คณะก้าวหน้าเดินสายอีสาน รณรงค์แก้ รธน. ปลดล็อกท้องถิ่น ได้แล้วกว่า 10,000 ชื่อ

คณะก้าวหน้าเดินหน้าแคมเปญเข้าชื่อแก้รัฐธรรมนูญหมวดกระจายอำนาจ ปลดล็อกท้องถิ่น เปิดเวทีพบประชาชน-ผู้บริหารท้องถิ่นสามจังหวัดภาคอีสาน 'ธนาธร' ชี้รัฐรวมศูนย์คือโซ่ตรวนประเทศ ส่วนท้องถิ่นคืออนาคต หากปลดล็อกได้ ท้องถิ่นจะมีอำนาจเพิ่มขึ้น รวมถึงมีงบเพิ่มแห่งละ 60 ล้านบาท ซึ่งจะพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างก้าวกระโดด

9 เม.ย. 2565 ทีมสื่อคณะก้าวหน้าแจ้งข่าวต่อสื่อมวลชนว่าการรณรงค์เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 14 ว่าด้วยการกระจายอำนาจ “ปลดล็อกท้องถิ่น” ที่ภาคอีสานครั้งนี้ จัดขึ้นที่ต.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด, อ.เมือง จ. กาฬสินธุ์ และ อ.เมือง จ.มุกดาหาร ระหว่างวันที่ 7-9 เมษายน ซึ่งแกนนำคณะก้าวหน้าได้เปิดเวทีบรรยายต่อผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจ โดยมีการบรรยายจากชำนาญ จันทร์เรือง แกนนำคณะก้าวหน้า และนักวิชาการด้านการกระจายอำนาจ และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

โดยในส่วนของชำนาญ เป็นผู้บรรยายในหัวข้อ “วิวัฒนาการการต่อสู้เรื่องการกระจายอำนาจ” ระบุว่า 130 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การปฏิรูประบบราชการ คือ 130 ปีแห่งการดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง เป็นการปกครองที่นำตัวแบบมาจากอาณานิคมอังกฤษที่ปกครองอินเดียและประเทศในภูมิภาคเอเชีย มีราชการส่วนกลางส่งคนมาปกครองพื้นที่ต่างๆ ต่อมาได้วิวัฒนาการจนมีหน่วยงานต่างๆ เป็นกลไกการปกครองจากส่วนกลางเกิดขึ้นตามมา มีความพยายามกระจายอำนาจเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็ยังเป็นไปภายใต้ข้อจำกัดที่สงวนอำนาจให้ส่วนกลางมากกว่า

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายประชาชนมีการรณรงค์ให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงมาตลอดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด การรณรงค์จังหวัดปกครองตนเอง มาจนถึงการรณรงค์ปลดล็อกท้องถิ่นในรอบนี้ ในแต่ละรอบแม้จะยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีความก้าวหน้าในด้านความเข้าใจของประชาชนมากขึ้นตามลำดับ และปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นความปรารถนาร่วมของประชาชนชาวไทยแล้วอย่างแทบเป็นเอกฉันท์ ที่ต้องการเห็นการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงเกิดขึ้น

ด้านธนาธร ได้เป็นผู้บรรยายถึงหลักการสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 13 ของคณะก้าวหน้า ซึ่งในช่วงแรกได้พูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ ว่าคนไทยทุกวันนี้มีเพียง 1% เท่านั้นที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 30,000 บาทต่อเดือน ที่จนที่สุด 1% มีรายได้เฉลี่ย 2,500 บาทต่อเดือน ส่วนคนที่อยู่ตรงกลางมีรายได้เฉลี่ยเพียง 7,500 บาทต่อเดือน เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่คนไทยคนไหนก็ตามที่มีรายได้เพียงมากกว่า 8,000 บาทต่อเดือน เท่ากับรวยกว่าคนครึ่งหนึ่งของประเทศนี้แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องบุญกรรม แต่เป็นคำถามที่ว่าใครได้เป็นผู้ถือและใช้ทรัพยากรของทุกคนอยู่

นี่จึงเป็นที่มาของการรณรงค์ปลดล็อกท้องถิ่นโดยคณะก้าวหน้าในครั้งนี้ ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 14 ซึ่งมีหลักใหญ่ใจความสองเรื่อง ประการแรก คือเรื่องของอำนาจ ให้ในท้องถิ่นทุกที่ของประเทศไทย มีอำนาจบริหารเพียงหนึ่งเดียว คืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นเท่านั้น เหมือนทุกประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ไม่มีประเทศไหนมีกลไกผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกแต่งตั้งมาจากส่วนกลางมาเป็นผู้ปกครอง อำนาจเป็นของคนในพื้นที่ ที่เลือกผู้นำของตนเองมาปกครอง มีอำนาจในการจัดการเป็นของท้องถิ่น

ประการที่สอง เรื่องงบประมาณ ที่ผ่านมาระบบงบประมาณท้องถิ่นเป็นระบบที่ตลกร้าย คือเอางบไปกองที่ส่วนกลางแต่ให้งานท้องถิ่นทำเต็มไปหมด และถ้าอยากได้งบประมาณก็ต้องเขียนขอไป ทำให้เกิดตัวกลางในการผ่านงบประมาณลงมาถึงพื้นที่ กว่าจะลงมาถึงก็แทบจะไม่เหลือ และยังทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์ อีกทั้งขั้นตอนอนุมัติอาจกินเวลานานสุดถึงสิบปีกว่างบประมาณจะได้รับอนุมัติลงมา ถ้าผู้บริหารท้องถิ่นวิ่งเต้นไม่เก่ง นี่คือระบบที่ไม่ทำให้เกิดการพัฒนาหรือการพัฒนาเป็นไปอย่างล่าช้า และงบประมาณอยู่ไกลจากประชาชน ถูกใข้โดยไม่สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน

การปลดล็อกท้องถิ่นจะให้อำนาจการใช้งบประมาณแก่ท้องถิ่น สามารถทำได้ทุกอย่างตั้งแต่การบริการสาธารณะไปจนถึงการพัฒนา ยกเว้นเรื่องระดับประเทศ เช่น นโยบายต่างประเทศ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การขนส่งระดับประเทศ ระบบภาษีศุลกากร การทหาร เงินตราและการคลัง ที่เป็นอำนาจส่วนกลางดูแล นอกจากนี้ การแบ่งอำนาจปัจจุบันเป็นระบบที่ให้อำนาจแบบท้องถิ่น “ทำอะไรได้บ้าง” แต่ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะก้าวหน้า จะเปลี่ยนสลับกัน คือ “ห้ามทำอะไรบ้าง” นอกนั้นที่ไม่ได้ห้ามคือท้องถิ่นต้องทำได้ทั้งหมด ส่วนกลางจะเข้ามาเมื่อท้องถิ่นร้องขอเท่านั้น

ทุกวันนี้งบประมาณที่แบ่งให้ท้องถิ่นมีเพียง 30% ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้ไป 70% ทั้งที่ภาษีเกิดขึ้นที่ท้องถิ่น จากงบประมาณประเทศ 3 ล้านล้านบาท หักรายจ่ายประจำไปจะเหลืองบประมาณในการพัฒนา 2.4 ล้านล้านบาท ถ้าใช้การแบ่งอย่างนี้ 30% จะมีเพียง 7.4 แสนล้านบาทเท่านั้น ที่จะถูกแบ่งกันในท้องถิ่น 7 พันกว่าแห่ง 

แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น 50-50 แบบที่คณะก้าวหน้าเสนอ ท้องถิ่นจะได้งบประมาณเพิ่มเป็น 1.2 ล้านล้านบาท กระจายไป 7 พันกว่าแห่ง จะทำให้ท้องถิ่นทั่วประเทศได้งบประมาณเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึงที่ละ 60 ล้านบาท เฉพาะในระดับเทศบาลและ อบต. อาจจะแตกต่างกันไปบ้างตามปัจจัยขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร และความยากจน 

“ที่ท่านจนไม่ใช่เพราะบุญทำกรรมแต่ง แต่เป็นเรื่องอำนาจและการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้เรียกร้องอะไรไกลเกินจริงเลย แต่คือสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น ไม่มีบ้านเมืองไหนที่เจริญแล้วไม่ทำแบบนี้ เราไม่ต้องการผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมในศตวรรษที่ 21 มาบอกชาวบ้านว่าส่วนกลางต้องการให้พัฒนาอะไรที่นี่” ธนาธรกล่าว

ธนาธรยังระบุอีกว่า ประชาธิปไตย การกระจายอำนาจ สิทธิเสรีภาพ ความเป็นอยู่ปากท้องของประชาชน ล้วนแต่เป็นเรื่องเดียวกัน การปลดล็อกท้องถิ่นจะปลดปล่อยพลังของประเทศ ทำลายโซ่ตรวนที่พันธนาการความก้าวหน้าของประเทศอยู่ โครงสร้างรัฐราชการทำให้คนอีสานยากจน แต่คณะก้าวหน้าเชื่ออย่างสุดหัวจิตหัวใจว่าอนาคตของประเทศอยู่ที่ท้องถิ่น

ตลอดการเดินสายครั้งนี้ ประกอบกับการลงรายชื่อผ่านระบบออนไลน์ที่ผ่านมา คณะก้าวหน้าสามารถรวบรวมรายชื่อเพื่อการปลดล็อกท้องถิ่นได้แล้วกว่า 10,000 รายชื่อจากเป้าหมาย 50,000 รายชื่อ หลังเปิดการรณรงค์ได้เพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์