา โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุร่าง พรบ. ดังกล่าวเป็นวาระเร่งด่วนตามการร้องขอของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในร่าง พ.ร.บ. ฉบับของรัฐบาล มาตรา 12 ได้ระบุห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมานหรือจากการกระทำให้บุคคลสูญหาย

ทางมูลนิธิฯ มีข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีดังนี้

1. นูร ซาญัต มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย กำลังอยู่ระหว่างเตรียมการเดินทางไปประเทศที่สาม จึงมีสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราวในประเทศไทย รัฐบาลต้องดูแลให้ความปลอดภัยจนกว่าจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปประเทศที่สาม

2. ประเทศมาเลเซียไม่สามารถขอตัว นูร ซาญัต ไปดำเนินคดีในประเทศมาเลเซียได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจประเทศไทยในการส่งให้ประเทศมาเลเซีย ด้วยกรณีนี้ไม่เข้าด้วยเงื่อนไขและองค์ประกอบสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

3. การแต่งกายข้ามเพศ และการแปลงเพศ แม้จะเป็นความผิดตามกฎหมายมาเลเซีย แต่มิได้เป็นความผิดตามกฎหมายประเทศไทย และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไปปฏิบัติตามกฎหมายมาเลเซีย ในการจับกุม นูร ซาญัต และส่งตัวกลับไปประเทศมาเลเซีย จะทำให้ประเทศไทยเสียอธิปไตยทางศาล

4. รัฐบาลต้องไม่ส่ง นูร ซาญัต กลับไปยังประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้เพราะจะทำให้ นูร ซาญัต ตกอยู่ภายใต้อันตรายของภัยประหัตประหาร การทรมาน เเละการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี

5. นายกรัฐมนตรีต้องกำกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ และหากพบว่า มีการกระทำความผิดก็ขอให้ดำเนินการต่อเจ้าหน้าที่ทั้งทางวินัย ทางอาญา และทางปกครองด้วย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์