สปสช. ชวน ปชช.เสนอหัวข้อปรับปรุงสิทธิบัตรทอง “ไม่ยากอย่างที่คิด” 

สปสช. ชวนประชาชนส่งข้อเสนอความเห็นปรับปรุงสิทธิประโยชน์บัตรทอง ชี้ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด มีหลากหลายช่องทางในการส่งทั้งส่งเอกสาร เว็บไซต์ สายด่วน แต่ต้องมีข้อมูลรองรับข้อเสนอของตัวเอง 

5 พ.ย. 64 ทีมสื่อ สปสช. รายงานเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 64 ระบุว่า หากย้อนอดีตไปเมื่อ 17-18 ปีก่อน เวลาพูดถึงบัตรทองขึ้นมามักจะมีคำพูดล้อเลียน เช่น “30 บาทตายทุกโรค” “ไปทีไรก็ได้แต่ยาพารา” ฯลฯ คำพูดเหล่านี้อาจจะเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคเริ่มต้นนั้น สิทธิบัตรทองยังไม่ได้ครอบคลุมการรักษาในหลายๆ โรคเหมือนปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาที่ผ่านมา บัตรทองได้ปรับปรุงเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ จนไม่ได้น้อยหน้าสิทธิข้าราชการและประกันสังคมแล้ว หัวใจสำคัญที่ทำให้ก้าวมาถึงจุดนี้ได้คือกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์หรือ Universal Coverage Benefit Package (UCBP) ซึ่งในทุกปีจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ว่าอยากให้ปรับปรุงหรือเพิ่มสิทธิในเรื่องใดบ้าง จากนั้นก็จะคัดเลือกหัวข้อสำคัญๆ เพื่อนำไปศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ แล้วเสนอให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอนุมัติเป็นสิทธิประโยชน์ต่อไป 

สำหรับช่องทางการรับฟังข้อเสนอแนะนั้น จริงๆ แล้ว สปสช.ออกแบบไว้หลากหลายมาก ตั้งแต่จัดประชาพิจารณ์จากกลุ่มต่างๆ โดยตรง การส่งเป็นเอกสารมายังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทาง LINE ทางสายด่วน 1330 และล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2564 ก็ยังเปิดเว็บไซต์ https://ucbp.nhso.go.th/ สำหรับให้ประชาชนและทุกภาคส่วนเสนอความคิดเห็นสะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถติดตามสถานะข้อเสนอต่างๆ ว่าอยู่ในขั้นตอนไหนแล้วอีกด้วย 

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปอาจคิดว่าการเสนอหัวข้อเพื่อปรับปรุงพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์เป็นเรื่องของคนใหญ่คนโต ยุ่งยาก และฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วประชาชนทุกคนสามารถเสนอความคิดเห็นได้หมด เพียงแต่ต้องทำการบ้านสักนิดในการรวบรวมข้อมูลมาสนับสนุนข้อเสนอของตัวเองด้วย 

ทพญ.วรมน อัครสุต หนึ่งในผู้เสนอหัวข้อพัฒนาสิทธิประโยชน์บัตรทอง กล่าวถึงประสบการณ์การเสนอหัวข้อว่า ในงานทางด้านทันตกรรม บริการบางอย่างมีราคาแพง ก่อนหน้านี้ตนเคยทำงานในโรงพยาบาลชุมชนในต่างจังหวัด เมื่อเห็นประชาชนมารับบริการทันตกรรมโดยใช้สิทธิบัตรทองก็รู้สึกดี อย่างไรก็ตาม ก็ยังรู้สึกว่ามีบางรายการที่น่าจะเพิ่มเข้าไปในสิทธิประโยชน์ด้วยเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการทันตกรรมที่ครอบคลุมมายิ่งขึ้น 

จนกระทั่งต่อมาได้ย้ายเข้ามาทำงานที่สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย จึงเริ่มศึกษาว่ามีช่องทางไหนที่สามารถเสนอเพิ่มสิทธิประโยชน์ได้ จึงได้เสนอหัวข้อต่างๆ มาหลายหัวข้อ เช่น การตรวจสุขภาพช่องปากในกลุ่มวัยทำงาน และผู้สูงอายุ การคัดกรองรอยโรคและมะเร็งช่องปาก ซึ่งทุกหัวข้อก็มีความคืบหน้า บางหัวข้อรอเสนอให้คณะกรรมการ สปสช. พิจารณา บางหัวข้อก็อยู่ระหว่างศึกษาความคุ้มค่า เป็นต้น 

“การตรวจสุขภาพช่องปากในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ หลายคนอาจคิดว่าเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่จริงๆ ยังไม่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ อีกอย่างคือการคัดกรองรอยโรคเสี่ยงและมะเร็งช่องปาก เพราะคนที่อายุเกิน 40 ปี จะมีความเสี่ยงกับมะเร็งช่องปาก นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายหัวข้อที่อยู่ในลิสต์แต่ต้องรออีกสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ระบบบริการพร้อมก่อน” ทพญ.วรมน กล่าว 

ทพญ.วรมน กล่าวต่อไปว่า เมื่อได้มีประสบการณ์เสนอหัวข้อพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์แล้ว จึงรู้ว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าเป็นเรื่องยาก ต้องเป็นระดับผู้ใหญ่ถึงจะเสนอได้ แต่พอเข้ากระบวนการจริงๆ ถึงได้รู้ว่าใครก็เสนอได้ และ สปสช. มีช่องทางให้เสนอเยอะมาก การเสนอก็ไม่ยาก สปสช. จะบอกว่าต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง ซึ่งในส่วนของประชาชนจริงๆ แล้วข้อมูลไม่ครบถ้วนก็ไม่เป็นไร แต่ต้องเน้นให้ชัดเจนว่าอยากได้อะไร ต้องการอะไร แล้วจะมีฝ่ายวิชาการมาสนับสนุนข้อมูลวิชาการให้ ดังนั้นไม่ต้องกังวล ไม่ว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ในภาคสาธารณสุข ทุกคนสามารถเสนอหัวข้อได้หมด 

เช่นเดียวกับ รศ.พญ.อาภัสณี โสภณสฤษฏ์สุข อีกหนึ่งผู้เสนอหัวข้อเกี่ยวกับการปลูกถ่ายตับและได้รับการพิจารณาเพิ่มเป็นสิทธิประโยชน์บัตรทอง กล่าวว่า ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง เพราะปี พ.ศ. 2560 ตนดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย ตอนนั้นพบว่าปัญหาของผู้ป่วยตับแข็งระยะกลางและระยะท้ายมีความสำคัญมาก มีผู้ป่วยจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงการปลูกถ่ายตับ แต่ละปีมีผู้ป่วยรอปลูกถ่ายตับปีละกว่า 200 ราย แต่เนื่องจากการปลูกถ่ายตับมีราคาแพง จึงมีผู้ป่วยเสียชีวิตไปจำนวนมาก ทางสมาคมฯ จึงเสนอหัวข้อนี้ในปี 2560 และได้รับการคัดเลือกสู่การศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ จนนำสู่การพิจารณาอนุมัติเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์บัตรทองโดยมีผลในเดือน ม.ค. 2564 

รศ.พญ.อาภัสณี กล่าวถึงแนวทางการเสนอหัวข้อว่าต้องตระหนักถึงขนาดและความสำคัญของปัญหาก่อน อย่างกรณีผู้ป่วยตับแข็งระยะกลางและระยะสุดท้าย มีความสำคัญในแง่ที่มีผู้ป่วยจำนวนมากและโรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะเกิดภาวะแทรกซ้อนจนผู้ป่วยเสียชีวิต และมีภาระการรักษาที่สูงด้วย ดังนั้น จะเห็นว่าถ้าดูเรื่องขนาดของปัญหาก็ผู้ป่วยจำนวนมาก ถ้าดูเรื่องความสำโรคก็คือเป็นโรคที่มีความร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต และมีการสูญเสียค่ารักษาจำนวนมาก  

“ประชาชนทั่วไปจะเสนอหัวข้อ สิ่งที่สำคัญที่ผู้เสนอหัวข้อต้องศึกษา คือเกณฑ์การให้คะแนนของหัวข้อว่ามีอะไรบ้าง จากนั้นเขียนเสนอความเห็น รวบรวมข้อมูลมาสนับสนุนตามเกณฑ์ในแต่ละหัวข้อนั้น” รศ.พญ.อาภัสณี กล่าว 

ขณะที่ ดญ.พลายณภัทร โฉมแดง เป็นหนึ่งในผู้รับสิทธิประโยชน์จากสิทธิปลูกถ่ายตับในเด็ก ซึ่งมารดาของ ดญ.พลายณภัทร เล่าให้ฟังว่าลูกสาวของตนมีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองตั้งแต่อายุได้ 2 เดือน ตนจึงค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และพบว่าที่โรงพยาบาลรามาธิบดีมีการรักษาเกี่ยวกับตับจึงเข้าไปรับบริการ โดยในช่วงแรกแพทย์รักษาท่อน้ำดีแต่อาการยังไม่ดีขึ้น จึงวางแผนปลูกถ่ายตับใน พ.ศ. 2553 เตรียมตัวอยู่ 1 ปี แล้วได้ผ่าตัดในปี 2554  

“ครั้งแรกที่รู้ว่าต้องปลูกถ่ายอวัยวะ ฟังยอดค่าใช้จ่ายและโอกาสสำเร็จก็กังวลมากเพราะค่าใช้จ่ายสูง ตอนนั้นถอดใจแล้วว่าคงต้องดูแลกันไปจนวาระสุดท้าย แต่พอรู้ว่ามีบัตรทองที่เราไม่ต้องจ่ายเงินก็รู้สึกดีใจมาก อยากขอบคุณโครงการดีๆ ขอบคุณโรงพยาบาลรามาธิบดี ขอบคุณ สปสช. ที่ทำให้ได้ชีวิตลูกกลับคืนมา”มารดาของ ดญ.พลายณภัทร กล่าว 

ด้านนายธนพลธ์ ดอกแก้ว ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์จากสิทธิล้างไต กล่าวว่า ตนตรวจพบว่าเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในปี 2546 สาเหตุเกิดจากเป็นความดันโลหิตสูงแต่ไม่ได้ไปพบแพทย์เนื่องจากหน่วยบริการอยู่ไกล และเมื่อไปแล้วก็ต้องซื้อยากินเองเพราะขณะนั้นยังไม่มีสิทธิบัตรทอง เมื่อไม่ดูแลตัวเองจึงเกิดภาวะไตเสื่อมจนกลายเป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จากนั้นก็ใช้สิทธิบัตรทองมาตลอด 18 ปี  

“ในอดีตแม้จะมี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ ในปี 2545 แต่สิทธิการรักษายังไม่ครอบคลุมโรคค่าใช้จ่ายสูง ตอนนั้นใครเป็นโรคไตคือฝันร้ายมาก เตรียมตัวร่ำลาญาติพี่น้องได้เลยเพราะถ้ารักษาจะมีค่าใช้จ่ายสูงถึงขั้นล้มละลาย นอกจากนี้ ยังมีหน่วยบริการรองรับน้อย บุคลากรและผู้เชี่ยวชาญก็มีน้อย 3 อย่างนี้คือปัญหาในอดีต แต่ปัจจุบัน ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมากกว่า 95% สามารถเข้าถึงการรักษา ทั้งการล้างไตทางช่องท้อง ฟอกไต ปลูกถ่ายไต ยากดภูมิ ต้องขอบคุณ สปสช. ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนทุกปี มีการเก็บข้อมูลตั้งแต่ชุมชนถึงระดับนโยบาย และถูกนำไปผลักดันจริงๆ นโยบายนี้เป็นนโยบายที่งดงามที่สุด ทำให้ประชาชนสามารถเสนอนโยบายและเข้าถึงบริการได้ สามารถหลีกเลี่ยงการล้มละลายจากการรักษาพยาบาล” นายธนพลธ์ กล่าว 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์