นักข่าวทำอย่างไรเพื่อเปิดโปงสายลับที่เกี่ยวข้องกับเหตุวางยาพิษ 'อเล็กซี นาวาลนี'

เรียนรู้วิธีการทำข่าวสืบสวนสอบสวนของนักข่าวรัสเซีย ผู้ใช้ฐานข้อมูล Open Source อย่างง่ายจาก Google, Microsoft และ Facebook เพื่อขุดคุ้ยข้อมูลและหยิบจับจิ๊กซอว์ปริศนาการลอบสังหารณ์ 'อเล็กซี นาวาลนี' ผู้นำฝ่ายค้านของรัสเซีย ขึ้นมาประกอบร่างทีละชิ้นๆ จนสามารถไขปริศนาการวางยาพิษ และสาวไปถึงสายลับและหน่วยงานความมั่นคงรัสเซียที่มีส่วนพัวพันกับคดีดังระดับโลก

แผนภาพบนกำแพงแสดงให้เห็นว่า Bellingcat สืบสวนเกี่ยวกับการวางพิษของอเล็กซี นาวาลนี ได้อย่างไร
(ที่มา: ขอบคุณภาพจาก Bellingcat)
 

ไม่มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่ใดในโลกเลยที่ประกาศว่าจะสืบสวนอาชญากรรมในกรณีพยายามฆ่าผู้นำฝ่ายค้านของรัสเซีย อเล็กซี นาวาลนี (Alexey Navalny) หลังจากเขาถูกวางยาด้วยอาวุธเคมีในวันที่ 20 ส.ค. ปีที่แล้ว เพื่อจัดการกับความไร้ซึ่งผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน ผู้สื่อข่าวจาก Bellingcat หน่วยงานสืบสวนไม่แสวงหากำไรนานาชาติ และ The Insider ของรัสเซีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก CNN และ Der Spiegel จึงรับอาสาดำเนินการ และใช้เวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้นก็ค้นพบว่าหน่วยงานความมั่นคงภายในของรัสเซียหรือ FSB มีส่วนพัวพันในการโจมตีคู่แข่งคนสำคัญของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ด้วยยาทำลายประสาทโนวีช็อก (Novichok)

เจ้าหน้าที่ของ FSB เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการสอดแนม แต่การสืบสวนร่วมกลับทำให้สามารถระบุชื่อเจ้าหน้าที่ของทีมที่แอบติดตามนาวาลนีได้ถึง 3 คน ทั้งยังสามารถระบุตัวนักวิทยาศาสตร์ 5 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ข่าวกรองอาวุโสอีกหลายคนที่สนับสนนปฏิบัติการนี้ได้ นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าว CNN คนหนึ่งถึงขั้นเผชิญหน้ากับหนึ่งในเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการของ FSB ที่อะพาร์ตเมนต์ของเขาในกรุงมอสโกอีกด้วย นาวาลนีอาการดีขึ้นหลังเหตุโจมตีดังกล่าวแล้ว ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นพาดหัวข่าวไปทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันก็มีรายงานออกมาว่าเขาต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยทางการแพทย์มากมายหลังจากถูกส่งไปที่เรือนจำในรัสเซีย โดยการกระทำดังกล่าวกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาเรียกว่าเป็นการดำเนินคดี “ที่มีแรงจูงใจทางการเมือง” รัสเซียปฏิเสธความรับผิดชอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อการวางยานาวาลนี แต่สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็ใช้มาตรการคว่ำบาตรกับมอสโกเพราะการวางยาและรังแกผู้นำฝ่ายค้าน

ชุดข้อมูลที่จำเป็นบางส่วน เช่น เอกสารการเดินทางและบันทึกการเรียกเก็บโทรศัพท์สามารถหาได้ผ่านตลาดข้อมูลผิดกฎหมายของรัสเซียเท่านั้น

เพื่อสืบสวนการเข้ามาพัวพันของหน่วยงานความมั่นคงรัสเซีย ทีมสอบสวนร่วมเลือกที่จะซื้อข้อมูลจากตลาดมืด ซึ่งถือเป็นทางเลือกสุดท้ายตามหลักจริยธรรม เพื่อทดแทนเครื่องมือโพเพนซอร์ส การค้นหาบนโซเชียลมีเดีย และวิธีการรายงานข่าวกระแสหลักอื่นๆ

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ปีที่แล้ว Bellingcat สมาชิกของ GIJN ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลข่าวกรองแบบโอเพนซอร์ส แถลงว่า “ไม่มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศใดที่กำลังสืบสวนการวางยาพิษอเล็กซี นาวาลนี เลย” และคริสโต โกรเซฟ (Christo Grozev) หัวหน้านักวิจัยของ Bellingcat บอกกับ GIJN ว่า ในช่วงต้นเดือน เม.ย. ก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายคนใดติดต่อไปหาเหยื่อหรือพยานในเหตุการณ์หลังจากแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนั้น นี่จึงยังเป็นคดีอาชญากรรมที่มีแค่นักข่าวเท่านั้นที่เข้าไปสืบสวนได้อย่างเต็มที่ 

ในการเสวนาออนไลน์เมื่อวันที่ 25 มี.ค. โกรเซฟและโรมัน โดโบรโคตอฟ (Roman Dobrokhotov) หัวหน้าบรรณาธิการของสำนักข่าว The Insider หนึ่งในเว็บไซต์ข่าวสอบสวนที่เหลืออยู่ไม่กี่แห่งของรัสเซีย ได้แบ่งปันเคล็ดลับการค้นหาเบาะแสในตลาดข้อมูลและด้วยการใช้เครื่องมือสอดส่องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพและถูกจริยธรรมในการสอบสวนที่เกิดขึ้นเพียงน้อยครั้งและทำให้เราต้องใช้มัน ผู้เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ ได้แก่ โดโรธี เบิร์น (Dorothy Byrne) หัวหน้าบรรณาธิการของเครือข่ายโทรทัศน์สาธารณะช่อง 4 (Channel 4) ของอังกฤษและตัวแทนจากเครือข่ายเพื่อการทำงานข่าวที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม (Ethical Journalism Network) ที่เข้ามาอธิบายว่าสถานีข่าวควรตรวจสอบกล่องเครื่องมือสอบสวนที่อาจมีการใช้ด้วยเช็กลิสต์ตรวจสอบความถูกต้องตามหลักจริยธรรมอย่างไร

หนึ่งในบทเรียนที่น่าตกใจสำหรับผู้เข้าร่วมชมเสวนาดังกล่าว คือ การสืบสวนคดีนาวาลนีส่วนใหญ่แล้วมาจากการตั้งสมมติฐานโดยใช้ตรรกะ การสอบสวนเกี่ยวกับอาวุธเคมีในอดีต และคำถามเชิงสอบสวนแบบดั้งเดิม โดยผู้เข้าร่วมเสวนาดังกล่าวประกอบด้วยนักข่าวกว่า 319 คนจาก 64 ประเทศทั่วโลก 

โดโบรโคตอฟและโกรเซฟระบุว่าพวกเขากำหนดเป้าหมายการเก็บข้อมูลโดยใช้คำถาม 5 ข้อ ได้แก่ ผู้โดยสารประเภทใดที่จองตั๋วโดยสะท้อนการขึ้นเครื่องจากมอสโกไปยังเมืองโนโวซิเบิร์สก์ของนาวาลนีในช่วงที่เขาถูกวางยา, ในบรรดาผู้โดยสารเหล่านี้มีใครบ้างที่เดินทางไปด้วยกัน, ใครบ้างที่มีลักษณะของการปลอมอัตลักษณ์ เช่น ข้อมูลพาสปอร์ตที่หายไป, ใครเดินทางต่อไปยังเมืองทอมสก์ซึ่งเป็นที่ๆ นาวาลนีถูกโจมตี, คนเหล่านี้โทรหาใครและบุคคลที่รับสายดังกล่าวมีใครที่เชื่อมโยงกับโครงการอาวุธเคมีของรัสเซียหรือไม่

“ฉันคิดว่าเทคนิคที่ยอดเยี่ยม แปลกใหม่ และมีอยู่ตอนนี้หมายความว่าเราต้องคิดอย่างจริงจังในฐานะนักข่าวแล้วว่าอะไรคือปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเชิงจริยธรรม” - โดโรธี เบิร์น จาก Ethical Journalism Network

ขณะที่ความเชื่อมโยงที่ปลายน้ำและการตรวจสอบความถูกต้องสามารถทำได้ผ่านเครื่องมือโอเพนซอร์สและการค้นหาบนโซเชียลมีเดีย ชุดข้อมูลบางอย่างที่จำเป็น เช่น เอกสารการเดินทางและบันทึกการเรียกเก็บค่าโทรศัพท์สามารถหาได้ผ่านตลาดข้อมูลผิดกฎหมายในรัสเซียเท่านั้น

“ฐานข้อมูลเหล่านี้บางอย่างไม่สามารถเข้าถึงในที่สาธารณะได้ แต่ที่จริงแล้วมันค่อนข้างสามารถเข้าถึงได้ง่ายในตลาดมืด” โดโบรโคตอฟอธิบาย 

แม้ว่าชุดข้อมูลเหล่านี้จะค่อนข้างเป็นเฉพาะกับรัสเซีย โดโบรโคตอฟกล่าวว่านักข่าวสืบสวนในประเทศอื่นๆ หากจำเป็นก็สามารถใช้ประโยชน์จากปรากฎการณ์ด้านข้อมูลที่เหมือนกันได้ กล่าวคือรัฐบาลเผด็จการมักจะสร้างระบบราชการที่ทุจริตแทบจะเป็นปกติ และสภาพแวดล้อมเช่นนี้สามารถนำไปสู่การปล่อยข้อมูลให้รั่วไหลเพื่อเปิดโปงอาชญากรรมของรัฐบาลดังกล่าวได้

“โรมัน โดโบรโคตอฟ เคยบอกอยู่เสมอว่ารัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่โปร่งใสที่สุด เพราะคุณสามารถซื้อข้อมูลที่ค่อนข้างรวมศูนย์ได้ในราคาไม่แพงนักซึ่งเป็นเรื่องปกติในตลาดเหล่านี้” โกรเซฟตั้งข้อสังเกต

โดโบรโคตอฟกล่าวว่าสำนักข่าว The Insider ยังใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลและบทเรียนที่ได้จากการสืบสวนต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ยาทำลายประสาทโนวีช็อกในอดีต รวมถึงการวางยาอดีตเจ้าหน้าที่ทหาร 'เซอเกย์ สกรีปัล' และ 'ยูเลีย' ลูกสาวของเขาที่อังกฤษใน พ.ศ.2561

“นี่คือกระบวนการที่ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีการใช้ฐานข้อมูลต่างๆ ของรัสเซียเพื่อติดตามสายลับเหล่านี้และเข้าใจว่ามีวิธีการใดบ้างที่สามารถนำมาใช้ได้” โดโบรโคตอฟอธิบาย

“ในเดือนสิงหาคม 2020 เราคิดว่าสถาบันเดียวกันอาจจะกำลังผลิตโนวีช็อกให้กับผู้ที่ต้องการวางยานาวาลนีด้วย อาจจะไม่ใช่ GRU (หน่วยงานข่าวกรองทหารของรัสเซีย) แต่เป็น FSB (หน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาลรัสเซีย) นั่นเป็นช่วงที่เราเริ่มดูข้อมูลโทรศัพท์มือถือและเมตาดาตา (Metadata) นี่เป็นข้อมูลที่ผู้ปฏิบัติงานในรัสเซียรวบรวม คุณเห็นไม่ใช่เพียงบุคคลดังกล่าวคุยกับใครเท่านั้น แต่ยังเห็นด้วยว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนด้วยการค้นหาพิกัดตำแหน่ง” เขากล่าวเสริม

“ในรัสเซีย คุณสามารถหาเอกสารเดินทางได้จากนายหน้าขายข้อมูล คุณต้องหาว่าใครเป็นผู้โดยสารคนหลักและมองหาแบบแผนที่เป็นลักษณะร่วม” – คริสโต โกรเซฟ จาก Bellingcat

โดโบรโคตอฟกล่าวว่าเบาะแสสุดท้ายที่พวกเขาต้องใช้มาถึงเมื่อนาวาลนีโทรหาหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของ FSB ด้วยตัวเองและหลอกให้เขาสารภาพเป็นเวลากว่า 40 นาที เขากล่าวว่าการโทรศัพท์ครั้งนี้ทำให้ได้รายละเอียดใหม่เพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือเจ้าหน้าที่วางยาพิษไว้ในกางเกงในของนาวาลนี เนื่องจากเชื่อว่านี่เป็นเสื้อผ้าชิ้นเดียวที่มีแต่เป้าหมายเท่านั้นที่มีแนวโน้มว่าจะจับ

โกรเซฟจาก Bellingcat ที่เคยทำงานสืบสวนการวางยาสกรีปัลและการยิงเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียเที่ยวบินที่ MH47 อธิบายประเด็นที่กว้างออกไปและมีประโยชน์ว่า แม้แต่สายลับผู้เชี่ยวชาญก็สามารถถูกติดตามอย่างใกล้ชิดโดยผู้สื่อข่าวได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาก็ทำพลาดแบบมนุษย์ทั่วไปเหมือนกับที่คนอื่นๆ อาจจะทำ

ตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจจะขี้เกียจก็ได้ โกรเซฟตั้งข้อสังเกตว่าสายลับอำพรางมักจะจองที่จอดรถใกล้กับสำนักงาน FSB ในกรุงมอสโกเป็นประจำ บางคนถึงขั้นลงทะเบียนพาหนะส่วนตัวด้วยที่อยู่ของสำนักงานหน่วยงานความมั่นคง

หรือบางทีพวกเขาอาจจะสะเพร่าด้วยก็ได้ โกรเซฟบอกว่าพาสปอร์ตที่มอบให้กับเจ้าหน้าที่ข่าวกรองเป็นส่วนหนึ่งของการปิดบังอัตลักษณ์มักจะออกให้โดยมีวันเกิดที่ไม่น่าเป็นไปได้ หรือตัวเลขพาสปอร์ตเรียงกัน โดยเลขตัวสุดท้ายสามารถทำให้ระบุตัวสายลับคนอื่นๆ ในหน่วยเดียวกันได้

นอกจากนี้ พวกเขาอาจจะถูกหลอกลวงได้ง่ายอีกด้วย เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่ถูกหลอกให้สารภาพเกี่ยวกับบทบาทในปฏิบัติการลับในโทรศัพท์

เครื่องมือที่ใช้โดยนักข่าวที่กล้าได้กล้าเสียเหล่านี้มีค่าเหมือนกับเหมืองทองของเทคนิคแบบโอเพนซอร์สและเทคนิคแบบที่ไม่ค่อยโอเพนซอร์สเท่าไหร่นัก ประการแรก ลองพิจารณาเครื่องมือแบบโอเพนซอร์สที่ใช้โดยโกรเซฟจาก Bellingcat ในกรณีการวางยาพิษของนาวาลนี

เครื่องมือแบบโอเพนซอร์สที่ใช้

  • บอทค้นหาข้อมูลในโทรศัพท์แบบย้อนกลับสำหรับเทเลแกรมและแอพสมาร์ทโฟนต่างๆ บอทซึ่งเป็นโปรแกรมที่ปฏิบัติภารกิจเฉพาะเจาะจงตามคำสั่งของผู้ใช้เหล่านี้ ได้แก่ GetContact, TrueCaller และ SmartSearch “เครื่องมือเหล่านี้ทำให้คุณสามารถหาบุคคลโดยใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์ที่คุณใส่เข้าไปได้ และปกติแล้วมันทำงานบนหลักการของการแบ่งปันเบอร์โทรศัพท์” โกรเซฟกล่าว “ถ้าคุณดาวโหลดแอพ X บนมือถือของคุณ มันจะดึงข้อมูลผู้ติดต่อของคุณตามที่คุณกรอกไว้ในรายการแล้วนำมารวมเป็นกองกลางเพื่อใช้ร่วมกัน ดังนั้นมันอาจจะมา [แบบไม่มีประโยชน์เลย] ในรูปของเบอร์โทรศัพท์ที่เชื่อมโยงกับ ‘แม่’ หรืออะไรที่เฉพาะเจาะจงอย่าง ‘เยฟเกนีจากหน่วยงานกะกลางคืนของ FSB’”
  • การค้นหาข้อมูลในโทรศัพท์แบบย้อนกลับสำหรับข้อมูลพื้นฐาน เครื่องมือเหล่านี้ ได้แก่ EyesofGod และ QuickOsintBot “เครื่องมือเหล่านี้เป็นบอทเทเลแกรมที่ให้ข้อมูลคุณมากขึ้นเล็กน้อย อาจจะเป็นที่อยู่และข้อมูลเพิ่มเติม” โกรเซฟอธิบาย
  • แพลตฟอร์มค้นหาอัตลักษณ์ที่ “คุ้มค่าแก่การลอง” ทางเลือกสำหรับการลองเสี่ยงโชคเหล่านี้ได้แก่ Viber, Telegram, WhatsApp, และ Skype “ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกรอกเบอร์เข้าไปในแถบค้นหาใน Skype คุณอาจจะพบชื่อของคนนั้นๆ ได้ ถ้าหากพวกเขาเชื่อมต่อเบอร์โทรศัพท์กับ Skype” โกรเซฟกล่าวเสริม “สำหรับ WhatsApp, คุณอาจพบภาพที่เชื่อมโยงกับเบอร์โทรศัพท์ พอเจอภาพแล้วคุณก็สามารถหาใบหน้าต่อได้” หนึ่งในเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกค้นข้อมูลโดยใช้วิธีการเหล่านี้ที่จริงแล้วปรากฎอยู่ในรายการของบุคคลที่มีชื่อว่า “มาจาก FSB”
  • บอทค้นหาพาหนะแบบย้อนกลับ เครื่องมือเหล่านี้ได้แก่ AvinfoBot, SmartSearch, EyesofGod และ QuickOsintBot ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของ ข้อมูลการจอดรถ และประวัติการผิดกฎจราจร “เครื่องมือเหล่านี้อาจมีประโยชน์อย่างมหาศาลในการติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคล และดูว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานลับหรือไม่ และหน่วยงานใด” โกรเซฟกล่าว Bellingcat พบว่าหนึ่งในคนที่พูดคุยกับหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ในห้องทดลองที่ผลิตยาทำลายประสาทโนวีช็อกบ่อย ๆ มีรถขึ้นทะเบียนอยู่กับสำนักงานของ FSB การใช้เครื่องมือเหล่านี้ Bellingcat ค้นพบว่าโทรศัพท์ของผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับการจอดรถ 42 ครั้งและระบุพิกัดการจอดรถหลายครั้งอยู่ในลานจอดรถห่างจาก FSB ไปเพียงไม่กี่ช่วงตึก
เครื่องมือค้นหายานพาหนะมีบทบาทสำคัญในการสืบสวนเกี่ยวกับการวางยานาวาลนี
เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับการจอดรถ ป้ายทะเบียน และการฝ่าฝืนกฎจราจร
เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่ชี้ให้เห็นว่าบุคคลที่มีอัตลักษณ์ปลอมหลายคนเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐ
(ที่มา: ขอบคุณภาพจาก Bellingcat)
 
  • เครื่องมือตรวจสอบและเปรียบเทียบใบหน้า โกรเซฟชื่นชมว่า “Azure ซึ่งเป็นเครื่องมือของ Microsoft พึ่งพาได้อย่างมาก” เขาเสริมว่าแพลตฟอร์มนี้ถูกใช้เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของ FSB คนหนึ่งที่ใช้ตัวตนพาสปอร์ตปลอม ซึ่งแอพให้คะแนนความมั่นใจระดับสูงกับใบหน้าเดียวกันที่ปรากฎบนบัญชีเฟซบุ๊กของผู้หญิงคนหนึ่งที่ปรากฎว่าเป็นภรรยาของเขา ในรูปภาพบัญชีโซเชียลมีเดียของเธอ ผู้ชายคนดังกล่าวกำลังอยู่บนชายหาด ใส่ของเล่นเป่าลมสีเหลืองขนาดใหญ่อยู่รอบศีรษะ มันช่างเป็นภาพในโลกความจริงที่ดูแล้วอยู่ตรงข้ามอย่างชัดเจนกับภาพลักษณ์ของสายลับในโลกสมมติอย่างเจมส์ บอนด์ที่มีใบอนุญาติให้ฆ่าเสียนี่กระไร
  • เทคนิคเติมใบหน้าเพื่อระบุตัวตนใบหน้าที่สวมหน้ากาก โกรเซฟบุว่าทีมของเขามีสมมติฐานว่าชายสวมหน้ากากคนหนึ่ง ที่ปรากฎอยู่ในภาพ ณ สถานที่เดียวกับที่ๆ นาวาลนีกำลังรับรักษาเนื่องจากถูกวางยานั้น มีส่วนพัวพันกับเรื่องนี้ด้วย พวกเขาคิดว่าชายคนดังกล่าวอาจเป็นคนเดียวกับบุคคลต้องสงสัยที่มีภาพใบหน้าแบบเต็มอยู่ในบัญชีโซเชียลมีเดียที่พวกเขาเจอ แต่พวกเขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่าชายคนนี้เป็นบุคคลที่สวมหน้ากากอยู่ “เราต้องหาส่วนด้านล่างใบหน้าของชายคนอื่นๆ มาลองเติมเข้าไปดู เพื่อความสนุกสนาน เราก็แค่นำใบหน้าส่วนล่างของนักข่าวชาวอังกฤษ เกรแฮม ฟิลลิปส์ มาใส่[ส่วนที่สวมหน้ากากของ]ใบหน้าของบุคคลต้องสงสัยดู” โกรเซฟอธิบาย “เรารู้ว่าเราคงไม่ได้ใบหน้าตรงกันร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่เราก็ได้ใบหน้าตรงกันถึง 57% ซึ่งไมโครซอฟต์บอกว่าเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าใบหน้าตรงกัน" หมายเหตุว่าเทคนิคนี้ และการประมาณการของไมโครซอฟต์ไม่เพียงพอที่นำไปสู่การยืนยันความถูกต้องอย่างหนักแน่นได้ แต่อาจมีประโยชน์ในการสร้างความมั่นใจให้กับนักข่าวเพื่อติดตามเบาะแสต่อ 
เพื่อดูว่ามีแนวโน้มหรือไม่ที่ชายสวมหน้ากากที่ยืนอยู่ (ภาพซ้าย) จะเป็นคนเดียวกับในภาพที่ทีมสืบสวน
ค้นพบในโซเชียลมีเดีย โดยคริสโต โกรเซฟได้นำภาพใบหน้าส่วนล่างของเกรแฮม ฟิลลิป เพื่อนนักข่าวชาวอังกฤษ (ภาพกลางล่าง) มาใส่เข้าไปแทนส่วนที่สวมหน้ากากอยู่บนระบบตรวจจับใบหน้าของ Azure
(ที่มา: ขอบคุณภาพจาก Bellingcat)
   
  • เครื่องมือค้นหาใบหน้าแบบย้อนกลับ เครื่องมือเหล่านี้ได้แก่ Findclone, Search4Faces, PimEyes, Yandex, และ SmartSearchBot โกรเซฟกล่าวว่าหนึ่งในเครื่องมือค้นหาใบหน้าแบบย้อนกลับช่วยให้เราสามารถสันนิษฐานได้ว่าผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งมีปูมหลังทางการแพทย์ เนื่องจากภาพบนเฟสบุ๊คโขว์ว่าชายคนดังกล่าวสวมเครื่องตรวจฟังของแพทย์อยู่ เบาะแสนี้ทำให้ Bellingcat ค้นหาปูมหลังทางการแพทย์ในผู้ต้องสงสัยคนอื่น ๆ แบบเชิงรุก และพบว่ามีตัวอย่างอีก 3 คน 
  • เคล็ดลับการใช้ Yandex และ Google ค้นหาข้อมูล “ของเหล่านี้เป็นแค่เครื่องมือค้นหาทั่วไปที่บางครั้งให้ข้อมูลมากกว่าที่คิด” โกรเซฟกล่าว ฟังก์ชันการกรอกข้อมูลอัตโนมัติของ Yandex คาดการคำค้นที่มีการใช้บ่อยโดยผู้ใช้คนอื่นๆ แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลจริงๆ ปรากฎอยู่ในหน้าของมันก็ตาม ดังนั้น Bellingcat จึงเห็นว่าหลายๆ คนกำลังสงสัยกันว่าคนๆ หนึ่งอาจเป็นเจ้าหน้าที่ของ FSB เป็นต้น
  • ฐานข้อมูลการเดินทางที่รั่วไหล “เราถือว่าฐานข้อมูลเหล่านี้เป็นแบบโอเพนซอร์สเพราะเราดาวโหลดพวกมันจาก [ไฟล์] ที่เคยมีการรั่วไหล และเราไม่จำเป็นต้องซื้อมันมาอย่างเฉพาะเจาะจง” เขากล่าว
  • ฐานข้อมูลบุคคลที่รั่วไหล ฐานข้อมูลเหล่านี้รวมถึง Cronos และ Larix ด้วย “ในรัสเซีย และในตลาดของยูเครนและประเทศยุโรปตะวันออกอื่น ๆ มีเครื่องมือมากมายที่ใช้สำหรับการค้นหาข้อมูลประวัติของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ของที่พัก พาสปอร์ตในอดีต และอื่นๆ” โกรเซฟเสริม

บันทึกข้อมูลที่ซื้อจากตลาดในรัสเซีย

กุญแจของการสืบสวนนี้ โกเซฟกล่าวว่า คือบันทึกข้อมูลส่วนตัวที่ซื้อมาในราคาถูกจากตลาดข้อมูลในรัสเซีย ตัวอย่างเช่น

  • บันทึกการโทรศัพท์ และประวัติการเรียกเก็บค่าโทร
  • เอกสารการเดินทางสำหรับเครื่องบินและรถไฟ “ในรัสเซีย คุณสามารถหาเอกสารเหล่านี้ได้จากพ่อค้าข้อมูล” โกรเซฟกล่าว “คุณต้องหาผู้โดยสารคนหลักและมองหาแบบแผนที่เป็นลักษณะร่วมกัน” Bellingcat พบว่าบุคคลที่อาจเป็นผู้ต้องสงสัยจากเที่ยวบินต่าง ๆ ที่สะท้อนเที่ยวบินการเดินทางของนาวาลนี นอกจากนี้ ทีมงานค้นหาจังหวะช่วงเวลาการจองตั๋วโดยผู้โดยสารบนเอกสารเดินทางด้วย “เราเจอว่าอีก 2 คนที่จองตั๋วในเวลาเดียวกันกับ [ผู้ต้องสงสัยคนแรก] ของเราอย่างเหมาะเจาะ ในวันก่อนขึ้นเครื่องเมื่อเวลา 14.34 น.” เขาอธิบาย “เราลองดูให้ลึกลงไปที่ชื่อของทั้ง 2 คนและพบว่า 2 ชื่อนี้เป็นอัตลักษณ์ปลอม ทั้ง 2 ชื่อไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลพาสปอร์ตใดๆ เลย แต่ตัวเลขวันเกิดของคนเหล่านี้ [น่าสงสัย]
  • ประวัติการเดินทางและจองตั๋ว สิ่งนี้รวมถึงฐานข้อมูลของรัสเซียที่เรียกว่า Magistral “ของเหล่านี้คุณสามารถหาได้จากผู้เปิดโปงการทุจริตที่ทำงานให้ตำรวจ หรือจากพ่อค้าข้อมูลในรัสเซีย มันคือข้อมูลการเดินทางทั้งหมดของบุคคลๆ หนึ่ง โดยอ้างอิงจากตั๋วเดินทาง” โกรเซฟกล่าว เขาอธิบายว่าข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองคนหนึ่งที่ใช้ชื่อปลอมว่า “โฟรลอฟ” ซื้อตั๋วโดยกำหนดถึงเมืองโนโวสิเบิร์สก์ล่วงหน้าหลายชั่วโมงก่อนเครื่องบินของนาวาลนีจะไปถึงที่นั่น และจากนั้นเขาก็จองตั๋วกลับไปมอสโก โดยกลับจากที่หมายต่อไปของนาวาลนีคือเมืองทอมสก์ หนึ่งวันหลังจากนาวาลนีถูกวางยาพิษ
  • ข้อมูลพาสปอร์ต พลเมืองรัสเซียทุกคนมีไฟล์พาสปอร์ตที่บรรจุไม่ใช่แค่เพียงรูปภาพพาสปอร์ตปัจจุบัน ที่อยู่ และเลขทะเบียนเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลในอดีตที่เชื่อมโยงกับพาสปอร์ตเก่าด้วย” เขากล่าว

“ด้วยการติดตามไม่เพียงแค่เที่ยวบินที่ขึ้น แต่ติดตามเที่ยวบินที่ไม่ได้ขึ้นด้วย คุณก็จะสามารถสร้างสมมติฐานที่ค่อนข้างดีได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในการวางแผนปฏิบัติการลับเหล่านี้” โกรเซฟอธิบาย

ข้อควรพิจารณาด้านจริยธรรม

ขณะที่ขอบเขตของเนื้อหาและผลกระทบออกมาน่าประทับใจ การใช้ข้อมูลส่วนตัวอย่างกว้างขวางที่ซื้อมาจากตลาดมือของรัสเซียก่อให้เกิดประเด็นในเชิงจริยธรรมจำนวนมาก โดโรธี เบิร์น จาก Ethical Journalism Network ที่เขียนหนังสือออกมาแล้วหลายเล่มเกี่ยวกับจริยธรรมสื่อ กล่าวว่าองค์กรสื่อควรผลิตแนวทางจริยธรรมสำหรับปฏิบัติการเก็บข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การโต้เถียง เช่นเดียวกับที่องค์กรเหล่านี้เคยเขียนแนวทางสำหรับการรายงานข่าวในสภาพแวดล้อมอันตรายออกมาแล้ว

“ฉันคิดว่าเทคนิคที่ยอดเยี่ยม แปลกใหม่ และมีอยู่ตอนนี้หมายความว่าเราต้องคิดอย่างจริงจังในฐานะนักข่าวแล้วว่าอะไรคือปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเชิงจริยธรรม” เธอกล่าว

เบิร์นเตือนว่านักข่าวอย่างน้อยที่สุดแล้วควรพิจารณาคำถามต่อไปนี้ก่อนเริ่มทำงานเกี่ยวกับเรื่องราวที่อาจเกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนกติกาหรือกฎหมายของประเทศหนึ่งๆ หรือล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

  • เรื่องราวนี้อยู่ในผลประโยชน์ของสาธารณะหรือไม่
  • เรื่องราวนี้มีความสำคัญแท้จริงหรือไม่
  • ไม่มีวิธีอื่นในการเก็บข้อมูลแล้วใช่หรือไม่
  • ฉันจะทำให้ใครตกอยู่ในความเสี่ยงหรือไม่ (และหากเป็นเช่นนั้น ฉันพร้อมที่จะจ่ายใช้จ่ายทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น หรือค่าใช้จ่ายในการพาพวกเขาออกจากประเทศหรือไม่)
  • หากฉันจ่ายเงินให้กับอาชญากร ฉันกำลังสนับสนุนอาชญากรรมอยู่หรือไม่ และอาชญากรจะนำเงินไปใช้อย่างไร
  • มีใครก็ตามที่ทำงานให้กับฉัน โดยเฉพาะนักข่าวที่อายุน้อย ถูกกดดันให้มีส่วนร่วมในการฝ่าฝืนกติกาหรือกฎหมายในทางใดหรือไม่ “เราควรรู้ตัวอยู่เสมอต่อข้อเท็จจริงว่านักข่าวที่อายุน้อยหลายคนต้องการสร้างชื่อให้กับตัวเอง และอาจฝืนตัวเองให้ทำในส่งที่พวกเขาไม่ควรทำ” เบิร์นกล่าว
  • เราจะเปิดเผยเกี่ยวกับวิธีการเก็บข้อมูลของเรามากน้อยในระดับใด

“แน่นอนว่าในกรณีของการวางยาพิษและพยายามฆ่านาวาลนี นั่นเป็นการตอบคำถาม 2 ข้อแรกอย่างชัดเจน (ผลประโยชน์ของสาธารณะและความสำคัญ) เบิร์นกล่าว “และมันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องพิจารณาวิธีการอย่างนี้ [ตลาดข้อมูลผิดกฎหมาย] เฉพาะเวลาที่เรื่องราวสำคัญจริงๆ เท่านั้น และไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่ทำให้เรามีชื่อเสียง การใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อหาบางอย่างเกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษคงไม่สามารถมีเหตุผลมารองรับว่าถูกต้องได้” 

เบิร์นเสริมว่าจำนวนเงินที่จ่ายให้กับตลาดข้อมูลมืดก็สร้างความแตกต่างในเชิงจริยธรรมเช่นกัน เนื่องจาก “เงินจำนวนมาก” ที่จ่ายให้กับอาชญากรมีแนวโน้มจะถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นเพื่อก่ออาชญากรรมเพิ่มเติมอีก 

โกรเซฟกล่าวว่าการซื้อข้อมูลเกี่ยวกับกรณีของนาวาลนีนั้นราคาถูก และชุดข้อมูลออนไลน์ที่ซื้อมามักราคาถูกสุดแค่ 12 ดอลลาร์ (400 บาท) เท่านั้น เขาเน้นย้ำว่า Bellingcat จะยอมหันไปใช้ข้อมูลจากตลาดมืดเมื่อตัวแสดงรัฐถูกเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดใหญ่หลวงเท่านั้น และการใช้ข้อมูลจากตลาดมืดเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อเป็นการสืบสวนเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงเพราะพวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการปกปิดเบาะแสร่องรอยของตัวเอง

 

ประเด็นทางจริยธรรมและกฎหมาย

เกณฑ์จริยธรรมสำหรับการใช้ข้อมูลจากแหล่งที่มาปิด

  • อาชญากรรมจากตัวแสดงรัฐที่ไม่สามารถสืบสวนได้ผ่านช่องทางการสนับสนุนทางกฎหมายตามปกติ
  • เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้อง
  • สมมติฐานเกี่ยวกับผู้บงการหนักแน่น โดยมีข้อมูลแบบโอเพนซอร์สรองรับ
  • การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลให้น้อยที่สุดและใช้เท่าที่จำเป็น
  • ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัว/หรือ “ผู้รู้เห็นแต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง”
  • การพิจารณาเชิงกฎหมายที่เอื้อต่อการใช้ข้อมูลจากแหล่งที่มาปิด
  • อัตลักษณ์ปลอม: (ข้อมูล)ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
  • มีการเรียกร้องให้สอบสวนจากองค์กรสอบสวนอย่างเป็นทางการ (ได้แก่ ทีมนักข่าวสอบสวน, ตำรวจนครบาล, และการสอบสวนเที่ยวบิน PS582 ร่วมกันระหว่างยูเครนและแคนาดา)
  • หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องฝ่าฝืนกฎหมายหลัก ๆ บางข้อของประเทศ แต่เป็นข้อยกเว้นเนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

หมายเหตุ: แนวทางจริยธรรมที่กำกับการใช้ข้อมูลที่เป็นความลับและข้อมูลที่มาจากตลาดมืด ที่มา: screenshot/Christo Grozev

โกรเซฟกล่าวว่าประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของการร่วมมือกับสำนักข่าวอย่าง The Insider และ Der Spiegel ในเรื่องที่จริงจังที่สุดคือ “การตัดสินใจที่ยากลำบากเหล่านี้กระทำบนฐานของฉันทามติ” 

“นั่นหมายความว่าสำนักข่าวที่มีมาตรฐานทางจริยธรรมสูงที่สุดมีสิทธิวีโต้การตัดสินใจต่างๆ ได้” เขาอธิบาย

และเขาเตือนว่าตลาดข้อมูลผิดกฎหมายไม่ควรถูกใช้เพียงเพราะแค่รู้สึกสังหรณ์ แต่ควรถูกใช้หลังจากมีสมมติฐานที่หนักแน่นปรากฎขึ้นมาจากหลักฐานที่เปิดเผยแหล่งอ้างอิงหรือวิธีการรายงานกระแสหลักแล้วเท่านั้น

อีกด้านหนึ่ง โกรเซฟกล่าวว่าอัตลักษณ์ปลอมถูกใช้สายลับนั้นเป็นเกมที่เป็นธรรมแล้วในเชิงจริยธรรมและกฎหมาย เมื่อพิจารณาถึงการล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวด้วยข้อมูลที่เป็นความลับ เหตุผลคือ “เพราะคนพวกนี้เป็นตัวปลอม!”

ที่มา:

โรแวน ฟิลป์ (Rowan Philp) เป็นนักข่าวของ GIJN และเป็นอดีตหัวหน้านักข่าวให้กับสำนักข่าวซันเดย์ไทมส์ของประเทศแอฟริกาใต้ ในฐานะผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เขาเคยรายงานเกี่ยวกับข่าว การเมือง การทุจริต และความขัดแย้งจากประเทศต่างๆ เกือบ 30 ประเทศทั่วโลก

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์