SuisseSecrets: สรรพากรแจง ไม่มีข้อมูลคนไทยเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารสวิส

กรมสรรพากรส่งหนังสือตอบกลับผู้สื่อข่าวประชาไท กรณีขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบบุคคลผู้มีชื่อถือครองบัญชีในธนาคารสวิสว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงินหรือไม่ ตามข้อค้นพบของโครงการข่าวสืบสวนสอบสวนระดับโลก #SuisseSecrets ที่เปิดโปงนักการเมือง นักธุรกิจ และบุคคล ‘บิ๊กเนม’ ทั่วโลก

30 มี.ค. 2565 วานนี้ (29 มี.ค. 2565) ผู้สื่อข่าวประชาไทได้รับหนังสือตอบกลับจากกรมสรรพากร กรณีที่ผู้สื่อข่าวประชาไทข้อขอมูลเพิ่มเติมหลังพบผู้มีสัญชาติไทยหรือผู้มีถิ่นพำนักในไทยมีชื่อถือครองบัญชีธนาคารในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามโครงการข่าวสืบสวนสอบสวนสวิสซีเคร็ตส์ (Suisse Secrets) ซึ่งบุคคลที่ปรากฎชื่อในกรณีดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน เช่น การฟอกเงิน หรือการหลบเลี่ยงภาษี โดยผู้สื่อข่าวประชาไทส่งหนังสือสอบถามข้อมูลไปยังกรมสรรพากรเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2565 และได้รับเอกสารตอบกลับลงวันที่ 24 มี.ค. 2565 ใช้เวลาในการตอบกลับประมาณ 2 เดือนเศษ

สมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษีฯ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ผู้ลงนามในหนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0701/1825 เรื่อง “ขอข้อมูลเรื่องการตรวจสอบการหลบเลี่ยงภาษีด้วยการใช้บัญชีธนาคารต่างประเทศ” อ้างถึงหนังสือ มสช.05/2564 ลงวันที่ 14 ม.ค. 2565 โดยข้อความในหนังสือตอบกลับระบุว่า “ตามหนังสืออ้างถึงสำนักข่าวประชาไท ขอให้กรมสรรพากรจัดส่งเอกสารข้อมูลบัญชีธนาคารในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่ปี 2553-2563 เพื่อทำข่าวสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับการหลบเลี่ยงภาษีด้วยการเก็บเงินในปัญชีเงินฝากในธนาคารต่างประเทศนั้น กรมสรรพากรขอเรียนว่าข้อมูลที่ร้องขอ มิใช่ข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของกรรมสรรพากรแต่อย่างใด”

 

SuisseSecrets คือชื่อของโครงการข่าวสืบสวนสอบสวนข้ามชาติโดยสำนักข่าว 39 ประเทศทั่วโลก ซึ่งประชาไทเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์ผู้ร่วมทำข่าว โครงการ SuisseSecrets มีจุดประสงค์เพื่อเปิดโปงข้อมูลการทำธุรกรรมที่น่าสงสัยในธนาคารเครดิตสวิส (Credit Suisse Bank) ธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งธุรกรรมเหล่านั้นอาจเชื่อมโยงกับการทำธุรกิจผิดกฎหมาย การทุจริต หรือการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน จากการสืบค้นข้อมูลบัญชีต้องสงสัยมากกว่า 18,000 บัญชีที่มีเจ้าของบัญชีกว่า 30,000 รายชื่อ พบผู้นำเผด็จการ ผู้ฉ้อราษฎร์บังหลวง สายลับ ท่อน้ำเลี้ยงมาเฟีย ไปจนถึงผู้มีประวัติละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทั่วโลก บุคคลเหล่านี้มีบัญชีในธนาคารสวิตเซอร์แลนด์ ที่ๆ มีกฎหมายรักษาความลับทางธนาคารเข้มงวด สำหรับไทย พบนักธุรกิจชั้นนำ อดีตข้าราชการ ต่างชาติที่เคยถูกตั้งคำถามเรื่องการเลี่ยงภาษี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ในกรณีประเทศไทย พบว่ามีผู้ถือบัญชีมีทั้งบุคคลและนิติบุคคลจากธุรกิจต่างๆ เช่น โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร ค้าขายอัญมณี ค้าวัสดุก่อสร้าง อดีตนายกสมาคมการค้าต่างๆ บุคคลที่เป็นที่รู้จักในแวดวงธุรกิจแนวหน้า ไปจนถึงนักธุรกิจที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งจากการเลือกตั้งและการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร อดีตข้าราชการระดับอธิบดีกรม อดีตผู้ก่อตั้งพรรคการเมือง และนักธุรกิจที่มีประวัติเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งยังพบชื่อของชาวไทยและผู้มีถิ่นพำนักในไทยที่เคยมีประวัติทางการเงินหรืออาชญากรรมก็มีชื่ออยู่ในบัญชีสวิสเซอร์แลนด์นี้ด้วย

* สืบเนื่องจากประชาไทยังไม่ได้รับการชี้แจงจากการสอบถาม จึงยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อและรายละเอียดที่จะนำไปสู่การระบุตัวตนได้ ทั้งนี้ ข้อมูลธนาคารชุดนี้เป็นข้อมูลในอดีต ซึ่งไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าธุรกรรมทางการเงินนี้ยังคงอยู่หรือไม่

รายแรกคือชาวต่างชาติเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับวงการแฟชั่นที่เคยประกอบธุรกิจในไทยในช่วงทศวรรษที่ 80-90 ชื่อของเขาเคยถูกเอ่ยถึงในเอกสารหลุดทางการเงินชื่อดัง ‘ปานามา เปเปอร์ส’ ส่วนชาวต่างชาติอีกหนึ่งรายที่มีถิ่นพำนักในประเทศไทย มีชื่อในฐานข้อมูลบริษัทนอกชายฝั่ง (offshore leaks) ของสมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ในฐานะผู้อำนวยการและคนกลางของบริษัทโฮลดิ้งสองแห่งที่จดทะเบียนในหมู่เกาะซีเชลล์และประเทศไซปรัส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มักเป็นที่จดทะเบียนของบริษัทเนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีและธุรกิจ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวประชาไทเดินทางไปยังที่อยู่ตามที่มีการจดทะเบียนไว้และสามารถยืนยันที่อยู่ได้จริง แต่ได้ข้อมูลว่าเจ้าตัวเดินทางออกจากประเทศไทยไปเมื่อต้นปี 2565 ยังไม่เดินทางกลับมา จึงยังไม่สามารถได้รับคำชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ของการมีบัญชีในต่างประเทศ ขณะนี้เครือข่ายผู้สื่อข่าวในประเทศเจ้าตัวถือสัญชาติกำลังดำเนินการสืบหาข้อมูลต่อ

อีกรายหนึ่งที่พบในกรณีบัญชีคนไทยคือชาวไทยรายหนึ่งที่เคยถูกศาลอุทธรณ์สั่งจำคุกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาในคดียักยอกและความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ประชาไทติดต่อไปยังที่อยู่อีเมลในที่ทำงาน ซึ่งอีเมลที่ส่งไปไม่ได้ถูกตีกลับ รวมถึงขอสัมภาษณ์ไปในช่องทางโซเชียลมีเดีย แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ

ในกรณีประเทศไทย พบว่ามีผู้ถือบัญชีมีทั้งบุคคลและนิติบุคคลจากธุรกิจต่างๆ เช่น โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร ค้าขายอัญมณี ค้าวัสดุก่อสร้าง อดีตนายกสมาคมการค้าต่างๆ บุคคลที่เป็นที่รู้จักในแวดวงธุรกิจแนวหน้า ไปจนถึงนักธุรกิจที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งจากการเลือกตั้งและการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร อดีตข้าราชการระดับอธิบดีกรม อดีตผู้ก่อตั้งพรรคการเมือง และนักธุรกิจที่มีประวัติเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ

อย่างไรก็ดี การมีบัญชีธนาคารในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องผิดในตัวของการกระทำเอง เพราะวัตถุประสงค์ของการมีบัญชีเงินฝากเช่นว่ามีอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการรับรายได้จากธุรกิจหรือคู่ค้าในต่างประเทศและการเปิดบัญชีสำหรับการลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ไปจนถึงการหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีเงินได้ในประเทศไทย ที่แม้มีกระบวนการทางบัญชีที่กระทำได้ แต่ก็เป็นที่ถกเถียงในเชิงศีลธรรมจรรยาในฐานะพลเมืองที่มีหน้าที่เสียภาษีให้แก่รัฐตามที่มีการยกประเด็นขึ้นเมื่อมีการปล่อยเอกสารหลุดในอดีต เช่น 'ปานามา เปเปอร์ส' หรือ 'แพนโดรา เปเปอร์ส'

ทั้งนี้ ประชาไทยังคงทำงานร่วมกับเครือข่ายสื่อนานาชาติเพื่อหาความคืบหน้าและขยายผลข้อค้นพบทั้งในส่วนที่มีการเผยแพร่แล้วและที่ยังไม่เผยแพร่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์