iLaw : ศาลสั่งจำคุก 'เบนจา' 6 เดือน 'ณัฐชนน' 4 เดือน คดีละเมิดอำนาจศาล

  • จำคุกณัฐชนน 4 เดือน : แสดงความเห็นต่างจากศาลทำได้แต่ก้าวร้าว-ใช้มวลชนกดดันศาลกระทบความเป็นอิสระของศาล
  • จำคุกเบนจา 6 เดือน : อ่านกลอนใส่ร้ายดูหมิ่นศาล ไม่สำนึกต่อการกระทำ
  • คดีละเมิดอำนาจศาลอาญาปี 2564 อย่างน้อย 13 คดี เบนจาจำคุกสูงสุดตามกฎหมายกำหนด

1 พ.ย. 2564 ศาลอาญานัดอ่านคำสั่งคดีละเมิดอำนาจศาลสองคดี ได้แก่ คดีของเบนจา อะปัญ และคดีของณัฐชนน ไพโรจน์ สองนักกิจกรรมแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วยการชุมนุมที่บันไดศาลอาญาในวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวให้ผู้ต้องหาและจำเลยคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี โดยศาลนัดอ่านคำสั่งคดีของณัฐชนนในเวลา 9.00 น. ส่วนคดีของเบนจานัดในเวลา 13.30 น.

จำคุกณัฐชนน 4 เดือน : แสดงความเห็นต่างจากศาลทำได้แต่ก้าวร้าว-ใช้มวลชนกดดันศาลกระทบความเป็นอิสระของศาล

ณัฐชนนเดินทางมาถึงศาลเวลาประมาณ 10.40 น. จากนั้นเวลาประมาณ 11.00 น. ศาลเริ่มอ่านคำสั่ง โดยก่อนอ่านคำสั่งศาลแจ้งว่า ไม่อนุญาตให้บันทึกภาพและเสียงด้วยวิธีใดๆ แต่สามารถจดบันทึกได้ จากนั้นจึงเริ่มอ่านคำสั่งโดยสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2564 มีกลุ่มประชาชนนัดหมายทำกิจกรรมยื่นจดหมาย ราชอยุติธรรมและอ่านบทกวีตุลาการภิวัฒน์ [บทกวีถึงมหาตุลาการโดยอานนท์ นำภา] โดยผู้ชุมนุมรวมตัวกันบริเวณบันไดทางขึ้นศาลอาญา มีการใช้เครื่องเสียงปราศรัยและตะโกนข้อความต่างๆ อาทิ ปล่อยเพื่อนเรา

เวลา 12.30 น. รองผู้กำกับการสน.พหลโยธินอ่านข้อกำหนดกรุงเทพมหานครเรื่องห้ามจัดกิจกรรมรวมตัวที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิด 19 และเตือนให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบเรียบร้อยแต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ ต่อมาเวลา 13.00 น. ผู้กำกับการสน.พหลโยธินมาประกาศให้ผู้ชุมนุมใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย และให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบเรียบร้อย แต่ผู้ชุมนุมก็ไม่เชื่อฟัง

ผู้ชุมนุมตะโกนและใช้เครื่องเสียงกล่าวโทษตุลาการ ณัฐชนนผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ยืนบริเวณบันไดทางขึ้นอาคารศาลอาญา และกล่าวคำปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียงว่า "ผมขอไม่นับว่าท่านจบที่ธรรมศาสตร์ที่เดียวกับผมเพราะท่านไม่เคยรักประชาชนเหมือนที่มหาลัยสอน คุณมันไร้กระดูกสันหลัง ถ้าคุณไร้กระดูกสันหลังคุณก็ไม่ได้ตั้งตรงเหมือนกับคนทั่วไป" และตะโกนว่า "ชนาธิปออกมารับหนังสือ" หลายครั้ง เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล

ณัฐชนนผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าที่พูดว่า "ผมไม่ขอนับว่าท่านจบที่ธรรมศาสตร์ ที่เดียวกับผม..." หมายความว่า ตัวเองว่า ผู้พิพากษาหลายคนสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีคำขวัญว่าฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน โดยผู้ที่ถูกดำเนินคดีอาญาย่อมต้องมีสิทธิประกันตัวออกมาสู้คดี แต่เมื่อศาลไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหาและจำเลยจึงถือว่าศาลไม่ให้ความเป็นธรรม

ส่วนที่พูดว่า ถ้าพวกคุณไร้กระดูกสันหลัง... หมายถึง ไม่มีหลักการ เพราะการให้ไม่สิทธิในการประกันตัวผู้ต้องหาถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการ

เห็นว่า ข้อความที่ผู้ถูกกล่าวหาพูดเป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิทธิในการประกันตัว เป็นการแสดงความคิดเห็นต่างจากดุลพินิจศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาร่วมการชุมนุมและตะโกนด้วยพฤติการณ์ก้าวร้าว เอะอะ โวยวาย ส่งเสียงโห่ร้อง กล่าวถ้อยคำก้าวร้าว ตะโกน "ปล่อยเพื่อนเรา" ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นตามปกติตามระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นการใช้มวลชนมากดดันศาล กระทบต่อความเป็นอิสระในการพิจารณาคดีของศาลซึ่งถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล พิพากษาจำคุก 4 เดือน

หลังอ่านคำสั่งจบเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ขอใส่กุญแจมือณัฐชนน ระบุว่า เป็นการปฏิบัติตามระเบียบแม้ณัฐชนนบอกว่า ตัวเขาไม่มีเจตนาหลบหนี ต่อมาเจ้าหน้าที่ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยื่นหลักประกันเป็นเงิน 50,000 บาทจากกองทุนราษฎรประสงค์ เพื่อให้เป็นหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราวณัฐชนนระหว่างอุทธรณ์คำสั่งศาล ต่อมาศาลมีคำสั่งให้ประกันตัว

จำคุกเบนจา 6 เดือน : อ่านกลอนใส่ร้ายดูหมิ่นศาล ไม่สำนึกต่อการกระทำ

ส่วนคดีของเบนจา ศาลนัดฟังคำสั่งในเวลา 13.30 น. ที่หน้าห้องพิจารณาคดีมีเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลวางกำลังที่หน้าห้องอยู่ตลอดเวลา โดยผู้พิพากษาในคดีนี้ไม่ได้สั่งพิจารณาคดีเป็นการลับ แต่อนุญาตให้เพียงเบนจา, ทนายความและผู้อํานวยการสํานักอํานวยการประจําศาลอาญา ไม่ให้ผู้สังเกตการณ์เข้าไปภายในห้อง อ้างเหตุการแพร่ระบาดของโควิด 19

เวลา 13.40 น. เบนจาถูกเบิกตัวมาที่ห้องพิจารณาคดี เธอทักทายกับผู้มารอให้กำลังใจด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เวลา 14.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งลงโทษจำคุกเบนจาในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นเวลาหกเดือน โดยไม่รอการลงโทษ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่อยู่ในห้องพิจารณาคดีให้ข้อมูลว่า ศาลมีคำสั่งลงโทษเบนจาในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วยอัตราโทษสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ พร้อมให้เหตุผลโดยสรุปได้ว่า

ข้อเท็จจริงในคดีเป็นที่ยุติว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ส่งเสียงดัง ก่อความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งเนื้อหาของกลอนที่ผู้ถูกกล่าวหาก็มีลักษณะเป็นการประณาม ใส่ร้ายดูหมิ่นตุลาการ ทั้งคำให้การของผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่ลักษณะไม่สำนึกในการกระทำ ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ

หลังเดินออกจากห้องพิจารณาคดี เมื่อเบนจาเดินมาเห็นทนายความ เอฟ-ชลทิศ โชติสวัสดิ์ จากแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมและวาดดาว ชุมาพร แต่งเกลี้ยงจากเฟมินิสต์ปลดแอก เบนจาก็ร้องไห้ออกมา วาดดาวเดินเข้าไปปลอบ "เมื่อไหร่มันจะจบ" คือหนึ่งในคำที่เบนจาพูดออกมาพร้อมตัดพ้อและตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้ที่ทำรัฐประหารยึดอำนาจจึงไม่ถูกดำเนินคดีแบบนี้

เบนจาร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเธอสงบลงก็พูดว่า ขาเป็นของเธอและเป็นสิทธิของเธอที่จะเดินหรือไม่เดิน อย่างไรเสียเจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจเหนือร่างกายของเธออยู่แล้วจะควบคุมตัวอย่างไรก็ทำ ระหว่างนั้นเมื่อมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งทำท่ายกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย เบนจาก็ตอบว่า ถ่ายไปส่งนายพี่เถอะ พร้อมพูดว่า พี่จะลากหนูก็ลากไปเถอะ หนูจะไม่เดิน จะยืนตรงนี้ หนูก็ไม่ได้ทำร้ายใคร ถ้าพี่จะลากหนูก็ลากไปจะไม่ขัดขืน

จากนั้นเบนจาก็นอนคว่ำราบลงไปกับพื้นครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนพื้น ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่จึงนำรถเข็นผู้ป่วยขึ้นมา เจ้าหน้าที่หญิงสองคนใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งจึงสามารถนำเบนจาขึ้นมานั่งบนรถเข็นได้ก่อนจะค่อยๆพาเธอไปที่ทางขึ้นลงของผู้ถูกควบคุมตัว ก่อนจะเข้าไปที่ส่วนควบคุม เบนจาพูดด้วยเสียงที่ดังระดับหนึ่งว่า "ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎรจงเจริญ"

คดีละเมิดอำนาจศาลอาญาปี 2564 อย่างน้อย 13 คดี เบนจาจำคุกสูงสุดตามกฎหมายกำหนด

สำหรับการดำเนินคดีนักกิจกรรมและประชาชนจากการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลที่มีมูลเหตุจากการชุมนุมที่ศาลอาญาเมื่อวันที่ 29 เม.ย.2564 มีทั้งสิ้นหกคดี ได้แก่คดีของเบนจาและณัฐชนน ซึ่งศาลนัดฟังคำสั่งในวันนี้ นอกจากนั้นก็มีคดีของภัทรพงศ์ น้อยผาง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งศาลไต่สวนเสร็จแล้วและนัดฟังคำสั่งวันที่ 23 ธ.ค. 2564 อีกสามคดีมีคำสั่งแล้วคือ ไบรท์-ชินวัตร จันทร์กระจ่าง ศาลมีคำสั่งจำคุก 4 เดือนไม่รอลงอาญาเพราะผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ใส่ความอย่างไม่เป็นความจริงเพื่อให้ผู้พิพากษาปฏิบัติตามความต้องการของตน

ขณะที่คดีของเอฐ์เรียฐ์ ฟอฟิและกระเดื่อง-พิสิฏฐ์กุล ควรแถลง ศาลมีคำสั่งว่าทั้งสองมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล แต่ให้รอการกำหนดโทษไว้สองปี เพราะเป็นเพียงผู้มาให้กำลังใจและไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการเตรียมการหรือวางแผนการชุมนุม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์