ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องคุ้มครองชั่วคราว #ม็อบ31ตุลา

ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนเผยศาลแพ่ง รัชดาฯ มีคำสั่งยกคำร้องคุ้มครองชั่วคราว #ม็อบ31ตุลา ระบุยังมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 การชุมนุมมีความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะมีการแพร่ระบาดของโรคซึ่งเป็นภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะ 

30 ต.ค. 2564 ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน รายงานว่าศาลแพ่ง รัชดาภิเษก ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, เบนจา อะปัญ, กุลจิรา ทองคง และ เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ได้ยื่นฟ้องพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพลเอกเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ขอให้ศาลเพิกถอนหรือสั่งให้พลเอกประยุทธ์และพลเอกเฉลิมพลเพิกถอนข้อกำหนดออกตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 15 ข้อ 3 และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง ฉบับที่ 12, และขอให้ศาลสั่งให้พลเอกประยุทธ์และพลเอกเฉลิมพลมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานใต้บังคับบัญชาปฏิบัติการกีดขวางการชุมนุม และให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและเสรีภาพของประชาชน 

ทั้งนี้ โจทก์ได้ยื่นคำร้องไต่สวนฉุกเฉินและคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดออกตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 15 ข้อ 3 และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง ฉบับที่ 12 และห้ามนำมาตรการหรือคำสั่งตามข้อกำหนดและประกาศสองฉบับมาใช้กับโจทก์และประชาชน เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุม รวมถึงในการชุมนุมในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ด้วย 

ศาลได้มีคำสั่งให้ไต่สวนฉุกเฉินคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว โดยในการไต่สวนฉุกเฉิน ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ในฐานะโจทก์ และ อ. ดร. พัชร์ นิยมศิลป์ ในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ ได้ขึ้นเบิกความต่อศาล 

ต่อมา ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยระบุว่า แม้บุคคลจะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่เสรีภาพดังกล่าวสามารถถูกจำกัดได้ตามข้อยกเว้น คือ จำกัดสิทธิโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน ตามมาตรา 34 และ 44 แห่งรัฐธรรมนูญ ดังนั้น แม้ข้อกำหนดออกตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 15 ข้อ 3 และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง ฉบับที่ 12 จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นหรือชุมนุม แต่เนื่องจากในปัจจุบัน ยังมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบกับกิจกรรมในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 ที่จะมีประชาชนมาร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 10,000 คน มีความสุ่มเสี่ยงที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อันเป็นภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะ จึงยังจำเป็นต้องบังคับใช้ข้อกำหนดออกตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 15 ข้อ 3 และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง ฉบับที่ 12 
 
ศาลได้ระบุเพิ่มเติมว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เปลี่ยนแปลงและทำให้ความปลอดภัยสาธารณะดีขึ้น ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องบังคับใช้ข้อกำหนดออกตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 15 ข้อ 3 และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง ฉบับที่ 12 อีก 

ทั้งนี้ ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนได้ตั้งข้อสังเกตถึงการมีคำสั่งไม่คุ้มครองชั่วคราวของศาลว่า แม้โจทก์จะเบิกความต่อศาล โดยชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่ารัฐบาลได้ประกาศเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ทำให้ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องห้ามการชุมนุมอีกต่อไปแล้วก็ตาม ศาลก็ยังคงมีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว อีกทั้ง ศาลยังอ้างถึงชื่อแคมเปญการเข้าชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10,000 รายชื่อเพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งเป็นกิจกรรมในการชุมนุมวันที่ 31 ตุลาคม 2564 มาเป็นหนึ่งในสาเหตุของคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่ากิจกรรมในวันดังกล่าวจะมีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 10,000 คน อันทำให้มีความสุ่มเสี่ยงที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อันเป็นภัยสาธารณะอีกด้วย การที่ศาลมีคำสั่งเช่นว่านี้ ย่อมเป็นการย้ำให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงในการออกข้อกำหนดและประกาศดังกล่าว ว่ามีวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของประชาชนมากกว่าการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

อ่านสรุปคำฟ้อง: https://www.facebook.com/HRLawyersAlliance/photos/a.106537421452516/249401667166090/

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์