ศิลปินไทย-จีนแสดงงานบนลำน้ำโขง วอนรัฐบาลปักกิ่งเห็นใจคนท้ายน้ำ

ศิลปินชาวไทยและจีนร่วมสร้างสรรค์ศิลปะบนแม่น้ำโขง บอกเล่าวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของชาวบ้านริมฝั่งโขง หวังผู้คนตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้านวสันต์ สิทธิเขตต์ ชี้ ‘แม่น้ำโขงเป็นของโลก’ แนะประเทศท้ายน้ำรวมตัวต่อรอง    

 

8 พ.ย. 64 สำนักข่าวชายขอบ รายงานเมื่อ 7 พ.ย. 64 ระบุว่า ที่โฮงเฮียงแม่น้ำโขง จ.เชียงราย กลุ่มศิลปินไทย-จีนร่วมกันแสดงผลงานศิลปะ หลังจากจากลงพื้นที่แม่น้ำโขง-แม่น้ำอิง และชุมชนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานมาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 64 และจะนำผลงานบางส่วนไปจัดแสดงที่หอศิลป์กวางเจา 

นายเรียน จินะราช อดีตพรานปลาบึกและผู้อาวุโสชุมชนริมแม่น้ำโขง กล่าวว่า เมื่อก่อนแม่น้ำโขงมีปลาชุกชุมมากขนาดไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรมากก็จับปลาดได้ทีละเยอะ โดยในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งร้อนและไม่รู้ไปไหนก็ลงหาปลา โดยเฉพาะปลาบึกที่มีอยู่เรื่อยๆ อพยพมาจากที่อื่นโดยออกจากถ้ำ และเราได้ทำพิธีขอปลาบึกตัวที่เจริญวัยเต็มที่ โดยปลาบึกออกมาในช่วงสงกรานต์ทุกๆ ปี โดยปู่ย่าตายายได้คิดค้นวิธีจับปลาบึก ตอนแรกใช้ฉมวกแทง แต่แทงไม่เข้า เพราะปลาบึกมีหนังหนาและลื่น จึงคิดทำแห แต่ไม่รู้เอาเส้นด้ายขนาดใหญ่มาจากไหน จึงใช้ต้นป่านมาทำเป็นเส้นและถักเป็นแห แต่ปัญหาคือต้องเป็นแหที่มีขนาดใหญ่และตากว้างซึ่งต้องใช้พลังมหาศาลเพราะปลาบึกตัวใหญ่จึงต้องดึงกันไปมา และปลาบึกก็ฉลาดขึ้น ในที่สุดเราต้องพัฒนาเป็นตาข่ายที่มีขนาดใหญ่ยาว 30 วา โดยทำจากปอเช่นกัน จนระยะหลังราวๆ พ.ศ. 2530 จึงเปลี่ยนเป็นไนล่อน ซึ่งต้องซื้อที่หลวงพระบาง เพราะกรุงเทพฯ ไปลำบากกว่า

นายเรียน กล่าวว่า ในอดีตเชื่อว่า ปลาบึกว่ายไปวางไข่ที่ทะเลสาบต้าหลี้ในจีน แต่พอมีเขื่อนกั้นปลาบึกจึงไม่รู้ไปวางไข่ที่ไหน โดยปลาบึกตัวเมียทุกตัวที่จับได้จะมีไข่ซึ่งแต่ละตัวมีไข่ 60-70 กิโลกรัม แต่การฟักเป็นตัวและเติบใหญ่มีน้อย เพราะมีศัตรูในธรรมชาติมาก และวิธีวางไข่คือการปล่อยไหลไปกับน้ำ โดยตั้งแต่เด็กจนถึงขณะนี้ตนไม่เคยเห็นปลาบึกตัวน้อยในแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่หนักกว่า 100 กิโลกรัม (กก.) ขึ้นไป

“ผมเชื่อว่าปลาบึกยังไม่หมดไปจากแม่น้ำโขง แต่ไม่ได้อพยพขึ้นมาเหมือนในอดีต กลายเป็นปลาประจำถิ่น ความเจริญของบ้านเมืองไปทำลายธรรมชาติ ทำอย่างไรให้การพัฒนาคิดถึงธรรมชาติด้วย สาเหตุหลักที่ปลาบึกหายไปคือการสร้างเขื่อนปิดกั้นเส้นทางน้ำ การเดินเรือเพื่อการพาณิชย์” นายเรียน กล่าว

นายชุมพล อภิสุข ศิลปินไทย กล่าวว่า ตนกำลังตั้งคำถามกับการพัฒนาฝั่งโขง โดยเฉพาะเรื่องการถมหินหรือการก่อสร้างโครงสร้างแข็งริมแม่น้ำโขง ว่าเป็นความจำเป็นหรือไม่และมีส่วนช่วยเพิ่มผลกระทบหรือไม่ แต่ที่ประทับใจในการลงพื้นที่ครั้งนี้คือชุมชนและผู้คนโดยเฉพาะลุ่มน้ำอิง เห็นชัดว่าชาวบ้านมีความตระหนักรู้สูงและร่วมมือกันรักษาป่าชุ่มน้ำไว้ได้ดี โดยชาวบ้านบอกว่า แม้สายไปหน่อย แต่ยังดีกว่าไม่มีเหลือเลย เหลือเพียงผืนป่าชุ่มน้ำ ซึ่งมีความหวังว่าจะขยายพื้นที่ไปได้อีก ขณะที่แม่น้ำโขงนั้นแทบสิ้นหวัง เพราะกลายเป็นเพียงทางเดินของน้ำ คงเรียกร้องเอาความอุดมสมบูรณ์คืนไม่ได้ง่ายๆ แม้จีนจะยกเลิกเขื่อน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะพลิกฟื้นกลับคืนมาได้โดยง่าย กลายเป็นประเทศที่อยู่เหนือน้ำ ใช้น้ำเป็นยุทธปัจจัยและเครื่องมือในการครอบครอง เพราะมีพลังมากกว่าการรุกโดยกองทัพ หรือทางทหาร

นายชุมพล กล่าวว่า ได้ถามชาวประมงเขาบอกว่าต้องไปทำมาหากินอย่างอื่น ทั้งๆ ที่สมัยก่อนการหาปลาเป็นรายได้หลัก แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วจึงต้องไปรับจ้าง หากกระแสน้ำยังเป็นเช่นนี้คือไม่เป็นไปตามฤดูกาล พืชหรือสัตว์ใต้น้ำก็คงหมดไป เพราะพื้นที่เพาะพันธุ์ปลาแทบไม่มีแล้ว รวมถึงมีขยะมากมาย

เมื่อถามว่าสถานการณ์เช่นนี้งานศิลปะแม่น้ำโขงจะออกมาในลักษณะไหน นายชุมพล กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับศิลปินในความรู้สึกที่เขาประทับใจคืออะไร เช่น แม่น้ำ สายลม แสงแดด หรือที่นั่งเรือไปเห็นขยะลอยมามากมายก็ได้ความรู้สึกอีกแบบ ซึ่งทำให้เป็นกังวลและสงสารแม่น้ำ แต่ส่วนใหญ่ศิลปินให้ความสนใจเรื่องความเป็นมนุษย์ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติหรือวิถีชีวิตของแม่น้ำที่หายไป เป็นภาวะที่เจ็บปวด ซึ่งการที่ศิลปินได้ลงพื้นที่ในระยะเวลาสั้นๆ ได้แค่สัมผัสอย่างเดียว แต่ความทุกข์และสุขเราได้รู้จักเพียงผิวเผิน อย่างไรก็ตาม ศิลปินก็อยากชักจูงให้คนสนใจพื้นที่

เมื่อถามถึงความร่วมมือระหว่างศิลปินไทยกับจีนจะส่งผลให้ประเทศต้นน้ำเกิดความเข้าใจความเดือดร้อนของชุมชนท้ายน้ำมากขึ้นหรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนไม่ค่อยได้รับฟัง เพราะคิดเพียงสร้างโครงการให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้น เขาคงไม่อยากเห็นอะไรที่ไปขัดขวาง ขณะที่คนทำงานศิลปะครั้งนี้ก็ทำงานได้แค่ระดับหนึ่ง เพื่อทำให้แม่น้ำล้านช้างกับโขงเชื่อมต่อกัน ส่วนจะขอความเห็นใจหรือความเป็นธรรมต่อจีนได้หรือไม่นั้น ยังเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะโครงสร้างรัฐจีนไม่ได้เอื้อต่อความเป็นมนุษย์ เราสัมผัสได้เพียงสามารถยับยั้งหรือยืดเวลาออกไป แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็บริหารจัดการน้ำเรียบร้อยจนแม่น้ำโขงกลายเป็นท่อส่งน้ำไปแล้ว เช่นเดียวกับรัฐบาลส่วนใหญ่เชื่อว่าสามารถพัฒนาลุ่มน้ำโขงให้สองฝั่งมีเศรษฐกิจที่ดี รวมถึงคนจีนที่เข้ามาทำมาหากินโดยเขาคิดว่าคงเป็นเรื่องที่ดี 

“แนวคิดหนึ่ง คือ เราพยายามทำให้เห็นว่าแม่น้ำนี้ไม่ใช่ของใคร แต่เป็นของโลก ไม่ว่าแม่น้ำนั้นจะอยู่ในประเทศหรือไหลผ่านชายแดน เพราะเราต้องการให้คนเข้าใจถึงธรรมชาติ เรามีความหวังว่าเขาจะฟัง แม้จะยาก” นายชุมพล กล่าว

นายชุมพล กล่าวว่า ยกตัวอย่างการที่เราได้ไฟฟ้าจากฝั่งลาวแล้วต่อสายส่งกลับไปขายเขา เห็นได้ชัดเจนว่าภาครัฐมองเศรษฐกิจแบบไหน ตนยังไม่เห็นทางออกใดๆ นอกจากเรื่องการท่องเที่ยวซึ่งมี 2 ด้าน ทั้งการท่องเที่ยวที่ดี และการท่องเที่ยวที่ทำลาย แต่ในแง่ของศิลปินก็ได้แต่ทำงานศิลปะและรณรงค์ก็แค่นั้น งานที่มีพลังอาจไปสะกิดใจคนจำนวนหนึ่งแต่คนจำนวนมากยังไม่รู้เรื่อง

ขณะที่นายวสันต์ สิทธิเขตต์ กล่าวว่า เคยมาทำงานศิลปะเมื่อกว่า 10 ปีก่อน แต่ครั้งนี้เห็นขยะมากขึ้น ขณะที่เรือประมงหายไปมาก โดยเมื่อลงพื้นที่ชุมชนหาปลาที่ปากอิงได้เห็นชาวบ้านดึงตาข่ายกลับมาโดยไม่ได้ปลาสักตัว ซึ่งสะท้อนสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น งานศิลปะที่ตนทำจึงพูดถึงปลาที่กำลังสูญพันธุ์จากการกระทำของมนุษย์ และความสัมพันธ์ทั้งหมดเปลี่ยนแปลง ทั้งที่เรามีตัวอย่างเรื่องกรณีสร้างเขื่อนปากมูน ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ เพราะปัจจุบันแทบไม่มีปลา เราจึงอยากสื่อสารให้คนรับรู้ว่าแม่น้ำไม่ใช่ของใคร แต่เป็นของโลก ถ้าไม่มีน้ำคนก็อยู่ไม่ได้ อยากให้ช่วยกันดูแล อยากให้คนมีอำนาจรับรู้ว่าสำคัญมาก เพราะทุกวันนี้น้ำกลายเป็นสิ่งมีค่ามาก ประเทศมหาอำนาจจึงอยากเก็บน้ำให้ได้มากสุด แต่ไม่คิดว่าอยู่ร่วมโลกเดียวกัน เราอยากให้แม่น้ำโขงเป็นสายน้ำแห่งสันติภาพไม่ต้องแย่งชิงน้ำกัน

วสันต์ สิท๋ธิเขตต์ ศิลปินไทย

นายวสันต์ กล่าวว่า ผู้ที่มีอำนาจควรสำรวจว่าชุมชนเคยอยู่กันอย่างไร และถ้าจะอยู่ต่อควรหาทางออกให้ชาวบ้านอยู่กับธรรมชาติอย่างไร คนมีอำนาจควรคุยกับประเทศข้างบนเพื่อจัดการให้มีดุลยภาพ ไม่เช่นนั้นคนอยู่ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำอย่างไรให้ทางการจีนได้รับรู้ความเดือดร้อนของคนที่อยู่ท้ายน้ำ นายวสัตต์ กล่าวว่า เราอยู่สายน้ำเดียวกันจากยูนานถึงปากน้ำโขงที่เวียดนาม อยากให้ทุกประเทศได้ใช้แม่น้ำร่วมกัน งานศิลปะจึงพยายามเชื่อมโยงให้คนเข้าใจ แต่ศิลปินจีนอาจพูดไม่ได้มากนักโดยเฉพาะเรื่องเขื่อน เช่นเดียวกับคนลาว และคนกัมพูชาก็พูดไม่ได้ เพราะกระทบนโยบาย แต่ตราบใดที่จีนเห็นแก่ตัว ทั้ง 5 ประเทศก็อยู่ด้วยกันลำบาก ดังนั้น ประเทศท้ายน้ำควรรวมตัวกันต่อรอง เพราะหากแม่น้ำแห้งเหือด แหล่งปลูกข้าวในเวียดนาม หรือโตนเลสาบก็ย่อมได้รับผลกระทบหนัก ซึ่งชาวบ้านก็อยู่ไม่ได้ อยากให้รัฐบาลจีนตระหนัก ควรปล่อยน้ำจากแม่น้ำโขงให้ไหลเป็นอิสระ และใช้น้ำร่วมกัน ซึ่งจีนก็จะได้เป็นพี่ใหญ่ที่ดีไม่ใช่อันธพาล

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์