พบผู้หญิงในสหรัฐฯ ไม่อยากกลับมาทำงาน แม้วิกฤต COVID-19 คลี่คลายบ้างแล้ว

พบจำนวนผู้หญิงที่ทำงานหรือกำลังมองหางานในสหรัฐฯ ลดลง อัตราว่างงานก็สูงขึ้น มีการวิเคราะห์ว่าพวกเธอยังไม่อยากกลับมาทำงานในช่วงนี้ เหตุผลทั้งจาก 'ภาวะหมดไฟในการทำงาน' และสถานการณ์วิกฤต COVID-19 ที่ยังไม่แน่นอน ทำให้พวกเธอต้องให้เวลากับครอบครัวก่อน 


ช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. 2564 ผู้หญิงที่ทำงานหรือกำลังมองหางานในสหรัฐฯ ลดลง ส่วนเดือน ต.ค. 2564 อัตราว่างงานของผู้หญิงก็สูงขึ้น | ที่มาภาพประกอบ: Street Lab อ้างใน National Governors Association (CC BY-NC 4.0)

  • จำนวนผู้หญิงที่ทำงานหรือกำลังมองหางานในสหรัฐฯ ลดลงตั้งแต่เดือน ส.ค.-ก.ย. 2564 ส่วนเดือน ต.ค. 2564 แม้ภาพรวมแนวโน้มการว่างงานลดลงจาก 4.8% เป็น 4.6% แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะผู้หญิงแล้วพบว่ากลับสูงขึ้นจาก 4.2% เป็ 4.4%
  • มีผลสำรวจพบว่า 1 ใน 3 ของผู้หญิงในสหรัฐฯ คิดที่จะออกจากงานในช่วงปี 2564 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นจากปี 2563 ที่มีเพียง 1 ใน 4 คนเท่านั้น ทั้งนี้ผู้หญิงรู้สึก 'เหนื่อยล้า' หรือเผชิญ 'ภาวะหมดไฟ' (Burned out) โดยพวกเธอรู้สึกต้องแบกรับภาระที่มากเกินไป ทั้งการทำงานหารายได้และดูแลครอบครัว
  • มีการคาดการณ์ว่าการเปิดโรงเรียนในสหรัฐฯ จะช่วยให้บรรดาคุณแม่กลับไปทำงานกันมากขึ้น แต่จนถึงขณะนี้สถานการณ์ที่ว่าก็ยังไม่เกิดขึ้น การระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้าทำให้โรงเรียนในหลาย ๆ พื้นที่ต้องปิดชั่วคราว รวมทั้งผู้หญิงยังต้องดูแลคนในครอบครัวหรือญาติที่ป่วย COVID-19 อยู่ โดย ณ วันที่ 10 พ.ย. 2564 สหรัฐฯ มีผู้ป่วยถึง 9.18 ล้านคนเลยทีเดียว

ที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงวิกฤต COVID-19 พบว่าผู้หญิงได้สูญเสียตำแหน่งงานไปเป็นจำนวนมาก เนื่องจากภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดนี้มักจะเป็นภาคส่วนที่มีผู้หญิงทำงานอยู่จำนวนมาก แต่ในปัจจุบันสถานการณ์วิกฤต COVID-19 ได้คลี่คลายลงอย่างมาก เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและบรรดาภาคธุรกิจก็ต่างประกาศรับสมัครงานในจำนวนที่มากเป็นประวัติการณ์ แต่จำนวนผู้หญิงที่ทำงานหรือกำลังมองหางานกลับลดลงตั้งแต่เดือน ส.ค.-ก.ย. 2564 ในทางกลับกันผู้ชายมีอัตราการหางานที่เพิ่มมากขึ้น

โดยอัตราการว่างงานในสหรัฐฯ เมื่อเดือน ต.ค. 2564 ที่ผ่านมานั้น พบว่าในภาพรวมแนวโน้มการว่างงานลดลงจากร้อยละ 4.8 เป็นร้อยละ 4.6 แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะผู้หญิงแล้วพบว่าอัตราการว่างงานกลับสูงขึ้นจากร้อยละ 4.2 เป็นร้อยละ 4.4 

ทั้งนี้มีการวิเคราะห์ว่าผู้หญิงในสหรัฐฯ ต่างยังไม่อยากกลับมาทำงานในช่วงนี้ ไม่ว่าจะด้วยความเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

ภาวะหมดไฟในการทำงาน

การระบาดครั้งใหญ่ของ COVID-19 นี้ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องแบกรับภาระที่มากเกินไป ทั้งการทำงานหารายได้ให้แก่ครอบครัว การดูแลครอบครัว ทั้งลูก ๆ สามี หรือพ่อแม่ สหรัฐฯ ต้องสูญเสียงานหลายสิบล้านตำแหน่งหลังการแพร่ระบาด 

ในรายงาน Women in the Workplace 2021 ของ McKinsey & Co. แสดงให้เห็นว่าการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ได้ส่งผลต่อผู้หญิงในตลาดแรงงานเป็นอย่างมาก การสำรวจพบว่า 1 ใน 3 ของผู้หญิงคิดที่จะออกจากงานในช่วงปี 2564 ซึ่งในช่วงต้นของการระบาดเมื่อปี 2563 มีผู้หญิงเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่คิดว่าจะลาออกจากงาน

รายงานนี้ยังระบุด้วยว่าผู้หญิงรู้สึก 'เหนื่อยล้า' หรือเผชิญ 'ภาวะหมดไฟในการทำงาน' (Burned out) มากกว่าเมื่อปี 2563 และช่องว่างของเรื่องนี้ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายก็เห็นได้ชัด เพราะในปี 2564 นี้ ร้อยละ 42 ของผู้หญิงบอกว่าตนหมดไฟในการทำงาน เมื่อเทียบกับร้อยละ 32 ในปี่ 2563 ในขณะที่สำหรับผู้ชายนั้น ร้อยละ 35 ระบุว่ารู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำงานงานในปี 2564 เทียบกับ ร้อยละ 28 ในปี 2563

นาโอมิ เปญ่า วัย 41 ปี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ยังไม่อยากกลับไปทำงานหลังวิกฤต COVID-19 ก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นพนักงานประจำที่ทำงานเต็มเวลาและเลี้ยงลูก 4 คน ควบคู่กันไปด้วย แต่เมื่อ COVID-19 เริ่มระบาดในสหรัฐฯ เมื่อต้นปี 2563 การทำงานประจำพร้อมกับเลี้ยงลูก 4 คนไปด้วยกลายเป็นเรื่องยาก และเธอต้องพบกับการตัดสินใจที่ต้องเลือกระหว่าง 'ลูก' หรือ 'งาน'

ท้ายสุดเธอตัดสินใจเลือกลูก ๆ ของเธอ เธอได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหารที่ Google ในนิวยอร์ก ซึ่งถือว่าเป็นงานมีรายได้ดีพอสมควร เธอเล่าว่าโรคระบาดครั้งนี้ทำให้ทุกอย่างในชีวิตของลูก ๆ ของเธอต้องหยุดชะงัก และทำให้เธอต้องยุติอาชีพการงาน เพราะรู้สึกว่าที่บ้านต้องการเธอมากกว่าที่ทำงาน เธอต้องออกจากงานที่ให้เงินเดือนสูงและให้สวัสดิการมากมาย แต่นั่นก็ทำให้เธอได้อยู่กับลูก ๆ

เปญ่าก็เหมือนกับผู้หญิงคนอื่น ๆ อีกหลายล้านคนในสหรัฐฯ ที่ต้องหยุดทำงานและคอยดูแลครอบครัว หลายคนมองหาสถานรับเลี้ยงเด็กที่ราคาไม่แพง มองหาอาชีพใหม่ หรือเรียงลำดับความสำคัญของชีวิตกับการทำงานเสียใหม่ ซึ่งการที่ต้องเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูก 4 คน วัยตั้งแต่วัยมัธยมต้นจนถึงเรียนมหาวิทยาลัย เธอทราบดีว่าในที่สุดแล้วเธอก็จะต้องหางานประจำใหม่หรือไม่ก็ต้องเป็นฟรีแลนซ์เพื่อให้มีรายได้ แต่เธอบอกว่ามันยังไม่ถึงเวลาในตอนนี้

COVID-19 แค่ยัง 'คลี่คลาย' แต่ยังไม่ 'สิ้นสุด' และผู้หญิงยังต้องแบกภาระ


สถานการณ์ COVID-19 ในสหรัฐฯ แค่ยังคลี่คลายแต่ยังไม่สิ้นสุด ผู้หญิงยังต้องแบกภาระดูแลครอบครัวอยู่ | ที่มาภาพประกอบ: IMF Photo/Ariana Lindquist (CC BY-NC-ND 2.0)

จากการวิเคราะห์ข้อมูลของสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่าเมื่อการระบาดใหญ่ของ COVID-19 เริ่มขึ้นช่วงต้นปี 2563 นั้นมีคุณแม่ราว 3.5 ล้านคนที่มีลูกวัยเรียนต้องตกงาน ลางาน หรือออกจากตลาดแรงงานไปโดยสิ้นเชิง

ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าการเปิดโรงเรียนในสหรัฐฯ จะช่วยให้บรรดาคุณแม่กลับไปทำงานกันมากขึ้น แต่จนถึงขณะนี้สถานการณ์ที่ว่าก็ยังไม่เกิดขึ้น การระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้าทำให้โรงเรียนในหลาย ๆ พื้นที่ต้องปิดชั่วคราว ซึ่งอาจทำให้คุณแม่หลายคนยังไม่อยากกลับไปทำงานในเดือนช่วง ก.ย. 2564 ที่ผ่านมา

ข้อมูลจากเว็บไซต์หางาน Indeed ระบุว่าในบรรดาคุณแม่ที่มีลูกอายุไม่เกิน 13 ปี สัดส่วนผู้ถูกจ้างงานในเดือน ก.ย. 2564 นั้นต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการระบาดของ COVID-19 เกือบร้อยละ 4 แต่สำหรับคุณพ่อที่มีลูกเล็ก อัตราดังกล่าวลดลงเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ข้อมูลจาก Indeed ยังพบว่าคนว่างงานจำนวนมากไม่ได้หางานทำอย่างจริงจังนักเพราะคู่สมรสของตนยังคงทำงานอยู่ 

นอกจากนี้ความคาดหวังว่าการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้มีผู้ติดเชื้อน้อยลง กลับต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าที่ผลกระทบจากการระบาดใหญ่ต่อการจ้างงานผู้หญิงจะฟื้นสภาพในบางส่วนได้ เพราะการฉีดวัคซีนในสหรัฐฯ นั้นต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมือง ล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย. 2564 อัยการจาก 10 รัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรคริพับลิกันร่วมกันยื่นฟ้องรัฐบาลกลางภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน หลังรัฐบาลกลางมีคำสั่งบังคับฉีดวัคซีนแก่บุคลากรทางการแพทย์จำนวนหลายล้านคน

หลายเดือนก่อน COVID-19 ระบาด เคอรีน ฟรานซิสโก อดีตนักออกแบบวัย 51 ปีของ North Face ต้องตัดสินใจว่าจะย้ายไปเดนเวอร์พร้อมกับบริษัทฯ ของเธอหรือไม่ แต่ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจที่จะไม่ไป และเมื่อ COVID-19 โหมกระหน่ำ เธอเริ่มสบายใจกับการตัดสินใจของเธอมากขึ้นแม้ว่าจะหมายถึงการว่างงาน ทั้งนี้เธอได้รับเงินช่วยเหลือการว่างงานและทำงานฟรีแลนซ์ควบคู่ไปด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เงินออมมากเกินไป

ฟรานซิสโกเป็นแม่ที่เลี้ยงเดี่ยวต้องการทุ่มเทให้กับการเลี้ยงดูลูกชายคนเดียวของเธอ ซึ่งตอนนี้เขาอายุ 10 ขวบ รวมทั้งพ่อแม่ที่แก่ชราของเธอในซานฟรานซิสโก 

"มันคือความรับผิดชอบและภาระผูกพัน" เธอกล่าว "แต่ความจริงแล้ว ฉันไม่รู้ว่า COVID-19 จะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ดังนั้นจึงมีความกลัวและความไม่มั่นคงมากมาย เช่น ถ้าพ่อแม่ของฉันเสียชีวิต"

โดยปัจจุบันยังมีผู้หญิงในสหรัฐฯ ที่ยังไม่ได้ออกไปหางานใหม่เพราะพวกเธอต้องดูแลคนในครอบครัวหรือญาติที่ป่วย COVID-19 อยู่ โดยข้อมูลจาก Worldometers ณ วันที่ 10 พ.ย. 2564 สหรัฐฯ มีผู้ป่วย COVID-19 ถึง 9.18 ล้านคนเลยทีเดียว.
 

ที่มาข้อมูล
Women in the Workplace 2021 (McKinsey & Co., 27 September 2021)
Unemployment rate rose for women and stayed flat for Black workers in October, even as overall jobs numbers improved (Hannah Miao and Nate Rattner, CNBC, 5 November 2021)
‘Burned out’? Why won’t more women return to the job market? (Sacramento Bee, 5 November 2021)
America's women are still on the sidelines, even as the jobs recovery picks up steam (Anneken Tappe, CNN Business, 8 November 2021)

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์