‘ก้าวไกล’ ร้อง ป.ป.ช. ไต่สวน ‘ชัยวุฒิ’ - อัยการสูงสุด ปมตั้งอนุญาโตตุลาการคดีไทยคม

  • ‘สุรเชษฐ์ ก้าวไกล’ ถาม ‘งบกลางโควิด’ กว่า 1,013 ล้าน เอาไปให้ ตำรวจ-ทหาร ทำอะไร ชวนจับตา ครม. วาระปล่อยผี ‘เทภาษี’ สิ้นปีงบประมาณ หวั่น ใช้เงินแบบนี้ กู้เท่าไหร่ก็ไม่พอให้ ‘ประยุทธ์’ ผลาญ
  • ขณะที่ 'ธีรัจชัย ก้าวไกล' ชี้ กรณี ก.อ.มีมติลงโทษวินัยร้ายแรง “เนตร นาคสุข” รองอสส. หลังสั่งไม่ฟ้อง บอส อยู่วิทยา เป็นสิ่งที่ควรกระทำ ระบุ ติดใจถ้อยคำในหนังสือ หวั่นกลัวไม่ถึงขั้นไล่ออก ตบตาประชาชน พร้อมจ่อเชิญ คณะกรรมการฯ แจงต่อ กมธ.ปปช. เพื่อความโปร่งใส  สร้างบรรทัดฐานต่อกระบวนการยุติธรรม

 

22 ก.ย. 2564 ทีมสื่อพรรคก้าวไกล รายงานว่า วันนี้ (22 ก.ย.64) เวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้เดินทางมายื่นหนังสือคำร้องต่อประธาน ป.ป.ช. เพื่อขอให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด รวมถึงพนักงานอัยการอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปรกติในการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทเกี่ยวกับดาวเทียมไทยคม

การยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ครั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ รังสิมันต์ ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ ชัยวุฒิ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2564 ต่อกรณีความไม่ชอบมาพากลในการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการของฝ่ายกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อดำเนินคดีดาวเทียมไทยคม 3 คดี ที่กระทรวงฯ มีข้อพิพาทกับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เช่น การพยายามเปลี่ยนตัวอนุญาโตตุลาการที่ฝ่ายกระทรวงฯ ตั้งไว้แต่เดิมเอง ซึ่งตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 คู่ความจะคัดค้านอนุญาโตตุลาการฝ่ายตัวเองไม่ได้ และเมื่อถูกอนุญาโตตุลาการคนนั้นขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่กล่าวหาก็ไม่สามารถชี้แจงได้ หรือการที่กระทรวงฯ เลือกตั้งอัยการสูงสุด ซึ่งถือเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานอัยการที่เป็นคณะทำงานต่อสู้คดีให้กับกระทรวงฯ และตั้งพนักงานอัยการที่เคยอยู่ในคณะทำงานต่อสู้คดี ให้เป็นอนุญาโตตุลาการ ซึ่งถือเป็นการตั้งบุคคลที่มีส่วนได้เสียในคดี ขาดความเป็นกลางและเป็นอิสระ

การแต่งตั้งดังกล่าวส่งผลให้แม้ว่าผลการชี้ขาดคดีกระทรวงฯ จะเป็นฝ่ายชนะ แต่ก็อาจถูกคู่ความอีกฝ่ายขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดด้วยเหตุว่าอนุญาโตตุลาการไม่เป็นอิสระและไม่เป็นกลาง จนอาจเกิดความเสียหายต่อประเทศเป็นมูลค่านับหมื่นล้านบาท จึงขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวน ชัยวุฒิ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ และพวกว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ของตนโดยมิชอบ หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

ถาม ‘งบกลางโควิด’ กว่า 1,013 ล้าน เอาไปให้ ตำรวจ-ทหาร ทำอะไร ชวนจับตา ครม. วาระปล่อยผี ‘เทภาษี’ สิ้นปีงบประมาณ

ต่อกรณีที่เมื่อวานนี้ (21 ก.ย. 64) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือที่เรียกว่า ‘งบกลางโควิด’ จำนวน 1,013,959,440 บาท ไปให้หน่วยงานทหารและตำรวจนั้น สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า  งบดังกล่าวที่มีการอนุมัติแบ่งออกเป็น 633,514,600 บาท ให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับการปฏิบัติงานระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 , 380,444,840 บาท ให้กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ สำหรับการปฏิบัติงานระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2564

“พรรคก้าวไกล เข้าใจดีว่างบกลางเปรียบเสมือน ‘เช็คเปล่า’ อยู่ในอำนาจของ ครม. ในการอนุมัติ โดยไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณา  อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบการใช้งบประมาณเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในยามที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจากการที่รัฐบาลบริหารจัดการโควิดได้อย่างล้มเหลว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลควรจะต้อง ‘เปิดเผย’ อย่างโปร่งใสตรงไปตรงมาว่าจะเอางบประมาณพันกว่าล้านไปให้ตำรวจและทหารทำอะไร? คุ้มค่ากับเงินภาษีที่ประชาชนจ่ายหรือไม่?”

สุรเชษฐ์ กล่าวต่อไปว่า จากการตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีในเอกสารที่เผยแพร่ทั่วไปจะพบว่า เขียนก็เหมือนไม่เขียน ตอบไม่ได้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร ตั้งด่าน ซื้อยุทธภัณฑ์ คุมม็อบ หรือเอาไปใช้ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อดูแลประชาชนอย่างที่ประชาชนคาดหวังเอาไว้กับงบกลางโควิดก้อนนี้ 

“แน่นอนว่า ในขั้นตอนการขออนุมัติ ทางตำรวจและทหารต้องส่งเอกสารซึ่งมีรายละเอียดที่มากพอต่อการพิจารณา ดังภาษาราชการที่เรียกว่าเอกสาร ‘แตกตัวคูณ’ ประเด็นคือท่านนายกฯ ซึ่งมีอำนาจเต็มในมือ ควรแสดงความบริสุทธ์ใจ เปิดเผยรายละเอียดให้ประชาชนทราบอย่างที่ท่านทราบ ซึ่งไม่ยากเลย ขอเพียงแค่ท่านเอ่ยปากยอมให้เจ้าหน้าที่เผยแพร่เอกสารประกอบการพิจารณาทั้งหมด ในทุกเรื่องที่ใช้งบกลาง ซึ่งไม่ใช่งบลับ จึงไม่ต้องหวงมาก เพียงเท่านี้ ประชาชนก็จะได้หายสงสัยว่าท่านเอาเงินภาษีของประชาชนไปทำอะไร เดี๋ยวหมด เดี๋ยวกู้ และตอนนี้ก็กำลังจะระเบิดเพดานเงินกู้ จาก 60% ของ GDP เป็น 70% ให้สามารถกู้เพิ่มได้ทะลุกรอบที่ท่านเป็นคนตั้งเองในช่วงรัฐบาล คสช. อยากให้พี่น้องประชาชนช่วยกันจับตาการอนุมัติงบกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุม ครม. ครั้งหน้าซึ่งจะเป็นครั้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2564 (สิ้นสุด 30 ก.ย. 64) ว่าจะมีการ ‘ปล่อยผี’ เอาภาษีไปเทกับเรื่องที่ไม่สมควรอีกหรือไม่ งบกลางจะถูกใช้ไปอย่างไร มิเช่นนั้น กู้มาเท่าไหร่ก็ไม่พอให้ประยุทธ์ผลาญ”

 

ชี้ กรณี ก.อ.มีมติลงโทษวินัยร้ายแรง “เนตร นาคสุข” รองอสส. หลังสั่งไม่ฟ้อง บอส อยู่วิทยา เป็นสิ่งที่ควรกระทำ

ธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ หรือ ( ก.อ.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง เนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ที่ขาดความรอบคอบ ประมาทเลินเล่อ อย่างค่อนข้างร้ายแรง ซึ่งจะต้องตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงต่อไป โดยวินัยร้ายแรงมีโทษทางข้าราชการ โทษสูงสุดคือการไล่ออก หากผู้เสียหายไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย สามารถฟ้องต่อศาลปกครองได้ 

ธีรัจชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สมควรกระทำโดยส่วนตัวยังติดใจถ้อยแถลงในถ้อยคำที่ว่า “อย่างค่อนข้างร้ายแรง “ ตรงนี้อาจจะเป็นถ้อยคำที่เบาไปหรือไม่ ซึ่งในการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงโทษสูงสุดคือการไล่ออก และที่ผ่านมานายเนตร นาคสุข ได้เคยยื่นหนังสือเพื่อขอลาออกจากราชการมาแล้ว 1 ครั้ง และครั้งนี้ก็ได้ยื่นเข้ามาใหม่อีก 1 ครั้งรวมเป็น 2 ครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัตินั้น ส่วนตัวต้องฝากไปยังอัยการสูงสุดช่วยพิจารณาหนังสือลาออกของนายเนตรอย่างถ่องแท้ โดยการจะอนุญาตให้ลาออกก่อนการพิจารณาสอบวินัยร้ายแรงนั้นสมควรหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ประชาชนรู้สึกถึงไม่สบายใจถึงความเชื่อมั่นของสำนักงานอัยการสูงสุดในความเที่ยงธรรมตรงไปตรงมาหรือไม่ 

ขณะเดียวกันหากหนังสือลาออกของนายเนตรเป็นผล ส่วนตัวมองว่าการการสอบคนที่ลาออกความชอบธรรมจะลดลง โดยมองว่าการสอบต้องการไปให้สุดทาง ซึ่งตนไม่มีหน้าที่ในการชี้ผิด ชี้ถูก แต่ต้องการสอบให้สุดทาง ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นที่สะเทือนใจต่อประชาชนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นองค์กรต้นเรื่องในการดูแลบุคลากรและฝ่ายบุคคลของสำนักงานอัยการสูงสุด มุมแรกคือต้องเน้นเรื่องการสอบวินัย และอีกหนึ่งมุมคือการดำเนินคดีอาญาในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการแสดงความเห็นเพื่อดำเนินคดีทางอาญาหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้ยังไม่เห็นมีการพูดถึงจากสำนักงานเอกการสูงสุดเลย 

ธีรัจชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยชุดของนายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ ได้มีความเห็นว่านายเนตรผิดวินัยไม่ร้ายแรง ในวันนั้นตนรู้สึกไม่สบายใจแต่พอวันนี้เปลี่ยนเป็นการสอบวินัยร้ายแรง ก็ถือเป็นมาตรฐานที่สูงขึ้น แต่ในเรื่องของคดีอาญาได้ดำเนินการแล้วหรือไม่ และกรณีของอดีตอัยการสูงสุดที่ได้ลาออกจากราชการ ในขณะการสอบสวนนายเนตรก่อนหน้านี้ จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบความเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้ลาออกในช่วงเวลานั้น จึงเป็นข้อกังขาที่ตนจำเป็นจะต้องตั้งประเด็นไว้ ว่าคณะกรรมการได้ทำอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ 

“คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.ได้ตั้งเรื่องรอไว้ขณะนี้เพื่อรอผลการพิจารณาต่างๆ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องเชิญฝ่ายอัยการสูงสุด ในส่วนประธานกรรมการอัยการ และคณะกรรมการสอบสวนวินัย เข้าชี้แจงเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่าที่ผ่านมาท่านได้กระทำอย่างไรเด็กกรณีดังกล่าวเพื่อให้เกิดความตรงไปตรงมา ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูกจริงๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำจริงๆ“ ธีรัจชัย กล่าว 

ทั้งนี้ ธีรัจชัย ยังกล่าวถึงกรณีการเปลี่ยนแปลงความเร็วรถจากเดิมที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด มาเป็นต่ำกว่ากฎหมายกำหนด ที่มีหลายฝ่ายมองว่าจะช่วยให้หลุดจากความผิดทั้งยวง และต่อมาทางกรรมาธิการ ป.ป.ช.ได้ติดตามมาโดยตลอดมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนในส่วนของตำรวจมาแล้ว ทางอัยการก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าอัยการท่านใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเปลี่ยนแปลงความเร็ว ท่านควรที่จะเปิดเผยให้ประชาชนได้ทราบว่าเป็นบุคคลใดเรื่องทางสำนักงานอัยการสูงสุดควรที่จะเปิดเผยและทำให้โปร่งใสได้แล้ว

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์