'สนธิญาณ' ย้ำเตือนคนไทย 'รักพ่อ ก็ต้อง รักลูกด้วย' 

ผู้ก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย รำลึก ร.9 พร้อมย้ำเตือนคนไทย 'รักพ่อ ก็ต้อง รักลูกด้วย' เพราะลูกของท่านก็เดินตามรอยท่าน ระบุเวลาครองราชย์ต่างกันจึงไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกันได้ แต่สิ่งประจักษ์ชัดคือความกตัญญู ทศพิธราชธรรมและเลือดขัตติย

เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา ยูทูบช่อง 'ทิศทางไทย' เผยแพร่คลิปวิดีโอของ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม นักธุรกิจด้านสื่อ นักเคลื่อนไหวการเมือง ผู้ก่อตั้งองค์กรฝ่ายขวาอย่าง สถาบันทิศทางไทย กล่าวรำลึกถึงเหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ระบุด้วยว่าคนไทยควรจะได้ตระหนักและเดินตามรอยพระยุคลบาท

"วันนี้คนไทยเราควรจะได้ตระหนักและก็ถามตัวเองสักทีหนึ่งว่าเกิดมาแล้วนอกเหนือจากที่เรามีคำถามว่าแผ่นดินหรือประเทศนี้ให้อะไรกับเราแล้ว เราเองได้ทำอะไรหรือให้อะไรกับแผ่นดินนี้บ้าง" ผู้ก่อตั้งสถาบันทิศทางไทยกล่าว พร้อมกล่าวด้วยว่าวันนี้เราอยู่ในสถาการณ์โลกที่มีภัยความขัดแย้งรุนแรง ทั้งโรคระบาดโควิด 19 ขณะที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่งที่คิดโค้นล้มสถาบันกษัตริย์หรือเปลี่ยนแปลงสถาบันกษัตริย์โดยการรับใช้ชาติมหาอำนาจ พวกนี้ทำอย่างเปิดเผย พูดอย่างเปิดเผย รับเงินต่างชาติอย่างเปิดเผย ภายใต้กรอบและข้ออ้างคำว่าประชาธิปไตย

สนธิญาณ ชี้ด้วยว่าเหตุที่ต่างชาติพุ่งมาที่ประเทศไทยเพราะยุทธศาสตร์ความขัดแย้งอยู่ที่ทะเลจีนใต้ การที่เบนเป้ามาที่ประเทศไทย เพราะคิดว่าการที่พระเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ต่อจาก ร.9 กำลังเป็นจุดอ่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเขาคิดผิดอย่างสิ้นเชิง ความจริงคนไทยยังคงจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไม่เสื่อมคลาย แม้จะมีเด็กรุ่นใหม่ถูกปลุกปั่นด้วยข้อมูลบิดเบือน แต่ท้ายที่สุดความจริงก็ต้องปรากฏขึ้น

เลือดขัตติยกษัตริย์เข้มข้น แม้แต่ละคนมีอุปนิสัยลักษณะนิสัยไม่เหมือนกัน

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ มีลูก 4 คน เป็นผู้หญิง 3 คน ผู้ชาย 1 เพียงคนเดียว เหมือนประชาชนคนไทยคนอื่นๆ เหมือนคนทั้งโลก ลูกแต่ละคนต่างก็มีอุปนิสัยลักษณะนิสัยที่ไม่เหมือนกัน แต่เลือดของเลือดขัตติยะกษัตริย์นั้นเข้มข้นกว่าคนธรรมดา เพราะฉะนั้นเราอาจจะชอบหรือไม่ชอบบางพระองค์ แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือว่าลูกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทุกพระองค์ล้วนทุ่มเททำงานให้กับคนไทยไปตามแนวทางที่ตัวเองถนัด"

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.10 เมื่อยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นพระบรมโอรสาธิราชผู้คนก็จับจ้องมองไปที่พระองค์ท่านว่าเดี๋ยวก็เปลี่ยนพระภรรยาเจ้า เดี๋ยวก็เปลี่ยนพระภรรยาเจ้า เดี๋ยวก็เปลี่ยนพระภรรยาเจ้า ซึ่งแน่นอนในแง่มนุษย์ปุถุชน ในแง่รายละเอียดของจิตใจไม่มีใครสามารถที่จะรู้และลึกซึ้งเข้าใจเท่ากับตัวของพระองค์เอง และก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่เมื่อจำเป็นจะต้องมีเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือจำเป็นต้องตัดสินใจทุกคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง และนั่นเป็นเรื่องส่วนตัว" สนธิญาณ กล่าว

ระบุด้วยเวลาครองราชย์ต่างกันจึงไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกันได้

"หลายคนชอบเอาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.10 ไปเปรียบเทียบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 พระราชบิดา ซึ่งไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกันได้เลย เพราะอะไร เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 นั้น ทรงครองราชย์อย่างยาวนานถึง 70 ปี ภายใต้ 70 ปี ในฐานะกษัตริย์นักพัฒนามีโครงการต่าง ที่ได้ทำขึ้น 3, 4 พันโครงการ ประชาชนเห็นจนเจนตา แต่ว่าประชาชนคนไทยลืมไปว่าในทุกแห่งทุกหนที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จไปเยี่ยมเยียนประชาชนนั้น ลูกของพระองค์ท่านทุกพระองค์ต่างเสด็จเคียงคู่ไปกับพระองค์ท่าน โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.10"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.10 เป็นนักการทหาร เป็นที่ประจักษ์ชัด โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 29 ต.ค.2519 ที่ออกรบกับทหารที่บ้านหมากแข้ง อ.ด่านซ้าย จ.เลย และในราชวงศ์จักรีมีกษัตริย์เพียง 3 พระองค์เท่านั้นที่เคยออกรบ คือ ร.1 ร.2 และ ร.10 จะเห็นได้ว่าแต่ละพระองค์มีคุณลักษณะและความสามารถที่แตกต่างกัน

ความกตัญญู ทศพิธราชธรรมและเลือดขัตติย

"อย่าพยายามเอง 2 พระองค์ไปเปรียบเทียบกัน ร.9 ทรงครองราชย์ 70 ปี ซึ่งในขณะนั้น ร.10 ดำรงตำแหน่งเป็นพระบรมโอรสาธิราชยาวนานถึง 45 ปี ใน 45 ปีนั้น ท่านไม่สามารถที่จะไปทำงานอะไรที่จะทำให้เห็นว่าไปเปรียบเทียบพระบารมีกับพระราชบิดาองท่านได้" สนธิญาณ กล่าว พร้อมระบุว่าพระองค์ท่านเรียนรู้ที่จะตามรอยเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีตามรอยพระราชบิดาอย่างแน่นอน ด้วยเลือดขัตติยพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จึงมีธรรมอันหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวและปฏิบัติสืบต่อกันมานั่นก็คือทศพิธราชธรรม

ร.10 มีความกตัญญู โดยปฐมบรมราชโองการ ร.9 ที่ว่า " เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ส่วน ร.10 มีปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” ซึ่งเปรียบเสมือคำสัญญาต่อประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าจะทำในสิ่งที่ ร.9 ได้ทำไว้ เป็นการเดินตามรอยพระราชบิดา และอย่าลืมว่าเราอย่าเอาไปเปรียบเทียบ

ย้ำเมื่อรักพ่อ เราจะต้องรักลูกของท่านด้วย เพราะลูกของท่านก็เดินตามรอยท่าน

ผู้ก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย กล่าวด้วยว่า มีการโจมตีเรื่องการจัดการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งคณะราษฎรหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง เข้ามายึดเอาพระราชทรัพย์ของบรรพบุรุษที่ราชวงศ์จักกรี โดยเฉพาะ ร.5 ได้พระราชทานให้ลูกหลาน การไปโจมตีว่าเอาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาตัดสินใจด้วยตัวพระองค์ท่านเอง ทั้งที่สิ่งเหล่านี้คาราคาซัง หน่วยราชการต่างๆ ต้องอยู่ภายใต้สำนักงานทรัพย์สิน ซึ่งในขณะนั้นอำนาจทางการเมือง รมว.คลัง ของทุกรัฐบาลคลุมอยู่ ไม่รู้จะถูกจัดการเมื่อไหร่ การเมืองจะเปลี่ยนไปเมื่อไหร่ จะถูกยึดคืนเอากลับเมื่อไหร่นั้นจึงเป็นความชัดเจน พระองค์ท่านยังพระราชทานที่ดินในส่วนอื่นๆ อีกหลายที่ที่ไม่ได้ปรากฏเป็นข่าว มีแต่คำโจมตี มีแต่คำกล่าวหา พระองค์ท่านปิดทองหลังพระ ส่วนราชการที่รับมาแล้วแทนที่จะขยายต่อเนื่องกลับไม่ทำ รับมาแล้วก็เงียบไป

"วันนี้เราควรรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 แต่เราจะต้องระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.10 อย่างต่อเนื่องไปด้วย เหมือนกับที่พระองค์ท่านบอกว่าพระองค์ท่านจะสืบสาน รักษา และต่อยอด เราเองก็เหมือนกัน จะต้องสืบสาน รักษา และต่อยอด สถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่กับสังคมไทย ไม่ให้คนจำนวนหนึ่งที่บ้าคลั่งประชาธิปไตยแบบจอมปลอมแบบตะวันตกและไปรับงานมาจากมหาอำนาจมาบั่นทอนสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่ได้ไปบอกให้ต่อสู่เข่นฆ่า พวกเราทำงานให้กับประเทศชาติบ้านเมือง ประเทศชาติของเราถามตัวเราเองว่าเราให้อะไรให้กับประเทศชาติบ้างนอกเหนือถ่อยคำการด่า การขัดแย้ง

และข้อสรุปสุดท้ายพวกเราทุกคนเมื่อรักพ่อ เราจะต้องรักลูกของท่านด้วย เพราะลูกของท่านก็เดินตามรอยท่าน เพียงแต่ระยะเวลาในการทำงานน้อยกว่าที่พ่อทำมากเป็นระยะเวลาถึง 70 ปี แต่ท่านทำมา 5 ปี และได้ขึ้นครองราชย์ช่วงอันสูงวัย พูดมาทั้งหมดเพื่อรักษาราชวงศ์จักกรีไว้ให้อยู่" ผู้ก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย กล่าวทิ้งท้าย

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์