แฟลตดินแดง: มีข่าวแต่ไม่มีเสียง

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เรื่องราวของม๊อบดินแดงและแฟลตดินแดงเป็นข่าวทุกวัน แต่บางสิ่งบางอย่างกลับกลายเป็นเหมือนปล่องสูญญากาศ ถูกปล่อยทิ้ง เป็นข่าว แต่ไม่ปรากฎว่ามีใครได้ยิน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมูลนิธิผสานวัฒนธรรมลงพื้นที่แฟลตดินแดงเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้หาทางร้องทุกข์รับการเยียวยาจากรัฐบาล ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ แทบจะเป็นรายแรกๆ ที่ไปดำเนินการในเรื่องนี้

วันนั้นมีประชาชนกว่ายีสิบคนที่เดินเรื่องร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ พวกเขาเริ่มต้นที่การไปลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.ดินแดง คนที่ไปร้องเรียนมีความเดือดร้อนหลักๆ อยู่สองแบบ ส่วนหนึ่งทรัพย์สินได้รับความเสียหาย อีกส่วนคือคนที่ได้ลูกหลงจากการสลายการชุมนุม

สองสามีภรรยาชาวแฟลตดินแดงพาลูกสาวซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมแต่โดนกระสุนยางจากเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนหรือที่เรียกกันว่า คฝ.ที่วิ่งตามผู้ชุมนุมเข้าไปยิงใส่ เขาเปิดคลิปให้ดูพร้อมกับบอกว่ากลุ่มเจ้าหน้าที่ถลันกันเข้าสู่บริเวณใต้ถุนแฟลตและกราดยิงทั้งๆ ที่เห็นว่ามีชาวบ้านอยู่กับเป็นจำนวนมาก พ่อของเด็กสาวคนนั้นบอกผู้สื่อข่าวว่า ครอบครัวอยากจะฟ้องใครสักคน แต่ไม่รู้ว่าจะฟ้องใคร 

กรณีที่หนักสุด คือกรณีของเด็กหนุ่มสองคนที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์กันเดินทางออกมาจากพื้นที่แฟลตและโดนรุมทำร้าย 

หนึ่งในสองคนที่ถูกรุมทำร้ายเล่าว่า ในวันเกิดเหตุเขาขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปรับเพื่อนที่มีร้านขายของอยู่ข้างใน ขาออกจากพื้นที่ขับผ่านคนชุมนุมแล้วถูกกลุ่มคนวิ่งไล่ตามเพราะคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสายของตำรวจ พวกเขาวิ่งหนีขึ้นทางยกระดับแต่ไม่พ้น ชายหนุ่มที่ไปร้องเรียนบอกว่าตัวเขาเองโดนคนนับสิบหรือมากกว่าสิบรุมตี โดนฟันที่หัวและที่แขน วันที่ไปแจ้งความเขาพันแขนและหัวไปด้วย แต่อาการบาดเจ็บนี้ไม่หนักเท่าเพื่อนคนที่หนีไม่พ้นตัดสินใจกระโดดลงจากทางยกระดับ โชคดีของเขาที่ไปเจอสิ่งปลูกสร้างรองรับไว้

นี่คือกรณีที่มีรายงานกันไปก่อนหน้านั้น ว่ามีผู้ชุมนุมกระโดดหนีจากที่สูงลงไปเจอสิ่งปลูกสร้างและพบว่าปลอดภัยแล้ว ในความเป็นจริงเขาทั้งไม่ได้ไปชุมนุมและไม่ได้ปลอดภัย เด็กหนุ่มคนนั้นบาดเจ็บสาหัส วรชาติ อหันทริก ซึ่งไปช่วยเหลือกลุ่มประชาชนที่ต้องการร้องทุกข์เล่าว่า สภาพของเขาคือหลังหัก ขาหัก นอนอยู่ รพ.แห่งหนึ่งใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ข้อมูลขณะที่ไปร้องเรียนคือยังไม่ได้รับการผ่าตัด ครอบครัวตั้งความหวังว่าจะใช้เอกสารแจ้งความที่ได้จากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปขอรับความช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรมเพื่อให้กรมช่วยจ่ายเงินเยียวยาแล้วจึงจะนำเงินที่ได้ไปรักษาตัว โอกาสที่เด็กหนุ่มคนนี้จะได้รับความผลกระทบทางร่างกายอย่างถาวรมีสูงมาก

ในวันเดียวกันมีเจ้าหน้าที่ของกรมคุ้มครองสิทธิที่ได้รับการประสานงานจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้เดินทางไปรับเรื่องที่ สน.ดินแดงจากประชาชนที่ไปแจ้งความ จากการหาข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ก็ได้รับการบอกเล่าว่า เรื่องการจะจ่ายเงินเยียวยาหรือไม่นั้นยังจะต้องให้คณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนี้พิจารณาก่อน ดังนั้นเรื่องนี้ต้องใช้เวลาอย่างแน่นอน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจใน สน.ดินแดงก็ประกาศกับประชาชนที่ไปแจ้งความว่า เจ้าหน้าที่จะรับแจ้งความและพวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือหากพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับการชุมนุม นอกจากจะไม่ได้สิทธิอันนี้แล้วยังจะถูกดำเนินการในฐานะให้ข้อมูลเท็จ 

ประเด็นนี้สวนทางกับความเชื่อของผู้ที่ช่วยเหลือพาประชาชนไปร้องเรียน วรชาติระบุว่า ตามระเบียบของกรมคุ้มครองสิทธิที่เขียนเอาไว้ อ่านแล้วได้ความว่า ไม่ว่าผู้ได้รับผลกระทบจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือไม่ก็ตาม พวกเขาจะได้รับการช่วยเหลือ 

แต่ประเด็นสถานะของผู้ได้รับผลกระทบมีมากกว่าการให้ข้อมูลเท็จ มันกลายเป็นเรื่องของการเอาโทษคนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ในวันนั้นเจ้าหน้าที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรมพบว่ามีคนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมและบาดเจ็บจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้าทำอะไร เช่นยังมีเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่ไปสน.ดินแดงด้วยอาการเจ็บแขนเพราะโดน คฝ.ตีด้วยกระบอง หลังจากดูสถานการณ์การแจ้งความร้องทุก์แล้วเขาก็ตกลงใจว่าจะไม่แจ้งความ การเข้าร่วมการชุมนุมกลายเป็นเรื่องปิดปากคนอย่างเขาไปเนื่องจากเกรงจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีข้อหาไปร่วมชุมนุมแทนที่จะได้รับความช่วยเหลือ ขณะที่อีกด้านก็มีอาการเจ็บที่แขนและต้องการการรักษาพยาบาล เขายอมรับว่าไม่มีเงินไปรักษาในสถานพยาบาลเอกชน แต่หากจะใช้บัตรสามสิบบาทก็ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดเพราะภูมิลำเนาอยู่นอกกรุงเทพฯ ขณะที่การเดินทางช่วงโควิดระบาดอาจจะไม่ง่ายและใช้เวลา ประชาชนคนอื่นที่หวังดีในที่นั้นหลายคนแนะนำเขาให้ไปรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลรัฐในกรุงเทพฯเพราะถือว่าเป็นกรณีอุบัติเหตุต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนไม่จำเป็นต้องกลับบ้าน

นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวของคนที่เจ็บตัวเพราะ คฝ. ซึ่งต้องการจะแจ้งความดำเนินคดี แต่หลังจากที่ได้ยินว่าหากต้องการฟ้องร้องเอาเรื่อง สิ่งแรกที่จะได้แทนที่จะเป็นความช้วยเหลือแต่จะเป็นการจับกุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจฐานไปร่วมชุมนุม ประเด็นนี้ทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจ และหลายคนที่ไปร่วมชุมนุมและบาดเจ็บจึงได้แต่หลบไปรักษาตัวเอาเองแบบเงียบๆ ไม่มีใครรู้ว่าคนกลุ่มนี้มีมากน้อยเพียงใด รู้แต่เพียงว่ามีจำนวนไม่น้อยเพราะแต่ละคืนมีคนโดนทั้งสิ้น

เรื่องนี้จึงกลายเป็นปัญหาปลายเปิดที่ไม่ได้รับการจัดการและดูแล

ขณะที่อีกด้าน ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่แฟลตดินแดงก็ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องทางกายภาพ แต่ความชุลมุนและเหตุการณ์ล้วนมีผลต่ออารมณ์ สร้างความตึงเครียด ส่งผลการใช้ชีวิตและการทำมาหากินของผู้คน สตรีวัยวัยกลางคนที่อยู่บ้านคนเดียวเล่าว่า ตัวเธอเองนอนไม่หลับมาเป็นเดือนแล้วเพราะเสียงจากการปะทะและการสลายการชุมนุมที่เกิดอย่างต่อเนื่อง หลายหนต้องหลบไปนอนบ้านเพื่อน แต่ก็แน่นอนว่านอนได้ไม่กี่วันก็จำเป็นต้องกลับบ้านตัวเอง ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงอารมณ์หวาดกลัวเพราะอยู่คนเดียวโดยเฉพาะยามดึกที่มีเหตุเกิดขึ้นด้านนอก

สุภาพสตรีผู้นี้ให้ความเห็นว่า การชุมนุมหนนี้ต้องอาศัยหลายฝ่ายช่วยกันดับไฟ เธอชี้ว่าปัญหาระดับนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะฝากความหวังให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยอย่าง คฝ.เป็นคนจัดการแก้ปัญหา คนเหล่านั้นทำได้อย่างมากเท่าที่พวกเขาจะทำได้เท่านั้น เธอเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองของประเทศต้องรับผิดชอบ “ถ้าเรามีปัญหากับบริษัท ไปเจรจากับยามมันจะได้อะไร ยามจะทำอะไรได้” เธอว่า

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ปรากฎว่ามีนักการเมืองหรือคนในฝ่ายรัฐบาลที่ลงพื้นที่ไปแสวงหาหนทางแก้ปัญหากับประชาชนแต่อย่างใด เธอถามหานักการเมืองเจ้าของพื้นที่ ถามหา สส. "อาจจะมีที่ลงมาก็เอาของมาแจก แจกของมันไม่ได้แก้ปัญหา" 

เธอบอกว่า เธอรู้สึกว่าชาวบ้านถูกทอดทิ้ง

ความเห็นของเธอออกมาแนวเดียวกันกับคู่สามีภรรยาที่ลูกสาวโดนกระสุนยางจาก คฝ. คนที่เป็นพ่อคุยว่า สิ่งสำคัญที่ควรเกิดขึ้นแต่ยังไม่มีใครริเริ่ม ก็คือต้องหาทางออกด้วยการเจรจา และเขาเห็นว่าคนที่ควรจะริเริ่มก็คือรัฐบาลเพราะเป็นผู้ใหญ่กว่า
 
ทว่านอกจากจะยังไม่ปรากฎว่าจะมีการเจรจา สิ่งที่เกิดขึ้นคือสถานการณ์ที่กำลังกลายเป็นการบ่มเพาะบรรยากาศของความเครียด การเผชิญหน้าและความไม่ไว้วางใจมากขึ้นในระหว่างหมู่ผู้คนด้วยกัน
 
หลายคนเชื่ออย่างจริงจังและยืนยันว่ามีสายสืบตำรวจแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มชาวแฟลตและผู้ชุมนุม และนี่จึงเป็นผลทำให้เด็กหนุ่มสองคนโดนรุมทำร้ายดังที่ว่า

เรื่องของความไม่ไว้วางใจหรือระแวงแคลงใจต่อคนแปลกหน้ามีอาการส่อเค้าให้เห็นได้อย่างชัดเจน อย่างน้อยผู้หญิงที่บ่นเรื่องไม่มีนักการเมืองลงพื้นที่ไปรับเรื่องหรือหาทางแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านก็ยืนยันไม่ให้สัมภาษณ์แบบเปิดหน้า เธอบอกว่าเธอทำไม่ได้เพราะที่นั่น "คนก็มีหลายความคิด" 
 
ดูจากภายนอก บรรยากาศในย่านแฟลตดินแดงในเวลาที่ไม่มีการชุมนุมนับว่าไม่ต่างไปจากชุมชนอื่นๆ มันเหมือนกับว่าชีวิตดำเนินไปตามปกติ บางช่วงเวลาคนน้อยเพราะผลกระทบจากโควิดระบาด แต่ในยามเย็นจะมีประชาชนออกมาจับจ่ายซื้อหาอาหารกัน บางวันอาจมีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเฝ้าแต่ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ใต้ทางด่วนหรือไม่ก็แยกประชาสงเคราะห์และบนถนนจตุรทิศ-ดินแดง ส่วนถนนเส้นในชุมชนพบว่ามีประชาชนเดินกันขวักไขว่ซื้อหาข้าวของตามปกติ แต่ทว่าถ้าคุยกับบางคนโดยเฉพาะที่อยู่ในจุดที่ใกล้พื้นที่ชุมนุมและปะทะก็จะพบเห็นร่องรอยความเหน็ดเหนื่อยและความเครียดบนใบหน้าพวกเขาอย่างชัดเจน 

มอเตอร์ไซค์รับจ้างรายหนึ่งที่อยู่ซอยข้างแฟลตหนึ่งพูดไม่ต่างไปจากพ่อของเด็กสาวที่โดนลูกหลงและสตรีกลางคนคนนั้น เขาบอกว่า ชาวบ้านคาดหวังว่ารัฐบาลจะหาทางเจรจากับผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก เขาเกรงว่าปล่อยทิ้งเอาไว้ปัญหาจะยืดเยื้อและไม่มีใครได้อะไรจากการเผชิญหน้านี้ เพราะสิ่งที่ผู้ชุมนุมต้องการ เจ้าหน้าที่ก็ให้ไม่ได้ ต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้น

“เอา คฝ.มาไล่เด็กมันจะได้อะไร” 
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์