ชนพื้นเมือง กาแฟ...วิถีที่พึ่งพา ดูแลป่าให้ยั่งยืน กับปัญหาของนโยบายทวงคืนผืนป่า

ทำความรู้จัก 4 แบรนด์กาแฟ ของกลุ่มชาติพันธุ์ชนพื้นเมืองในหลายๆ พื้นที่ทางภาคเหนือ กับปัญหาของนโยบายทวงคืนผืนป่า ที่ย้อนแย้งกับวิถีชีวิต วิถีชุมชนคนอยู่กับป่าในหลายพื้นที่

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า หลายสิบปีที่ผ่านมา หลายพื้นที่หลายชุมชนบนดอยสูงนั้นได้ถูกกระแสทุนรุกคืบเข้าไปโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ชุมชนชาติพันธุ์ ชนพื้นเมืองตั้งรับกันไม่ทัน  เกิดการเปลี่ยนแปลง เริ่มปรับเปลี่ยนจากวิถีดั้งเดิม กลายเป็นเกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยว ที่กลุ่มทุนและรัฐเข้าไปส่งเสริมอย่างเช่น ข้าวโพด จนมีการขยายพื้นที่ไปมากขึ้นๆ ตามลำดับ จนกระทั่งเกิดวงจรอันเลวร้ายที่ยากจะสลัดถอนออกไปได้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ หนี้สิน ดินตาย น้ำแล้ง ป่าหาย ชีวิตล้มป่วยด้วยสารเคมี ฯลฯ

ในขณะที่กระแสสังคมเมืองข้างล่าง ก็โหมกระหน่ำโจมตีกล่าวหากลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์คือตัวการทำลายป่า ทำให้น้ำท่วม น้ำแล้ง หนำซ้ำยังสร้างปัญหาหมอกควันไฟป่าเกือบทุกปี อีกทั้งภาครัฐ เริ่มใช้มาตรการที่สวนทางกับวิถีชุมชนดั้งเดิม พยายามใช้อำนาจเข้าไปบีบบังคับชาวบ้าน ผ่านนโยบายทวงคืนผืนป่า และใช้มาตรการกดดัน จนไปกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนคนอยู่กับป่าดั้งเดิม จนกลายเป็นประเด็นความขัดแย้ง เหมือนไม่มีวันที่สิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อหันไปมอง ยังมีอีกหลายๆ ชุมชนบนดอย หลายๆ พื้นที่ในภาคเหนือ พยายามยืนหยัดต่อสู้ เรียกร้องรักษาสิทธิ และพยายามเรียนรู้ปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับผืนดินผืนป่าที่เขาอาศัยอยู่มานานหลายชั่วอายุคน ว่าจะทำอย่างไรถึงจะอยู่ได้อย่างพัฒนาและยั่งยืน

การรวมกลุ่มกันในเรื่องของการปลูกกาแฟออร์แกนิก กาแฟอินทรีย์ใต้ร่มเงาของป่า จนกลายเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ทำกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่การปลูกกาแฟ การดูแลรักษา และการแปรรูปกาแฟให้มีคุณภาพ จนกลายเป็นแบรนด์กาแฟอราบิก้าท้องถิ่น เกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชนบนดอยของตนเอง

แบรนด์กาแฟเหล่านี้ คือบทสะท้อนและยืนยันให้สังคมข้างล่าง และคนทั่วไปได้สัมผัสและรับรู้ว่า จริงๆ แล้ว คน อยู่กับป่า อย่างพึ่งพาและเกื้อกูลกัน และยังสามารถตอบโจทย์ได้ว่า การปลูกกาแฟออร์แกนิกใต้ร่มเงาของป่า ของชนพื้นเมืองบนดอยสูงนั้น นอกจากจะช่วยสร้างรายได้แล้ว ยังมีส่วนช่วยกันดูแลป่าไปพร้อมๆ กันด้วย

มีรายงานพบว่า ตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ได้มีการทำวิจัยเปรียบเทียบผลดีผลเสียของการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ออกมามากมาย ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่ได้ข้อสรุปตรงกันว่าหากดำเนินการตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่มีการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด การปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ให้ผลดีกว่าการปลูกแบบอุตสาหกรรมกลางแจ้งในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่รสชาติที่ดีกว่า เพราะในร่มเมล็ดกาแฟจะสุกช้าๆ ทำให้มีน้ำตาลในธรรมชาติสูงกว่า ส่งผลให้กาแฟมีรสชาติที่ลุ่มลึกและมิติมากกว่า  ปลอดภัยกว่า เพราะไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมี ตรงข้ามกับวิธีปลูกแบบปกติที่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงสูงมาก

สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เพราะการปลูกใต้ร่มไม้ช่วยทำให้เกิดความชุ่มชื้นในดิน ลดการกัดเซาะหน้าดิน และช่วยกักเก็บคาร์บอนไดอ็อกไซด์ได้มากกว่า มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงขึ้น เพราะส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์หย่อมป่าที่เหลืออยู่ ทำให้เอื้อประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพโดยเฉพาะนกอพยพ

ว่ากันว่า ทั่วโลกทุกวันนี้ ตลาดกาแฟที่ปลูกใต้ร่มไม้ เติบโตขึ้นตามลำดับ และมีมูลค่ากว่า พันล้านบาทเฉพาะในตลาดที่สหรัฐอเมริกา แต่นั่นก็ยังคิดเป็นเพียง 1–2% ของมูลค่าตลาดกาแฟโดยรวมเท่านั้น การส่งเสริมการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้จึงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก หากผู้ดื่มและผู้ขายกาแฟแสดงเจตจำนงที่ต้องการซื้อกาแฟจากระบบการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น

ชาวต่างชาติมาศึกษาดูงาน การปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ในป่า (ที่มาภาพ : กาแฟ Lapato)

สำหรับในประเทศไทย การส่งเสริมการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้เชิงอนุรักษ์น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างหนึ่งที่สามารถส่งเสริมควบคู่ไปกับการฟื้นฟูป่าบนเขาหัวโล้นในหลายๆพื้นที่ เพราะอย่างน้อยก็เป็นทางเลือกให้เกษตรกรมีรายได้ที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและธรรมชาติรอบตัว

เราไปทำความรู้จักที่มาของแบรนด์กาแฟ ของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ในหลายๆ พื้นที่ทางภาคเหนือกันดีกว่า

1. LAPATO Organic Coffee

LAPATO :เลพาทอ กาแฟอินทรีย์ของชาวปกาเกอะญอ กลุ่มวิสาหกิจเกษตรอินทรีย์ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

LAPATO : เลพาทอ เป็นภาษา ปกาเกอะญอ  ที่เรียกชื่อของยอดเขาที่มีหน้าผาสูงชื่อว่า ‘ผาแง่ม’ เทือกเขานี้ คือ ต้นกำเนิดของแม่น้ำวางที่ไหลมาสมทบแม่น้ำขานสู่แม่น้ำปิง ซึ่งถือเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญอีกสายหนึ่งของชาวเชียงใหม่  ในพื้นที่แห่งนี้มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่โอบล้อมด้วยภูเขาและป่าไม้อยู่ด้านหลังดอยอินทนนท์ เป็นพื้นที่ของพี่น้องชาวปกาเกอะญอที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับผืนป่ามาอย่างยาวนาน หมู่บ้านนี้ คือ หมู่บ้านหนองเต่า ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่  เป็นแหล่งกำเนิด กาแฟในชื่อ ‘ LAPATO ’ 

สมคิด ตุ้มอินมูล เจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรยั่งยืน ของสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ บอกเล่าให้ฟังว่า  ก่อนจะมาเป็น เลพาทอ ว่าในช่วงปี 2550 เขาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรยั่งยืน รับมอบหมายให้รับผิดชอบช่วยส่งเสริมเกษตรยั่งยืนให้กับเครือข่ายการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำวางตอนบน ซึ่งประธานเครือข่ายคือ บุเจ้ ไศลทองเพริศ ณ ตอนนั้น ยังดำรงตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่วิน

“นายกอบต.ได้มอบหมายให้ กวิ๊ หรือ อำนวย  นิยมไพรนิเวศน์ ซึ่งเป็นเลขานุการ อบต.แม่วิน ร่วมกับ ผมช่วยกันคิดค้นกิจกรรมการต่อยอด พืชผัก ไม้ผล ที่มีอยู่แล้วในตำบลแม่วิน ให้คนที่อยู่กับป่าตำบลแม่วินให้มีรายได้ ให้มีความมั่นคงที่จะอยู่กับพื้นที่อย่างยั่งยืน  ด้วยการศึกษาค้นหาพืชที่จะอยู่ร่วมกับป่าได้ สร้างรายได้ สร้างความมั่นคงให้คนอยู่กับป่าได้ ในตอนนั้น ทางกลุ่มเริ่มมีการศึกษาหาความรู้ และออกไปศึกษาดูงานในพื้นที่ต่างๆ เช่น การแลกเปลี่ยนความรู้ และศึกษาดูงาน การปลูกผักอินทรีย์ การเลี้ยงวัว ของสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ แม่ทา ต. แม่ทา จ. เชียงใหม่  ไปศึกษาดูงาน และศึกษากระบวนการการผลิตกาแฟอราบิก้า บริษัทดอยช้าง จ.เชียงราย ไปดูงานร้านกาแฟอาข่าอาม่า จ.เชียงใหม่ ไปดูงานกาแฟออแกนิคบ้านขุนลาว  จ.เชียงราย นอกจากนั้น ยังได้เข้าร่วมอบรมการผลิตกาแฟอราบิก้าคั่วบดสำหรับเกษตรกร ณ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมที่สูง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่นที่ 3/2552 ”

หลังจากนั้น ทุกคน ได้กลับพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ว่าเราจะเลือกทำกิจกรรมอันไหนดี

“ในที่สุด เราสรุปกันว่า น่าจะเริ่มทำกาแฟอินทรีย์ เพราะกาแฟนั้นสร้างรายได้  เก็บได้นาน กาแฟสามารถปลูกร่วมกับไม้ป่าในไร่หมุนเวียนเดิมได้ กาแฟป้องกันดินถล่มได้” 

เขาจึงได้ทำโครงการร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลแม่วิน มีการเชิญทีมวิทยากรจากศูนย์วิจัยและฝึกอบรมที่สูง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาอบรมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต.แม่วิน ที่สนใจปลูกกาแฟ ประมาณ 40 คน จาก 14 หมู่บ้าน ที่บ้านหนองเต่า จากนั้น อบต.แม่วิน ช่วยสนับสนุน ให้เพาะกล้าพันธุ์กาแฟ จำนวน 200,000 ต้น ได้แจกจ่ายกล้ากาแฟให้กับเกษตรกร 70,000 ต้น อีกทั้งได้ช่วยกันทำปุ๋ยหมัก 700 กระสอบ แจกจ่ายใน 14 หมู่บ้าน พบว่าเกษตรกรปลูกกาแฟเพียงใช้เป็นสัญลักษณ์การใช้ประโยชน์ของที่ดิน  แต่ไม่สามารถตอบโจทย์ในด้านเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เลย

กวิ๊ อำนวย นิยมไพรนิเวศน์ กับสมคิด ตุ้มอินมูล สองผู้มีบทบาทกำเนิดกาแฟ เลพาทอ :LAPATO

ในปี 2553 จำเป็นต้องเอาจริงจังกับการสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้เห็นรูปธรรม เนื่องจากที่ผ่านมา เรา 2 คน ใช้ฐานหมู่บ้านเครือข่ายการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำวางตอนบนในการเคลื่อนกิจกรรมซึ่งกระจายไม่ได้เจาะจงพื้นที่ จึงไม่สามารถคาดหวังผลผลิตกาแฟเพื่อมาทำการตลาดได้  จึงปรึกษากันว่าการจัดระบบการจัดการกาแฟใหม่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

“เรามีการรวมกลุ่มเกษตรกร จนกลายเป็นกลุ่มวิสาหกิจ โดยได้เน้น 3 หมู่บ้านที่มีกาแฟ คือ หมู่บ้านหนองเต่า หมู่บ้านห้วยอีค่าง หมู่บ้านทุ่งหลวง”

โดยพื้นที่ต้นน้ำนั้น มีการจัดตั้งองค์กรผู้ประกอบการในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ประธานกลุ่มวิสาหกิจ โดย กวิ๊- อำนวย  นิยมไพรนิเวศน์ มาร่วมถือหุ้นกับ สมคิด  ตุ้มอินมูล, สุนันทา ตุ้มอินมูล และพิกุล  จันทกูล ร่วมกันจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญเลพาทอ กันขึ้นมา เป้าหมายก็เพื่อเป็นองค์กรทำตลาด และสื่อสารกับผู้บริโภคให้เข้าใจการทำกาแฟเพื่ออนุรักษ์ป่า  และจัดสรรกำไรคืนให้กับเครือข่ายการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำวางตอนบน ไปทำกิจกรรมการอนุรักษ์ป่า เช่น ทำแนวกันไฟ  บวชป่า สืบชะตาแม่น้ำ เป็นค่าอาหารให้คณะกรรมการเครือข่ายได้ประชุมปรึกษา แก้ไขปัญหาเรื่องป่าไม้ที่ดินในเขตป่า เป็นต้น

ส่วนพื้นที่กลางน้ำ ก็ให้มีจุดแปรรูปควบคุมคุณภาพการผลิตกะลากาแฟ

สมคิด ตุ้มอินมูล ผู้ร่วมก่อตั้ง เลพาทอ บอกว่า เป้าหมายเลพาทอ คือ สนับสนุนให้คนอยู่กับป่า หมายความว่า คนต้องดูแลป่า คนจะอยู่กับป่าได้ ต้องมีปัจจัยหลายด้าน คือ  ความมั่นคงทางอาหาร วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม มีสุขภาพที่ดี และมีสวัสดิการด้วย

“การส่งเสริมการปลูกกาแฟไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมด  เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้น เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงเพื่อตอบโจทย์ปัญหาอื่นๆ  เรามั่นใจว่า เรามีต้นทุนของชุมชนในเรื่อง กาแฟ ซึ่งมีมายาวนาน อีกทั้งยังได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐที่เปลี่ยนจากพื้นที่การปลูกฝิ่น มาปลูกกาแฟทดแทน  ทั้งยังมีหน่วยงานศูนย์วิจัยเกษตรหลวงขุนวางที่อยู่ในพื้นที่ได้เป็นหน่วยงานสนับสนุนความรู้ ค้นคว้าวิจัยสายพันธุ์กาแฟ เพื่อส่งเสริมปลูกกาแฟในพื้นที่ มีองค์ความรู้ในการผลิตกาแฟที่มีอยู่แล้วจำนวนมาก เหล่านี้สามารถส่งเสริมต่อยอดยกระดับให้มีประโยชน์กับชุมชนได้ โดยเฉพาะผู้นำชาวบ้านหลายท่านที่ต่อสู้ให้คนอยู่กับป่า เช่น นายบุเจ้  ไศลทองเพริศ ชนเผ่าปกาเกอะญอ อดีตนายก อบต.แม่วิน ผู้ที่สนับสนุนทำกาแฟเลพาทอมาอย่างต่อเนื่อง คอยให้คำปรึกษาชี้แนะแนวทางให้เลพาทอ ทำธุรกิจกาแฟที่ชุมชนมีส่วนร่วม ให้เอื้อประโยชน์กับผู้ประกอบการ เอื้อประโยชน์กับชุมชน และให้เลพาทอเป็นหน่วยช่วยระดมทุนเพื่อรักษาป่ารักษาสิ่งแวดล้อม”

ปัจจุบัน มีชาวบ้านในชุมชนที่เข้าร่วมการพัฒนากาแฟ คือหมู่บ้านหนองเต่า หมู่บ้านห้วยอีค่าง หมู่บ้านป่าไผ่ หมู่บ้านห้วยหอย ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ 

กวิ๊ - อำนวย นิยมไพรนิเวศน์  แกนนำเกษตรอินทรีย์บ้านหนองเต่า และหนึ่งในผู้ประกอบการ LAPATO บอกเล่าว่า พื้นที่ลุ่มน้ำวางตอนบน  เป็นที่พื้นที่อาศัยของกลุ่มชนเผ่า 3 ชนเผ่า คือ พี่น้องพื้นเมือง ม้ง และปกาเกอะญอ  พื้นที่แม่วินหรือเครือข่ายลุ่มน้ำวาง เมื่อหลายสิบปีก่อนเราเคยเจอเรื่องความไม่เป็นธรรมในเรื่องที่ดิน การประกาศอุทยานฯ ทับที่ทำมาหากินของเรา  ชาวบ้านโดนไล่ให้คนออกจากป่า พ่อแม่พี่น้องต้องไปหน้าศาลากลาง หน้าทำเนียบ เพื่อต่อสู้เรื่องที่ดินทำกิน  ผู้นำครอบครัวหลายคนต้องออกไปเพื่อต่อสู้ พอผู้นำครอบครัวออกไป ก็เริ่มเกิดปัญหาในครอบครัว ไม่มีรายได้ ทุกคนเหนื่อยล้ามาก เราต้องสู้กับความไม่เป็นธรรมของที่ดินของเรา ทุกคนต่างต้องช่วยกันทำมาหากินเพื่อหารายได้เพื่อความอยู่รอดของเรา แต่เราก็ไม่เคยทำลายป่า เราไม่ทำลายบ้านของเราเอง เพราะมันคือที่อยู่ ที่ทำกินของเราที่เราต้องรักษาไว้

กวิ๊ เล่าให้ฟังอีกว่า ต่อมากระแสการพัฒนาชุมชนก็เริ่มเข้ามาพัฒนาการทำเกษตรในพื้นที่ของชาวบ้าน ปรากฏว่าให้เกษตรกรใช้สารเคมีเยอะมาก เข้ามากระทบและทำลายทรัพยากร ซึ่งเมื่อก่อนปกาเกอะญอมีการทำไร่หมุนเวียน ทำนา นั้นเป็นวิถีดั้งเดิม  แต่ยุคหนึ่งได้มีหลายหน่วยเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเกษตรพื้นที่สูงหรือหน่วยงานอื่น ๆ  เอาพืชผักมาจากข้างนอกมาให้เราปลูก ไม่ใช่พืชผักดั้งเดิม เป็นพืชจากต่างประเทศ เป็นพืชเมืองหนาว เวลามามันไม่ได้มาแค่พืช มันต้องมีอย่างอื่นตามเข้ามาช่วย ทั้งปุ๋ยทั้งสารเคมี พืชแต่ละตัวก็มีสารเคมีที่ใช้แตกต่างกันไป บ๊วยต้องใส่ตัวนี้ อะโวคาโดต้องใส่ตัวนี้ พลับต้องใส่ตัวนี้ คือเขาแนะนำอะไรมาชาวบ้านก็ทำ อันนั้นก็เป็นช่วง 40 กว่าปีที่ผ่านมา

กาแฟ ก็เป็นอีกหนึ่งตัว ที่เจ้าหน้าที่เข้ามาส่งเสริมในขณะนั้น

“กาแฟก็เป็นพืชอีกตัวหนึ่งที่เข้ามาเมื่อ 40 ปีที่แล้วในรุ่นปู่รุ่นย่า เป็นโครงการของ UN (องค์การสหประชาชาติ) เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกาแฟ กาแฟใช้เวลา 3 ปีกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ พอ 3 ปีเก็บเกี่ยวได้รัฐจะรับซื้อคืน ซื้อแบบเชอรรี่เมล็ดกาแฟ ชาวบ้านบางคนก็แปรรูปเองบ้าง แต่ว่าตำด้วยครกกระเดื่องตำข้าว เอาเปลือกออก ต้องเอามาล้าง  ขั้นตอนยุ่งยากมาก ชาวบ้านก็เลยไม่สนใจ พอ 2-3 ปีผ่านไป พืชตัวอื่นก็เข้ามาอีก เริ่มมีบ๊วย พลับ สาลี่ มาทีละตัว เป็นวงจร ให้พืชมา  ส่งเสริมให้ปลูก  ซื้อคืน แล้วก็ปล่อยทิ้ง พืชตัวอื่นก็มาต่อ ทุกคนก็ตามไปปลูกตัวใหม่ กาแฟตัวเก่าก็ทิ้งไป บางคนก็มีพื้นที่ไม่พอ พืชตัวใหม่มาก็ตัดทิ้งบ้าง กาแฟชาวบ้านก็ไม่รู้จัก กินก็ไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่พืชดั้งเดิมของชาวบ้าน รุ่นต่อมาบ๊วย พลับ  ได้ผลผลิตก็แนวเดียวกัน ได้ผลผลิตมาก็รับซื้อคืน  ช่วงนั้นก็เหมือนกับว่ามันไม่ค่อยมีคนรู้จัก กินกันไม่เป็น พอไม่ค่อยได้ขายก็ทิ้งอีก จะให้ชาวบ้านกินก็กินไม่ได้ มันก็มาอย่างนี้เรื่อย ๆ จนถึงตอนนี้เริ่มเข้ามาส่งเสริมพืชระยะสั้น เป็นผัก ผักไม่เหมือนไม้ยืนต้น มันต้องใช้พื้นที่โล่ง ไม่มีต้นไม้ ต้องตัดทิ้งหมดเลย สิ่งเหล่านี้บั่นทอนเราและธรรมชาติ

กวิ๊ - อำนวย นิยมไพรนิเวศน์ แกนนำเกษตรอินทรีย์บ้านหนองเต่า และหนึ่งในผู้ประกอบการ LAPATO

ในฐานะผู้ผลิตที่เป็นเกษตรกรคนรุ่นใหม่ กวิ๊และเพื่อนๆ ของเขาบนดอยสูง จึงพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะดำรงวิถีชีวิตในการอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืนที่สุด ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาการผลิตอาหารที่ดีส่งตรงถึงผู้บริโภคอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยได้ด้วย 

“ทำยังไงเราจะมีอาหารที่ดีกิน และป่าก็ยังอยู่ได้ด้วย ไม่ใช่ถางป่าปลูกผักไปเรื่อยๆ ถ้าทำอย่างนั้นวันหนึ่งก็จะไม่มีใครสักคนที่อยู่รอดได้  สิ่งที่เราทำทุกวันนี้คือใช้ประโยชน์จากป่าหลาย ๆ ระดับชั้น เรามีต้นไม้ระดับสูง กลาง มีไม้คลุมดิน มีไม้เลื้อยบนต้นไม้ แม้แต่ใต้ดินก็ยังมี กาแฟที่เราปลูกก็เป็นกาแฟใต้ร่มไม้ในป่า เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เราอยากมีโอกาสเล่าให้ผู้บริโภคฟัง เพราะวิถีชีวิตที่ดีต้องนำพาไปสู่ความยั่งยืน” กวิ๊ บอกย้ำอย่างนั้น

ว่ากันว่า เลพาทอ ทุกวันนี้ ถือว่าเป็น Power sharing และ Eco Living โดยชุมชนและชาวบ้านที่อยู่กับป่า สามารถดำรงชีพได้พร้อมกับการช่วยดูแลป่า รักษาป่า เป็นการรวมกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้กลับมาช่วยกันรักษาทรัพยากรที่ดินทำกินของรุ่นพ่อแม่ และสร้างการมีส่วนร่วมจากคนเมือง โดยทุกๆ การซื้อกาแฟ 1 แก้ว คืน 1 บาทสู่ชุมชน เพื่อนำกลับไปดูแลรักษาฐานทรัพยากรของพวกเขาด้วย

2. Pa'Ka Coffee

เช่นเดียวกับกาแฟ Pa'Ka Coffee วิสาหกิจชุมชน กลุ่มกาแฟอราบิก้า และหัตถกรรม ดอยป่าแป๋ อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน อีกหนึ่งแบรนด์ หนึ่งชุมชนปกาเกอะญอ ที่ได้รวมกลุ่มกัน จนสร้างชื่อเสียงและสร้างรายได้ให้กับชุมชนมานับสิบปีมาแล้ว

จุดเริ่มต้นของ ปา'กา คอฟฟี่ Pa'Ka Coffee ได้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2553 ที่ชุมชนได้รวมกลุ่มเพื่อแปรรูปกาแฟให้มีคุณภาพ โดยกาแฟนั้นได้ปลูกแซมใต้ร่มไม้ในป่าชุมชน ซึ่งทำให้ชุมชนสามารถตอบโจทย์ฐานรายได้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนฐานแนวคิดการดูแลจัดการป่าของปกาเกอะญอและชุมชนได้เริ่มทำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างการนำเสนอแนวคิดของกาแฟชุมชนป่าแป๋และการจัดการทรัพยากรบนฐานประเพณีวัฒนธรรมปกาเกอะญอในชุมชน

ว่ากันว่า Pa'Ka Coffee ได้ยึดตามแนวคิดการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า เหมือนกับบทธา ของบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ที่พร่ำสอนลูกหลานเอาไว้ว่า

"ออทีเกอตอที ออก่อเกอตอก่อ...

กินกับน้ำให้รักษาน้ำ กินกับป่าให้รักษาป่า"

ดีปุ๊นุ-บัญชา มุแฮ  หนุ่มปกาเกอะญอ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Pa'Ka Coffee ได้บอกเล่าให้ฟังว่า ทำไมจึงหันมาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกาแฟ?

“เพราะกาแฟมันช่วยทำให้ชุมชนชาวบ้านมีรายได้ดี เนื่องจาก กาแฟที่นี่ เป็นกาแฟคุณภาพพิเศษ เป็นสิ่งวิเศษที่ในหลวง ร.9 ให้กล้าพันธุ์พวกเรามา ที่สำคัญก็คือ การปลูกกาแฟไม่ได้ทำลายป่า กาแฟเป็นตัวแทนชุมชนที่จะสื่อสารเรื่องราว ต่างๆ ของชุมชนผ่านกาแฟ มีเพียงหมู่บ้านป่าแป๋ดอยช้าง ที่ปลูกกาแฟ เพราะปลูกมานานแล้ว แต่ก่อนหน้านั้น เราไม่ได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง จนกระทั่งคุณเล็ก-ภัทร์ไพบูลย์​ เรือนสอน  ซึ่งมาเป็นเขยในหมู่บ้าน ได้มาทำกาแฟอย่างจริงจัง และสนับสนุนให้ชุมชน ขยายพันธุ์ ปลูกกาแฟที่มีอยู่ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น”

ดีปุนุ ยังย้ำกับเราว่า การปลูกกาแฟนั้นช่วยรักษาป่า

“การปลูกกาแฟ มันทำให้ป่ายังอยู่ ต้นน้ำยังมี เราปลูกแซมเข้าไปในป่าใหญ่ โดยที่ไม่ต้องตัดต้นไม้ ไม่เหมือนพืชเชิงเดี่ยวที่รัฐส่งเสริมนั้นมุ่งแต่ทำลายป่า แต่พืชอย่างกาแฟที่เราปลูก นั้นชอบร่มเงา เราสังเกตได้ว่า กาแฟจะเติบโตสวยงามได้ บริเวณต้นน้ำที่มีต้นไม้ใหญ่” ดีปุนุ บอกเล่าให้ฟัง

ในขณะที่ ภัทร์ไพบูลย์ เรือนสอน  หนึ่งในผู้ประกอบการ และผู้สนับสนุนให้ชุมชนปลูกกาแฟ ภายใต้แบรนด์ Pa'Ka Coffee ก็ได้บอกจุดแข็งของกาแฟแบรนด์นี้เอาไว้ว่า  จุดแข็งของเราก็คือขั้นตอนการทำProcess กาแฟของเรา เราคิดถึงกระบวนการตั้งแต่การเก็บเมล็ดกาแฟจากต้น  จนถึงกระบวนการคั่วที่เราดูแลทุกProcess ด้วยตัวชุมชนและ Pa'ka Coffee ทำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น กาแฟทุกแก้วที่ออกมาเลยมีคุณค่าที่มากกว่ากาแฟหนึ่งแก้ว แต่เป็นการดูแลและใส่ใจของชุมชนที่ตั้งใจทำกาแฟบ้านตัวเองออกมาให้ดีที่สุด                                        

“กาแฟที่ลูกค้าของเราชอบตลอด 10 ปี คือ Pa'Ka estate คั่วกลาง  เพราะกาแฟคั่วกลางของเราคือการคั่วที่ดึงรสชาติกาแฟของป่าแป๋ได้ดีที่สุด และพิเศษสุดโดยมีการันตีจาก Coffee Review ได้คะแนน 81 ดังนั้นการกินกาแฟคือการสัมผัสรสชาติดินของบ้านป่าแป๋เรา การมีดินที่ดี ต้องมีป่าที่ดีด้วย ดังนั้นกาแฟจึงเป็นการเล่าเรื่องราวพื้นที่ของชุมชนป่าแป๋ได้ดี”

ภัทร์ไพบูลย์ เรือนสอน หนึ่งในผู้ประกอบการ และผู้สนับสนุนให้ชุมชนปลูกกาแฟ ภายใต้แบรนด์ Pa'Ka Coffee

ที่สำคัญ ก็คือพวกเขาได้ตระหนักถึงเรื่อง "การส่งต่อแนวคิดให้กับคนรุ่นใหม่นั้นสำคัญที่สุด" 

“งานสำคัญของเราทุกวันนี้ คือการส่งต่อองค์ความรู้บทบาทหรือแนวคิดให้กับคนรุ่นใหม่ในชุมชนปกาเกอะญอผ่านการลงมือทำของคนรุ่นใหม่ให้ได้เข้าใจการอยู่ร่วมและเคารพต่อธรรมชาติของคนปกาเกอะญอ รวมถึงการสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิตรแต่สิ่งแวดล้อมผ่านผลผลิตที่มีอยู่แล้วในชุมชนเพราะ คนรุ่นใหม่คืออนาคตของชุมชน"

เมื่อเราถามว่า ที่สุดแล้ว กาแฟจะเป็นทางออกให้กับพี่น้องชาติพันธุ์หรือไม่ โดยดูได้จาก ปัจจุบัน มีหลายแบรนด์กาแฟอราบิก้าของหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่เป็นชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง จ.เชียงใหม่ เชียงราย หรือลำพูน ฯลฯ ที่ออกมาทำธุรกิจ ทำวิสาหกิจชุมชน ขายเมล็ดกาแฟ เปิดร้านกาแฟ โดยชูผลิตภัณฑ์แบรนด์กาแฟพรีเมียมของตน

ดีปุนุ บอกว่า กาแฟไม่ได้ตอบโจทย์ให้กับวิถีชีวิตในหมู่บ้านผม ได้อย่างลงตัวทั้งหมดหรอก ซึ่งวิถีชีวิตที่สำคัญต่อคนกะเหรี่ยง นั่นก็คือ เขามีวิถีทำไร่หมุนเวียน ไร่หมุนเวียนเป็นทั้งชีวิตและจิตวิญญาณของคนในชุมชน เป็นอาชีพหลักของคนที่นี่ ส่วนกาแฟนั้นเป็นอาชีพเสริมที่จะเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน

“ดังนั้น นอกจากข้าวในไร่หมุนเวียนแล้ว กาแฟอาจเป็นการตอบโจทย์ให้กับคนรุ่นใหม่ได้อย่างงดงามในขณะนี้ แต่ก็ถือว่าไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด”

3. กาแฟวัชพืชหลังเขา

อีกแบรนด์หนึ่ง ที่โดดเด่น น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ “กาแฟวัชพืชหลังเขา” 1 ในกาแฟ 9 ดอย จังหวัดเชียงใหม่

เสน่ห์ของกาแฟวัชพืชหลังเขา ก็คือเป็นกาแฟที่ปลูกบนความสูงจากระดับน้ำทะเล 1200 เมตร บนความสูงของป่าสนวัดจันทร์ อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ว่ากันว่า มีนักชิมบอกว่า รสชาตินั้นเทียบกับระดับกาแฟดอยช้าง หรือกาแฟห้วยห้อมกันได้เลย

ทองดี ธุระวร ศิลปินปกาเกอะญอ นาม “ทองดี ตุ๊โพ...วงวัชพืชหลังเขา” และถือว่าเขาเป็นผู้บุกเบิก ที่ลงมือปลูกกาแฟในพื้นที่ป่าสนอย่างจริงจัง โดยได้รับต้นพันธุ์จากโครงการหลวงวัดจันทร์ จนกระทั่งกลายเป็นชื่อแบรนด์ “กาแฟวัชพืชหลังเขา” ซึ่งได้นำมาจากชื่อวงของเขานั่นเอง

จุดแข็ง ของกาแฟวัชพืชหลังเขา ที่ทุกคนสนใจและติดใจ ก็คือ เขาลงมือปลูกเอง คั่วเอง ขายเอง ดื่มเอง เสร็จทุกขั้นตอน

ทองดี บอกว่า ก่อนนั้น ได้ไปเรียนรู้การทำโพรเสส การคั่วจากที่อื่นๆ ก่อนจะนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมที่สุดกับกาแฟของเรา 

“พะตีจะใช้หม้อดินคั่วกาแฟ บนอุณหภูมิความร้อนที่สูง  รสชาติจะดี หอมๆ ” เขายืนยันอย่างนั้น

กว่าจะมาเป็นเมล็ดกาแฟคั่วหม้อดิน ก็ต้องผ่านขั้นตอนกะเทาะเปลือก กะเทาะกะโหลก เขาก็ใช้เครื่อง ทำให้ทำได้ครั้งละมากๆ  ใช้วิถีแบบกรรมวิธีเครื่องสีข้าว คือพยายามค้นหาวิธีการทำจนได้

ขั้นตอนแพ็กใส่ถุงก็น่าสนใจ  ใช้อุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นมา ให้ปลอดสูญญากาศ ประหยัดด้วย

สุวิชานนท์ รัตนภิมล ศิลปิน นักเขียน นักเดินทาง และเป็นมิ่งมิตรกับทองดีมาช้านาน บอกเล่าให้ฟังว่า ทุกครั้งที่ไปเยือนบ้านพี่ทองดี เราจะนั่งจิบกาแฟในเตาไฟกันนั่นเลย

“กาแฟวัชพืชหลัง รสชาติดีมาก ในความเห็นของผม กาแฟที่ปลูกเอง คั่วเอง ปรุงเอง ดื่มเอง มันได้ความรู้สึกในทางจิตใจ  มันส่งผ่านมายาวนาน ตั้งแต่ต้นเล็กต้นน้อย จนได้เมล็ด คุณค่าอยู่ตรงนั้น พี่ทองดีเป็นศิลปินเพลงอีกด้วย  ยิ่งเป็นเรื่องสุนทรียะในโลกกาแฟนะ มีเรื่องเล่า มีรายละเอียดให้จับใจ กลายเป็นแบรนด์พิเศษไปเลย”

สุวิชานนท์ รัตนภิมล กับทองดี ธุระวร กำลังคัดเลือกเมล็ดกาแฟวัชพืชหลังเขา

ทองดี บอกเล่าให้ฟังว่า ที่หันมาสนใจเรื่องการปลูกกาแฟก็เพราะว่า ต้องการตอบสนองแนวทางของพ่อหลวง( ร.9) ในสมัยนั้น ในราวปี 2518 พ่อหลวงต้องการให้ชาวบ้าน ในแถบนี้ ลด ละ เลิก ปลูกสิ่งเสพติด ซึ่งตอนนั้น มีชาวบ้าน หลายๆ หมู่บ้านของอำเภอกัลยาณิวัฒนา และหมู่บ้านใกล้เคียง ในเขต อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอนก็เข้ามาร่วมด้วยกัน ก็เริ่มต้นปลูกกาแฟตั้งแต่ตอนนั้นกันเลย

“ที่บอกว่า ปลูกกาแฟช่วยดูแลป่าด้วยนั้น ก็เพราะว่า กาแฟเป็นพืชเชิงเดี่ยวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยพืชอื่นเป็นเพื่อน อาศัยต้นไม้ใหญ่ ช่วยดึง N-P-K ดึงแร่ธาตุลงมา กาแฟนั้นต้องการแสง70 ต้องการร่มเงา 30% ฉะนั้น การปลูกกาแฟต้องอาศัยต้นไม้ให้ร่มเงา กาแฟจึงจะมีคุณภาพและอายุยืนอย่างน้อย 40 ปีขึ้นไป”

ทองดีบอกว่า การปลูกกาแฟของชาวบ้านที่นี่ ต่างคนต่างทำ แต่พอเวลาจะขาย ก็จะมาแปรรูปทำร่วมกัน โดยใช้ชื่อแบรนด์ “วัชพืชหลังเขา” ซึ่งนอกจากจะมีกาแฟแล้ว ก็ยังมีการแปรรูปข้าวกล้อง ออกจำหน่ายไปพร้อมๆ กันด้วย

4. Maechaem Arabica Coffee

อีกแบรนด์หนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ใหม่ที่น่าจับตามอง นั่นคือ Maechaem Arabica Coffee กับสโลแกน “แม่แจ่มอราบิกา...กาแฟฟื้นป่า สร้างรายได้”

สมเกียรติ มีธรรม ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส และเลขานุการมูลนิธิฮักเมืองแจ่ม บอกเล่าให้ฟังว่าทำไม จึงเกิดแบรนด์ Maechaem Arabica Coffee นี้ขึ้นมาว่า เนื่องจากก่อนหน้านั้น แม่แจ่ม ถือว่าเป็นอำเภอที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากกว่าอำเภออื่นในจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่มากถึง 1 แสนกว่าไร่ แต่ถ้าเปรียบเทียบระดับจังหวัด ก็ยังถือว่าน้อยกว่าน่าน และจังหวัดอื่น แต่ปัญหาคือ การปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาถึงจุดไม่คุ้มทุน ต้นทุนสูง ผลิตตกต่ำ ชาวบ้านก็เริ่มหาพืชทางเลือกอื่นมาทดแทน แต่ไม่รู้จะปลูกพืชอะไรที่มันขายได้เหมือนกับข้าวโพด 

“เราจึงเห็นว่า กาแฟเป็นพืชอีกชนิดหนึ่ง  ซึ่งยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ และเป็นพืชที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม น่าจะเหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นพืชเบิกนำในการฟื้นฟูป่าและสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน”

สมเกียรติ มีธรรม ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส และเลขานุการมูลนิธิฮักเมืองแจ่ม

ปัจจุบัน อำเภอแม่แจ่มมีพื้นที่ปลูกกาแฟ 1,372 ไร่ ให้ผลผลิต 150 กก./ไร่ ในหนึ่งปีมีกาแฟออกสู่ตลาดจำนวน 201 ตัน ปลูกกันกระจายไปทั่วแทบทุกตำบล ส่วนที่ทางแม่แจ่มโมเดลพลัสส่งเสริม และยกระดับกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน คือมีที่บ้านกองกาย ต.บ้านทัพ บ้านแม่แฮใต้ ต.ปางหินฝน บ้านห้วยผักกูด ต.แม่ศึก และบ้านแม่ซา ต.แม่นาจร

เขายืนยันว่า การปลูกกาแฟ ช่วยส่งเสริมการจัดการป่าได้ และช่วยฟื้นฟูป่าได้

“เพราะว่ากาแฟสายพันธุ์อราบิกา เป็นพืชที่สร้างรายได้และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กาแฟสายพันธุ์อราบิกาไม่ชอบแดดจัด เติบโตและให้ผลผลิตดีได้ ต้องมีไม้ร่มเงาขึ้นปกคลุม สร้างความชุ่มชื่นและบังแสงแดดไม่ให้ต้นกาแฟถูกแสงแดดมากไปซึ่งจะทำให้ต้นกาแฟไม่สมบูรณ์และตายได้ โดยลักษณะนี้  เราจึงใช้กาแฟเป็นไม้เบิกนำในการฟื้นฟูเขาหัวโล้น เพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ส่วนกาแฟที่ปลูกกันในป่าชุมชน ชาวบ้านก็จะช่วยกันรักษาและป้องกันไม่ให้ไฟป่าลุกลามเข้าไปในพื้นที่ปลูกกาแฟอีกด้วย ก็เท่ากับว่าช่วยป้องกันไฟป่าไปในตัว”

สมเกียรติ บอกเล่าถึงการรวมกลุ่ม การจัดการเรื่องกาแฟ จนนำไปสู่การสร้างแบรนด์ของชาวบ้านเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า เรื่องกาแฟ  แม่แจ่มโมเดลพลัสได้ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่เข้าไปดำเนินการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในกลุ่มนี้กำลังดำเนินการอยู่ที่บ้านกองกาย ต.บ้านทัพ ส่วนที่บ้านแม่วาก ต.แม่นาจร กำลังริเริ่มในปีนี้ 

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ชาวบ้านปลูกอยู่เดิม แต่ไม่มีใครเข้าไปส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพกาแฟและกลุ่มให้เข้มแข็ง กลุ่มหลังนี้มีค่อนข้างมาก แต่มีปัญหาคุณภาพกาแฟ เนื่องจากไม่มีความรู้ในดูแลรักษา การแปรรูป และการตลาด กาแฟแม่แจ่มจึงยกระดับและสร้างแบรนด์ตัวเองไม่ได้ เราจึงพยายามที่จะยกระดับคุณภาพขึ้นไป โดยเฉพาะในกลุ่มที่ 2 ซึ่งต้องการความช่วยเหลือสูงมาก หากทำตรงนี้ได้ก็จะทำให้กาแฟแม่แจ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ 

“โดยในเบื้องต้น เราเอากาแฟที่บ้านโป่งสะแยง บ้านแม่ซา บ้านแม่มะลอ ต.แม่นาจร กาแฟบ้านแม่ขี้มูกน้อย ต.บ้านทับ และกาแฟบ้านห้วยผักกูด ต.แม่ศึก ส่งไปคัพปิ้งหรือไปทดสอบคุณภาพ ปรากฏว่ากาแฟแม่แจ่มทุกพื้นที่มีค่าเฉลี่ย 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ถือว่ากาแฟอยู่ในระดับที่มีคุณภาพสูงพอควร จากนั้นเราจึงเอากาแฟที่ผลคัพปิ้งสูงสุดมาสร้างแบรนด์ Maechaem Arabica Coffee (แม่แจ่มอราบิก้า คอฟฟี่) และตอนนี้ เรากำลังเปิดหน้าร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไผ่และสินค้าชุมชน ซึ่งในร้านก็จะมีกาแฟแม่แจ่มอราบิก้าบริการและวางจำหน่าย โดยดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยดำเนินการ จดทะเบียนเป็นวิสหกิจชุมชนที่คอยดูแลเรื่องการตลาดด้วย”

เขาย้ำว่า กาแฟ ไม่ใช่ทางออกเดียว แต่เป็นทางเลือกให้ที่จะสร้างรายได้ไปพร้อมๆ กับการดูแลรักษาป่า

“ผมคิดว่ากาแฟไม่ใช่ทางออกเดียว ที่จะสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการดูแลป่าของพี่น้องชาติพันธุ์ ผมยกตัวอย่างพี่น้องบ้านหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย นอกจากชาวบ้านที่นั่นจะมีกาแฟแล้ว เขายังมีเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน มีการยกระดับคุณค่าผลิตภัณฑ์จากป่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำผึ้ง ลูกก่อ สมุนไพร ฯลฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าอีกด้วย ดังนั้น ชุมชนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม ก็ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า สร้างมูลค่าทางการตลาด ร่วมถึงต้องสื่อสารกับสังคมผ่านโลกออนไลน์ให้เป็นด้วย”

5. นโยบายทวงคืนผืนป่า

เมื่อพูดถึงการปลูกกาแฟใต้ร่มเงาป่าของพี่น้องชาติพันธุ์  ทำให้เราอดนึกถึงประเด็นเรื่อง นโยบายทวงคืนผืนป่า ที่รัฐยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่า มันย่อมขัดแย้ง ย้อนแย้งกับวิถีชีวิต วิถีชุมชนคนอยู่กับป่าในหลายพื้นที่ กับสิ่งที่พวกเขาพยายามทำกันอยู่ในขณะนี้

ทองดี ธุระวร บอกด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดจริงจังว่า นโยบายทวงคืนผืนป่า เป็นความคิดของมนุษย์ที่มีความคิดที่ล้างผลาญธรรมชาติ ชอบแขวนคอตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว เป็นมนุษย์ที่ชอบคิดแทนธรรมชาติ  ซึ่งจริงๆ แล้ว สรรพสิ่งมีการเกิดแก่เจ็บตายเอง อย่าคิดแทนมัน อย่าคิดแทนธรรมชาติ

“ผมว่ากลุ่มที่คิดทวงคืนผืนป่า น่าจะฝันหวานอยู่ในห้องแอร์ สมองคิดเรื่องงบประมาณที่จะได้เอาไปละลายเพื่อประโยชน์ตัวเองและเพื่อนพ้อง ซึ่งทุกวันนี้คนที่ดูแลป่าธรรมชาติ 90% คือประชาชน อีก10% คือเจ้าหน้าที่ เขาทำได้แค่เป็นพี่เลี้ยงเท่านั้น ลองโครงการนี้เกิด  ความฉิบหายเกิดขึ้นทันที เช่น ไฟป่ารุนแรงแน่ เพราะไม่มีประชาชนช่วยแล้ว สอง แล้งหนัก เพราะประชาชนไม่ทำฝายทดน้ำหรือฝายแม้วให้อีกแล้วสาม ประชาชนจะไม่เป็นหูเป็นตาหรือสายข่าวให้อีกแล้ว เจ้าหน้าที่ป่าไม้มีไม่ถึงสองแสน.ผมว่าคน 78 ล้านคนช่วยกันทั้งประเทศ ฉันยังไม่มั่นใจว่าป่าจะไม่ถูกทำลาย.ไฟป่าจะไม่เกิดและลำห้วยจะไม่แห้งแล้ง.สรุปคือ ถ้าฉลาด ให้ยกเลิกนโยบายนี้เสีย ถ้าโง่ก็ทำต่อ แล้วจะรู้ว่านรกมีจริง และกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือคนในเมืองอย่างแน่นอน”

ทองดี บอกอีกว่า จริงๆ ทุกวันนี้ ไม่ได้คิดแค่เรื่องกาแฟอย่างเดียว แต่คิดถึงเรื่องการปลดล็อคไม้หวงห้ามของกรมป่าไม้ ว่าถ้าเมื่อไหร่ให้ชาวบ้านปลูกไม้เศรษฐกิจ อย่างเช่น ไม้มะค่า พยุง สัก มะฮอกกานี ซึ่งตนเชื่อว่า ถ้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกไม้กันแบบนี้ 5 ปี เขียวทั้งแผ่นดินอย่างแน่นอน นี่ต่างหาก ที่มาถูกทางอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับ ดีปุนุ - บัญชา มุแฮ  หนุ่มปกาเกอะญอ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Pa'Ka Coffee ก็ได้พูดถึงนโยบายทวงคืนผืนป่าว่า การดำเนินการทวงคืนผืนป่า นั้นไม่เหมาะสมกับทุกพื้นที่ได้ เพราะพื้นที่บนดอยที่มีราษฎรบนพื้นที่สูงอยู่นั้น สภาพทางกายภาพ บริบทพื้นที่นั้นต่างจากในพื้นที่ราบ ราษฎรบนพื้นที่สูงบางชุมชนเขามีระบบการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ มีกฎระเบียบจารีตในการควบคุมคนในชุมชน เพราะฉะนั้น นโยบายรัฐต้องเข้าใจ ศึกษาเรียนรู้ เปิดช่องทางให้กระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชนด้วย

ในขณะที่ สมเกียรติ มีธรรม  ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส และเลขานุการมูลนิธิฮักเมืองแจ่ม บอกว่า มองว่านโยบายทวงคืนผืนป่าตามคำสั่ง 64 และ 67 มุ่งเน้นไปที่บรรดาเหล่านายทุน แต่ปัญหาอยู่ที่ภาคปฏิบัติ จึงส่งผลกระทบต่อชาวบ้านพอควร แต่กรณีกาแฟในพื้นที่ป่ายังไม่ชัดเจนว่าที่ไหนได้รับผลกระทบบ้าง ส่วนใหญ่ที่เราเห็นเป็นสวนยางพาราและที่พักรีสอร์ท

“ผมว่า การทวงคืนผืนป่าดีที่สุดคือ การให้สิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินและพื้นที่ป่าชุมชน ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกได้ตัดได้ ใช้ตลาดนำการฟื้นฟูป่า แค่นี้รัฐบาลก็ได้ป่าและพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นเยอะแยะโดยไม่จำเป็นต้องไปไล่จับให้เหนื่อยหรอก”

เช่นเดียวกับ สมคิด ตุ้มอินมูล ผู้ร่วมก่อตั้ง LAPATO Organic Coffee ‘เลพาทอ’ กาแฟอินทรีย์ของชาวปกาเกอะญอบ้านหนองเต่า ต.แม่วิน อ.แม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ก็บอกกับเราว่า ผลกระทบนั้นมีแน่ หากวิธีคิดภาครัฐยังต้องการให้คนแยกออกจากป่า การทวงคืนผืนป่าจากคน เพื่อให้คนไม่ยุ่งเกี่ยวกับป่า เช่น กันพืชที่ทำให้คนอยู่กับป่า รัฐก็ละเลยที่จะส่งเสริม  กาแฟเป็นพืชที่อยู่กับป่าได้ แต่รัฐไม่เคยให้ความสำคัญ ปัจจุบันยังไม่ประกาศให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ทั้งที่ทราบดีว่ากาแฟเป็นพืชที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก มีมูลค่ารองจากน้ำมัน ประกอบกับพื้นที่ผลิตกาแฟอราบีก้าทั่วโลก มีเพียง 7%  ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่โชคดีที่อยู่ใน 1 ในพื้นที่ปลูก 7% นั้น เรียกว่า เป็นพื้นที่ใน (Coffee Bean Belt)

“อีกมุมหนึ่งที่ลุ่มน้ำวางกังวล ก็คือ การใช้กาแฟเป็นพืชเบิกนำในการรุกเข้าพื้นป่า ในอดีตใช้ต้นกล้วย  แต่ปัจจุบันพบเห็นหลายพื้นที่ต้นน้ำที่ใช้กาแฟเป็นพืชเบิกนำในการเข้าจับจองพื้นที่ป่า จะด้วยกระแสที่คนนิยมบริโภคกาแฟ หรือกาแฟเป็นที่รู้จักแพร่หลาย การใช้กาแฟแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ดูง่าย ยิ่งกาแฟถูกส่งเสริมให้ปลูกเชิงเดี่ยว ปลูกกาแฟเพียงอย่างเดียว ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ยาฆ่าแมลง และยาฆ่าหญ้า กาแฟจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ และเป็นภัยต่อการอนุรักษ์รักษาป่า นโยบายทวงคืนผืนป่าอาจต้องนำมาใช้ กาแฟเลพาทอ จึงตระหนักดีในเรื่องนี้ จึงรณรงค์การปลูกกาแฟอินทรีย์ใต้ร่มไม้ และปลูกหลากหลาย ในแปลงปลูกกาแฟมีทั้งพืชที่เป็นอาหาร เป็นสมุนไพร ให้มีพืช ผลไม้ตามฤดูกาล มีรายได้ตลอดทั้งปี พืช ผลไม้ ยังนำมาแปรรูปเก็บไว้เป็นอาหารเหลือกินขายเป็นรายได้”

นี่เป็นมุมมองความคิดเห็นของคนชาติพันธุ์ คนทำงานบนพื้นที่สูง ที่มีต่อการจัดการดูแลผืนดินผืนป่าต้นน้ำ โดยผ่านกระบวนการทำงาน การส่งเสริมชาวบ้านปลูกกาแฟออร์แกนิก หรือกาแฟอินทรีย์ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ และแน่นอนว่า แบรนด์กาแฟเหล่านี้ คือบทสะท้อนและยืนยันให้สังคมข้างล่าง และคนทั่วไปได้สัมผัสและรับรู้ว่า จริงๆ แล้ว คน อยู่กับป่า อย่างพึ่งพาและเกื้อกูลกัน  และยังสามารถตอบโจทย์ได้ว่า การปลูกกาแฟออร์แกนิกใต้ร่มเงาของป่า ของชนพื้นเมืองบนดอยสูงนั้น นอกจากจะช่วยสร้างรายได้แล้ว ยังมีส่วนช่วยกันดูแลป่าไปพร้อมๆ กันด้วย

ข้อมูลประกอบ

  • 1.องอาจ เดชา, กาแฟ ชาติพันธุ์  วิถีพึ่งพา การจัดการป่าอย่างยั่งยืน, วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 110 พ.ค.-ส.ค.2562
  • 2.สัมภาษณ์ สมคิด ตุ้มอินมูล ผู้ร่วมก่อตั้ง LAPATO Organic Coffee ‘เลพาทอ’ กาแฟอินทรีย์ของชาวปกาเกอะญอบ้านหนองเต่า ต.แม่วิน อ.แม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
  • 3..สัมภาษณ์ ดีปุนุ - บัญชา มุแฮ, วิสาหกิจชุมชน กลุ่มกาแฟอราบิก้า และหัตถกรรม ดอยป่าแป๋ อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน,หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Pa'Ka Coffee
  • 4. สัมภาษณ์ สมเกียรติ มีธรรม  ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส และเลขานุการมูลนิธิฮักเมืองแจ่ม,หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Maechaem Arabica Coffee (แม่แจ่มอราบิก้า คอฟฟี่)
  • 5.สัมภาษณ์ ทองดี ธุรวร,ผู้ก่อตั้ง กาแฟวัชพืชหลังเขา อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่
  • 6.กาแฟรักษาป่า กาแฟที่ถอยหลังไปข้างหน้าตามแบบ LAPATO,07 January 2018,www.ldm.in.th
  • 7..เพชร มโนปวิตร,กาแฟใต้ร่มไม้…อนุรักษ์ป่าด้วยพืชเศรษฐกิจ,ForestCoin.Space,Jul 30, 2018

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์