เซียวมารา คาสโตร จะเป็นความหวังใหม่ของที่จะมาจบการเมืองเน่าเฟะของละตินอเมริกาหรือไม่?

เซียวมารา คาสโตร ผู้แทนจากพรรคฝ่ายซ้ายพรรคลิเบรเพิ่งจะชนะการเลือกตั้งในฮอนดูรัสเมื่อไม่นานนี้ จบสิ้น 12 ปีอันยาวนานภายใต้รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย Foreign Policy In Focus (FPIF) ที่เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศวิเคราะห์ว่าชัยชนะครั้งนี้อาจจะเป็นสัญญาณเริ่มต้นการสิ้นสุดยุคการเมืองเน่าเฟะของละตินอเมริกาที่เผชิญกับบรรดาผู้นำจอมกดขี่มายาวนาน

เซียวมารา คาสโตร ภาพจากเฟซบุ๊ก

หลังจากที่มีกระแสการเมืองสายอำนาจนิยมฝ่ายขวาโถมคลื่นยักษ์กลบทับกระแสการเมืองสายก้าวหน้าในละตินอเมริกา หนึ่งในประเทศละตินอเมริกาก็ดูจะมีความหวังขึ้นมาบ้าง จากการที่เซียวมารา คาสโตร ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 50 เทียบกับพรรคฝ่ายขวาพรรคเนชันแนลที่ได้คะแนนเสียงร้อยละ 36

จอห์น เฟฟเฟอร์ ผู้อำนวยการของ FPIF มองว่าชัยชนะของคาสโตรผู้เป็นนักสังคมนิยม นักสตรีนิยม ในฮอนดูรัสนั้นถือเป็น "แสงสว่างปลายอุโมงค์" สำหรับการเมืองละตินอเมริกาที่อยู่ในสภาพเน่าเฟะมานาน และนับเป็นการสิ้นสุดของช่วงเวลาหายนะ 12 ปี ของฮอนดูรัส หลังจากที่มีการรัฐประหารโค่นล้มประธานาธิบดีเอียงซ้าย มานูเอล ซาลายา แล้วตามมาด้วยการปกครองแบบไม่เป็นประชาธิปไตยโดยรัฐบาลที่ขนยาเสพติดข้ามแดนและเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ

คาสโตรให้สัญญาว่าเธอจะจัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติฮอนดูรัส แต่เรื่องนี้ก็ไม่ง่ายนักสำหรับหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในละตินอเมริกา ซึ่งมีกลุ่มชนชั้นนำคอยกุมบังเหียนทางอำนาจอยู่ และการรัฐประหารโค่นล้มมานูเอล เซลายา ก็ยังคงส่งผลให้เกิดความแตกแยกในสังคมฮอนดูรัส อย่างไรก็ตามสิ่งที่คาสโตรทำได้คือการทำลายอำนาจของกลุ่มคนค้ายาเสพติดที่ทำให้ฮอนดูรัสกลายเป็นรัฐที่ซื้อขายยาเสพติดอย่างช่ำชอง

ที่ผ่านมาละตินอเมริกาต้องเผชิญกับผู้นำฝ่ายขวาหลายคนไม่ว่าจะเป็นจาอีร์ บอลโซนาโร ของบราซิล, แดเนียล ออเตกา ของนิคารากัว และเป็นไปได้ว่าชิลีอาจจะตามติดไปอีกประเทศหนึ่งถ้าพวกเขาเลือกนักประชานิยมฝ่ายขวาอย่าง โฮเซ อันโตนิโอ คาสต์ เป็นประธานาธิบดี สำหรับในฮอนดูรัสนั้นต้องอยู่กับผู้นำฝ่ายขวาที่มีส่วนพัวพันกับยาเสพติดอย่าง ฮวน ออร์ลันโด เฮอร์นันเดซ มาเป็นเวลา 8 ปี

ในเดือน มี.ค. 2563 น้องชายของ ฮวน ออร์ลันโด คือ ฮวน อันโตนิโอ เฮอร์นันเดซถูกตัดสินโดยศาลสหรัฐฯ ให้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตบวกกับอีก 30 ปี เนื่องจากเขาลักลอบนำโคเคน 185 ตันเข้าไปในสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังถูกสั่งปรับ 158 ล้านดอลลาร์ด้วย แต่พี่ชายอย่างออร์ลันโดก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้น้องชายเขาพ้นโทษ รวมไปถึงการจ้างวานบริษัทล็อบบี้ของสหรัฐฯ ด้วยเงินอย่างน้อย 500,000 ดอลลาร์ที่เขาทำเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อแค่ช่วยน้องชายตัวเองอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวของเขาด้วย

จอห์น ลี แอนเดอร์สัน จากสื่อเดอะนิวยอร์กเกอร์เคยระบุถึงคดีของ ฮวน อันโตนิโอว่า มีการใช้เงินหลายล้านดอลลาร์จากการค้ายาเสพติดเป็นทุนในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งให้พรรคของเขาและพี่ชาย นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนของพี่ชายในการรับเงินสินบนหนึ่งล้านดอลลาร์จากหัวหน้าแก๊งค้ายา ฮัวคิน กุซมันหรือ เอล ชาโป อัยการที่สั่งฟ้องคดีอันโตนิโอบอกว่าการค้ายาข้ามชาติที่มีรัฐเป็นผู้สนับสนุนเช่นนี้เป็นคุณลักษณะที่แย่และเป็นสิ่งที่ทำให้ฮอนดูรัสกลายเป็นแหล่งค้าส่งโคเคนแหล่งหลักแห่งหนึ่งของโลกรวมถึงกลายเป็นประเทศที่เกิดความรุนแรงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วย

เฮอร์นันเดซคนพี่่ประกาศว่าตัวเองบริสุทธิ์ในเรื่องนี้ แต่ก็ทำให้คนเชื่อยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีหลักฐานมัดตัวเขาอย่างเอกสารทางการเงินเกี่ยวกับกิจการยาเสพติดของเขา ในฐานะประธานาธิบดีเฮอร์นันเดซเคยสัญญาว่าจะให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในด้านสงครามยาเสพติด แต่เฟฟเฟอร์ก็เสียดสีว่าคงเพราะเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุชัดเจนกระมังว่าจะอยู่ฝ่ายค้านยาเสพติดหรือฝ่ายผู้ค้ายา

เฮอร์นันเดซ ไม่ได้เป็นแค่นักการเมืองคนเดียวเท่านั้นที่ถูกกล่าวหาเรื่องมีส่วนร่วมกับการค้ายาเสพติด ผู้ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฮอนดูรัสอีกรายหนึ่งคือ ยานี โรเซนทาล ก็เคยต้องโทษจำคุก 3 ปีในสหรัฐฯ หลังจากถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาฟอกเงินให้แก๊งค้ายาคาชิรอส เขาได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 9 ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด อีกคนหนึ่งคืออดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัส ปอร์ฟิลิโอ โลโบ ผู้ที่ร่วมมือกับแก๊งค์คาชิรอส ที่ทำให้รัฐบาลโจ ไบเดน ต้องออกมาตรการห้ามโลโบและครอบครัวเดินทางเข้าประเทศ เรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่น่าละอายสำหรับไบเดนไปด้วย เพราะตอนที่ไบเดนดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีสมัย บารัค โอบามา เคยมีการชื่นชมโลโบจากปากของโอบามาในเรื่องที่โลโบ "มีพันธกิจที่หนักแน่นต่อประชาธิปไตย"

สงครามยาเสพติดจากวาทกรรมของรัฐบาลฮอนดูรัสนั้น แท้จริงแล้วเป็นแค่การที่รัฐบาลไล่ปราบเจ้าพ่อยาเสพติดบางรายที่แข่งขันกับเจ้าพ่อยาเสพติดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาล อธิบดีกรมตำรวจสมัยรัฐบาลโลโบก็ถูกกล่าวหาว่าทำการวิสามัญฆาตกรรมหลายกรณีและเขาอาจต้องถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิตถ้าหากฮอนดูรัสส่งตัวเขาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนให้สหรัฐฯ

เคยมีการประเมินว่าโคเคนที่เข้าไปในประเทศสหรัฐฯ ร้อยละ 80 มีการลำเลียงผ่านทางฮอนดูรัส ถึงแม้ว่าในปัจจุบันการลำเลียงจะลดลง แต่ฮอนดูรัสเองกลายเป็นผู้แปรรูปใบโคคาให้กลายเป็นโคเคนเสียเอง

ถ้าหากคาสโตรเข้ามาเป็นประธานาธิบดีแล้วปราบปรามการค้ายาเสพติดจากฮอนดูรัสโดยที่ไม่ถูกสั่งเก็บหรือถูกรัฐประหารโค่นล้ม เธอก็จะต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ของประเทศอีกสองอย่างคือความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจและการที่มีผู้อพยพออกจากประเทศจำนวนมหาศาล

คนฮอนดูรัสจำนวนถึง 3 ใน 4 อยู่ใต้เส้นความยากจนทำให้เป็นประเทศในละตินอเมริกาอันดับรองสุดท้ายที่มีปัญหาความยากจนหนักที่สุดโดยที่อันดับสุดท้ายคือกัวเตมาลา จำนวนชนชั้นกลางในประเทศฮอนดูรัสก็น้อยมาก อีกทั้งปัญหา COVID-19 ก็ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศชะงัก

สำหรับเรื่องผู้อพยพออกจากประเทศนั้น ในช่วงระหว่างปี 2561-2564 มีผู้อพยพออกจากฮอนดูรัสจำนวนมากและคนที่เหลือในประเทศอีก 1 ใน 5 ก็บอกว่าอยากออกจากประเทศ พวกเขาอยากหนีให้พ้นจากความยากจนข้นแค้นและความรุนแรงจากกลุ่มแก๊งอาชญากรรมและจากรัฐบาล และยังต้องเผชิญปัญหาโลกร้อนที่ทำให้สภาพภูมิอากาศโหดร้ายมากขึ้น เช่น จากกรณีพายุเฮอร์ริเคนอีตาและไอโอตาปี 2563 ก็คร่าชีวิตผู้คนไป 98 ราย และสร้างความเสียหาย 2,000 ล้านดอลลาร์

ในแง่ที่ว่ากระแสของกลุ่มอำนาจนิยมฝ่ายขวาจะซาลงหรือไม่นั้น เฟฟเฟอร์วิเคราะห์ว่า สำหรับกรณีของจาอีร์ บอลโซนาโร ประธานาธิบดีบราซิลนั้นเขาได้สร้างความเสียหายให้ประเทศอย่างหนักไม่ว่าจะจากการทุจริต, หาผลประโยชน์เข้าตัวอย่างเกินเลย, สร้างความเสียหายให้สิ่งแวดล้อม, ไร้ความสามารถในการจัดการกับปัญหา COVID-19 แต่ไม่นานนี้ความนิยมของเขาก็เสื่อมถอยลงจากโพลเดือน ก.ย. ปีนี้ชาวบราซิลร้อยละ 60 ระบุว่าพวกเขาจะไม่กลับไปลงคะแนนให้บอลโซนาโรไม่ว่าจะภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม

ในประเทศโบลิเวียก็สามารถพลิกสถานการณ์การรัฐประหารได้เมื่อปี 2563 และกลุ่มคนที่ร่วมก่อรัฐประหารก็ถูกจับกุมและเผชิญข้อหาก่อการร้ายและข้อหานำการรัฐประหาร ในเปรูนั้นถึงแม้ว่าจะได้ประธานาธิบดีคนใหม่เป็นฝ่ายซ้ายเก่าอย่างเปโดร คาสติลโล ที่โค่นล้มอำนาจเก่าลงได้ แต่คาสติลโลก็เป็นพวกอนุรักษ์นิยมในทางสังคมที่ต่อต้านการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกันและต่อต้านทางเลือกในการทำแท้ง

เมื่อดูจากกรณีเหล่านี้บวกกับชัยชนะของเซียวมารา คาสโตร แล้ว ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นก้าวแรกสำหรับฮอนดูรัสและสำหรับละตินอเมริกาที่จะมีเหล่าผู้นำคนใหม่ซึ่งใส่ใจปากท้องประชาชน สนใจสิ่งแวดล้อม สนใจชุมชนชนพื้นเมือง และมาเก็บกวาดชำระล้างความโสมมที่กลุ่มผู้นำอำนาจนิยมขวาจัดมาทำเรี่ยราดทิ้งไว้

เรียบเรียงจาก

ENDING LATIN AMERICA’S SEWAGE DECADE, John Feffer, FPIF, 01-12-2021

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/2021_Honduran_general_election

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์