#ม็อบสมรสเท่าเทียม ตร.แจ้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ผู้จัด-ตัวแทนพรรคการเมือง

21 ธ.ค. 2564 ผู้ได้รับหมายเรียกจาก #ม็อบ28พฤศจิกา64 หรือ #ม็อบสมรสเท่าเทียม ซึ่งมีทั้งผู้จัดกิจกรรมและตัวแทนพรรคการเมืองที่ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ในงานดังกล่าว เข้ารับทราบข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ สน.ลุมพินี ด้านภาคีสีรุ้งเพื่อสมรสเท่าเทียมออกแถลงการณ์ชี้เป็นคดีฟ้องปิดปากไม่ให้ใช้เสรีภาพตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.00 น. นักกิจกรรมผู้เข้าร่วมการชุมนุม #ม็อบ28พฤศจิกา64 หรือ #ม็อบสมรสเท่าเทียม เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2564 ที่แยกราชประสงค์ เดินทางเข้ารายงานตัวต่อตำรวจ สน.ลุมพินี ตามหมายเรียก โดยมีตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และพรรคไทยสร้างไทย ร่วมสังเกตการณ์

ตำรวจแจ้งข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548, พ.ร.บ.โรคติดต่อ, และข้อหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ

นอกจากนี้ คณะผู้ถูกดำเนินคดีและภาคีสีรุ้งเพื่อสมรสเท่าเทียม ยังออกแถลงการณ์ย้ำว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์สาธารณะ และแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการดำเนินคดีที่มีลักษณะฟ้องปิดปาก หรือ SLAPPs พร้อมเตรียมดำเนินคดีกลับเพื่อทวงความยุติธรรม

หลังรับทราบข้อหา ชุมาพร แต่งเกลี้ยง หรือวาดดาว จากกลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก และสมาชิกพรรคสามัญชน กล่าวว่า ขอให้สื่อมวลชนจับตามองว่าหลังปิดประชุมสภา ตำรวจจะออกหมายเรียกเพิ่มเติมแก่ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล หรือไม่ เพราะในขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเปิดสมัยประชุมสภา ตำรวจจึงไม่สามารถออกหมายเรียกให้ ส.ส. มารายงานตัวรับทราบข้อกล่าวหาได้

ชุมาพร แต่งเกลี้ยง

ชุมาพร แต่งเกลี้ยง

ด้าน ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวประชาไทว่า ขณะนี้กำลังส่งเรื่องที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ออกหมายเรียกให้ตนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากการเข้าร่วมม็อบสมรสเท่าเทียมเมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในระหว่างเปิดสมัยประชุมสภาให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตรวจสอบ เนื่องจากตำรวจไม่สามารถออกหมายเรียกให้ ส.ส. ไปรับทราบข้อกล่าวหาโดยตรง แต่ต้องออกหนังสือขออนุญาตประธานสภาก่อน หากประธานสภาอนุญาตจึงจะสามารถออกหมายเรียกให้ ส.ส. ไปรับทราบข้อกล่าวหาได้ ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 125

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์

ณธีภัสร์กล่าวว่า ช่องทางการตรวจสอบของ กมธ. คือการเรียกให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกหมายเรียกมาชี้แจงว่าเหตุใดจึงออกหมายเรียกโดยไม่สนเรื่องข้อกฎหมาย เพราะตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมาย ตนจึงไม่เข้าใจว่าการออกหมายเรียกให้ตนไปรับทราบข้อความหาระหว่างเปิดสมัยประชุมสภาเช่นนี้ เกิดจากความสะเพร่า ความไม่รู้กฎหมาย หรือความจงใจกันแน่

ส่วนการผลักดันร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมในสภานั้น ส.ส.ก้าวไกล กล่าวว่า ขณะนี้ ร่างของพรรคก้าวไกลถูกบรรจุวาระอยู่ในสภาแล้ว และคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันให้ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการพิจารณาในสภาโดยเร็ว ให้ทันการปิดสมัยประชุมสภาในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งการที่ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมของพรรคก้าวไกลจะได้รับการพิจารณาทันสมัยประชุมนี้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ ส.ส. ทุกคน โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลว่าจะเร่งรัดการประชุมสภาให้เป็นไปตามระเบียบวาระมากน้อยแค่ไหน แต่หากไม่ทันประชุมสมัยนี้จริงๆ ตนคิดว่าในการเปิดประชุมสภาสมัยหน้า ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมของพรรคก้าวไกลจะได้รับการพิจารณาในสภาแน่นอน

ด้านแนวโน้มว่าสภาจะรับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าวหรือไม่นั้น ณธีภัสร์เชื่อว่ามีแนวโน้มที่เป็นไปได้ เพราะมีหลายพรรคการเมืองที่คิดเห็นไปในทางเดียวกัน เช่น พรรคเพื่อไทย ที่มีสมาชิกพรรคได้รับหมายเรียก และมารายงานตัวในวันนี้ด้วย

สำหรับเสียงจาก ส.ส. พรรครัฐบาลนั้น หากวิปรัฐบาลปล่อย 'ฟรีโหวต' หรือให้ ส.ส. ลงคะแนนเสียงได้อย่างอิสระ ก็อาจจะมีเสียงสนับสนุนเพียงพอ ทำให้ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านสภา เพราะเท่าที่ตนทราบจากการพูดคุยกับ ส.ส. ในสภา พรรคประชาธิปัตย์ก็แสดงท่าทีสนับสนุนในเรื่องกฎหมายสมรสเท่าเทียมเช่นเดียวกัน ตนจึงเชื่อว่าหากใช้เสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้านรวมกัน และมีเสียงของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลสักหนึ่งพรรคมาร่วมสนับสนุน คะแนนโหวตรับร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมก็จะผ่านสภาได้ไม่ยาก

ด้าน นาดา ไชยจิตต์ ที่ปรึกษางานรณรงค์มูลนิธิมานุษยะ นักสิทธิมนุษยชนเพื่อกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQN+) และคณะทำงานด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ พรรคไทยสร้างไทย ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวประชาไทหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า การชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และผู้จัดการชุมนุมได้มาขออนุญาต สน.ลุมพินี เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก แต่ตำรวจกลับแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้จัดการชุมนุม ผู้ร่วมปราศรัย ไปจนถึงนักกิจกรรมที่แต่งตัวมาร่วมเดินแฟชั่นในการชุมนุม ซึ่งตนมองว่าการกระทำของตำรวจและรัฐเป็นสิ่งที่ลิดรอนการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน

นาดา ไชยจิตต์

นาดา ไชยจิตต์

ส่วนเรื่องท่าทีของสภาในการผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมนั้น นาดามองว่าการปล่อย 'ฟรีโหวต' ของวิปรัฐบาลนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะจากการประชุมสภาที่ผ่านๆ มา วิปรัฐบาลไม่เคยปล่อยฟรีโหวตให้ร่างกฎหมายของฝ่ายค้าน ตนจึงมองว่าเป็นไปได้ยากหากร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นร่างของพรรคการเมืองหรือร่างของภาคประชาชนจะผ่านขั้นรับหลักการในรัฐบาลชุดนี้ เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อเรื่องนี้ก็เหมือนเป็นตัวกำหนดให้สภาต้องทำ พ.ร.บ.คู่ชีวิต แทน

ทั้งนี้ นาดาเผยว่าหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ฝ่ายค้านมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล ตนคิดว่าร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมน่าจะมีความเป็นได้สูงขึ้น เพราะทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้ายต่างเห็นและได้รับบทเรียนแล้วว่าหากเสนอนโยบายไปแล้วไม่ทำตาม ประขาชนจะเป็นผู้ตัดสินคุณเอง

ขณะที่ตัวแทนกลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก กล่าวว่าในปี 2565 กลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอกและภาคีเครือข่ายสมรสเท่าเทียมเตรียมจัดการชุมนุมม็อบสมรสเท่าเทียม V.2 ที่มีกิจกรรมอัดแน่นอีกครั้ง นอกจากนี้ เครือข่ายสมรสเท่าเทียมเตรียมจัดกิจกรรมโร้ดโชว์ (Roadshow) เพื่อรณรงค์เรื่องสมรสเท่าเทียมในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าไว้ที่ 1,000,000 รายชื่อ ซึ่งจะนับรวมถึงเยาวชนที่อายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และอาจรวมถึงเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ในอนาคตหากมีการแก้ไขกฎหมายการลงชื่อเสนอร่างกฎหมายภาคประชาชน ก็พร้อมจะนำรายชื่อของเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์มารวมด้วย เพื่อยื่นเสนอต่อสภาต่อไป

ด้านพรรคเพื่อไทย รายงานว่า ชานันท์ ยอดหงษ์ ผู้รับผิดชอบนโยบายด้านอัตลักษณ์และความหลากหลายทางเพศพรรคเพื่อไทย 1 ใน 20 ผู้ได้รับหมายเรียกตัวในข้อหาร่วมกันจัดกิจกรรมมีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดฯ จากกรณีการขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ ประเด็นเรียกร้องให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 เพื่อให้มีการรับการสมรสคู่รักเพศเดียวกัน เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2564 โดยมีชญาภา สินธุไพร, ตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกพรรคเพื่อไทย ไปร่วมให้กำลังใจ

ชานันท์ กล่าวว่า นี่เป็นอีกครั้งที่รัฐพยายามปิดกั้นจำกัดละเมิดเสรีภาพในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในการออกมาทวงสิทธิและความเสมอภาคของประชาชน ซึ่งครั้งนี้เป็นสิทธิและความเสมอภาคทางเพศ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารัฐไม่เพียงปฏิเสธว่าประชาชนทุกอัตลักษณ์มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน แต่รัฐยังจะมองว่าการเรียกร้องสมรสเท่าเทียมสั่นคลอนความมั่นคงของประเทศ รัฐที่มีวิสัยทัศน์เช่นนี้เป็นภัยต่อรัฐเอง เพราะนั่นจะบั่นเซาะความสง่างามตัวเอง และเป็นภัยต่อประชาชน เพราะมองว่าประชาชนเป็นฝ่ายตรงข้ามมากกว่าจะเป็นเจ้าของประเทศที่รัฐต้องรับฟังเสียง รัฐจึงพยายามหาช่องทางเพื่อกดปราบ แล้วทำให้เป็นเสียงเงียบ

ชานันท์ ยอดหงษ์

ชานันท์ ยอดหงษ์ (กลาง)

“อันที่จริงในโลกสากล โรคระบาดคือภัยความมั่นคงใหม่ ที่รัฐต้องตระหนักและระวัง หากแต่รัฐไทยกลับใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงแทน เห็นได้จากอ้างโรคระบาดเพื่อขัดขวางการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน รวมถึงการเคลื่อนไหวเรื่องอันลักษณ์และความหลากหลาย รัฐยังคงติดอยู่กับแนวคิดความมั่นคงเก่า ที่มองว่าความหลากหลาย เสรีภาพ และสิทธิเป็นภัยความมั่นคงที่ต้องกดปราบ ขอให้กำลังใจทีมผู้จัดกิจกรรมและผู้เคลื่อนไหวทุกคนที่ต่อสู้ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องในรัฐเช่นนี้" ชานันท์กล่าว

แถลงการณ์จากภาคีสีรุ้งเพื่อสมรสเท่าเทียม

“เราไม่คิดมาก่อนว่า การเรียกร้องสมรสเท่าเทียมจะกลายความผิดร้ายแรงจนออก หมายเรียกเพื่อตั้งข้อกล่าวหากว่ายี่สิบคน”

ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่เป็นมิตรกับ LGBTQ+ ทั้งนโยบายของรัฐ การมีสถานประกอบการที่สนับสนุนในการใช้ชีวิต สื่อเปิดพื้นที่ให้ศิลปิน นักร้อง นักละคร และนักภาพยนตร์สร้างสรรค์ผลงานที่มีเนื้อหาที่เข้าใจความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้น มีตัวแทนประชาชนได้รับการเลือกตั้งทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญความรักของคู่รัก LGBTI+ ได้ถูกนำมาโปรโมทเป็นหน้าเป็นตาของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่จะให้ความรักของเพศหลากหลายดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่เราพบว่ากฎหมายและนโยบายของรัฐยังไม่คุ้มครองบุคคลเพศหลากหลายอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการเลือกปฏิบัติที่ไม่ให้คนรัก LGBTQIN+ จัดตั้งครอบครัวโดย การสมรสได้

เรา, ภาคีสีรุ้งเพื่อสมรสเท่าเทียม เราได้รวมตัวของกลุ่มเคลื่อนไหวและนักกิจกรรม LGBTQIN+ จำนวน 60 องค์กรที่ทำงานในการผลักดันนโยบายและกฎหมายเพื่อรองรับสิทธิ์ LGBTQIN+ มาหลายปี เรามีเจตนารมณ์เพื่อสร้างการยอมรับด้านความหลากหลายทางเพศ และความเท่าเทียมเป็นธรรมสำหรับชาว LGBTQIN+ การรวมตัวครั้งนี้เพื่อปักธงยกระดับการขับเคลื่อนการรับรองกฎหมายการจัดตั้งครอบครัว หรือสมรสเท่าเทียม

ในช่วงสถานการณ์ความรุนแรงของโควิดในประเทศลดลง ประกอบกับที่มีการเปิดสมัยสภา เราจึงเห็นความสำคัญในการรณรงค์ให้ประชาชนได้ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ตามสิทธิและเสรีภาพ ในฐานะพละเมืองจึงจัดจัดกิจกรรมสมรสเท่าเทียม ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 ที่บริเวณแยกราษฎรประสงค์ เราได้รับการสนับสนุนรายชื่อมากกว่าสองแสนเจ็ดหมื่นรายชื่อ รายชื่อเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่เราเสนอนั้นเป็นผลประโยชน์สาธารณะในวงกว้าง

แม้ว่าหลังจากที่เรารวบรวมรายชื่อจะมีการเผยแพร่ผลคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการสมรสระหว่างบุคคลที่มีเพศเดียวกัน ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ซึ่งอนุญาตให้เฉพาะชายกับหญิงเท่านั้นสมรสกันได้ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาลหลายจุดเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ตีตราบุคคลเพศหลากหลาย สะท้อนถอยหลังในประเด็นความเป็นธรรมทางเพศ ไม่ว่า ศาลเห็นว่าลักษณะตามธรรมชาติของร่างกายชายกับหญิงอันสอดคล้องกับการตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรนั้นมีความสัมพันธ์กับการสมรสจนไม่อาจแยกออกจากกันได้ เป็นเหตุให้การสมรสเป็นเรื่องระหว่างชายกับหญิงเท่านั้น ตลอดจนการสมรสซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งครอบครัว และให้กำเนิดบุตรนั้นเป็นพื้นฐานอันสำคัญยิ่งของสังคม นอกจากนั้น การที่วินิจฉัยว่า LGBT เป็น ‘ผู้ที่กำหนดเพศไม่ได้’ หรือแม้แต่การเปรียบเทียบกระบวนการเกิดขึ้นของการคุ้มครองความหลากหลายทางเพศในสังคมกับ 'สัตว์โลกบางประเภท' ที่มีพฤติกรรมหรือลักษณะทางชีวภาพแปลกแยกออกไปเพื่อการศึกษา

การจัดกิจกรรมดังกล่าวจนได้รายชื่อมากกว่าสามแสนรายชื่อจึงเป็นประจักษพยานที่สำคัญว่าประชาชนต้องการอะไร มากกว่าจะสยบยอมภายใต้กลุ่มตุลาการที่ล้าหลังและไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเพศอื่น นี่คือการเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์สาธารณะของเพศหลากหลายในประเทศไทยที่ไม่เคยได้รับสิทธิคุ้มครองทางกฎหมายมาก่อน

แต่จากการรวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมสมรสเท่าเทียม ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2564 ที่บริเวณแยกราชประสงค์ที่ผ่านมา นักกิจกรรม ตัวแทนพรรคการเมือง ศิลปิน ที่ร่วมเวทีได้รับหมายเรียกเพื่อรายงานตัวฐานละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากประกาศของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในข้อหาร่วมกันจัดกิจกรรมมีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด และเข้มงวด ซึ่งประชาชนทราบดีอยู่แล้วว่า พระราชกำหนดฉบับนี้ประกาศในช่วงที่สถานการณ์โควิดรุนแรงและต่ออายุมาเรื่อยๆ ทั้งที่จริง รัฐบาลสามารถยกเลิกและใช้เพียง พ.ร.บ.โรคติดต่อ ได้นานแล้ว แต่รัฐยังคงใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเครื่องมือและข้ออ้างในการจัดการกับผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง

เราเห็นว่าการเรียกรายงานตัวเพื่อดำเนินคดีครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำกับประชาชน เพราะเห็นได้ชัดว่าเป็นการการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ หรือการฟ้องปิดปาก (SLAPPs - strategic lawsuits against public participation) คือความรุนแรงจากรัฐที่กระทำต่อพลเมือง เหมือนที่ได้มีการจับกุมคุมขัง และฟ้องร้องนักกิจกรรมที่มาเคลื่อนไหวทางการเมืองในปีที่ผ่านมามากกว่า 1,600 คดี

วันนี้ เรามารายงานตัวและต่อสู้คดีความ ไม่ได้หมายความว่าเราสยบยอมกับอำนาจไม่เป็นธรรม แต่เรายินดีเข้าสู่การต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อให้เห็นว่า เรามีเสรีภาพทางความคิดและเรามีสิทธิพลเมืองคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญที่ทำได้ และหลังจากนี้เราจะพิจารณาเพื่อดำเนินการคืนความยุติธรรมให้กับนักกิจกรรมที่โดนตั้งข้อกล่าวหาครั้งนี้ ด้วยกระบวนการทางกฎหมายกลับด้วย

เราขอส่งกำลังใจ และโอบกอดเพื่อนนักกิจกรรมความหลากหลายทางเพศ และนักกิจกรรมทางการเมืองที่เจอ ความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ พวกเราเองเดินมาไกลจนไม่สามารถถอยหลังกลับได้ เราต้องการสังคมที่เคารพกัน เปิดพื้นที่ให้ทุกคน ทุกเพศอยู่อย่างเท่าเทียม และเป็นสังคมแห่งอนาคตเพื่อให้เด็กและเยาวชนโตมาในสังคมที่เขาสามารถจินตนาการและกำหนดชีวิตของเขาเองได้ โดยไม่ต้องหลบซ่อนเพียงเพราะว่าเขาเป็นเพศหลากหลาย เราต้องการสังคมที่เปิดพื้นที่ความรักให้ทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นเพศใด และเราจะร่วมสร้างสังคมประชาธิปไตยที่มีความเป็นธรรมทางเพศ โดยไม่ย่อท้อไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับอำนาจปิตาธิปไตยหรือเผด็จการในทุกรูปแบบ

นี่คือคำประกาศิตของผู้ไม่ยอมจำนนต่อการกดขี่

ปิตาธิปไตยจงฉิบหาย ความเท่าเทียมหลากหลายจงเจริญ

คณะบุคคลผู้ถูกดำเนินคดีจากม็อบสมรสเท่าเทียม ภาคีสีรุ้งเพื่อสมรสเท่าเทียม

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์