งานรำลึก 12 ปี 10 เมษา 53 แกนนำเสื้อแดงปราศัย-ราษดรัมแสดงละคร ประชาชนทำกิจกรรมต่อที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

งานรำลึก 12 ปี 10 เมษา 53 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ แกนนำเสื้อแดงปราศัย ราษดรัมแสดงละคร ประชาชนทำกิจกรรมต่อที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย - ด้าน 'จตุพร' จัดงานรำลึกที่พีซทีวี ปราศรัยต้านสนธิสัญญาไทย-สหรัฐฯ 'อินโด-แปซิฟิก' ชี้จะทำให้เป็นปฏิปักษ์กับจีน ซ้ำรอย 'ยูเครน-รัสเซีย'

10 เม.ย. 2565 ผู้สื่อข่าวประชาไทรายงานว่าที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ มีการจัดงานรำลึกครบรอบ 12 ปี การสลายการชุมนุม 10 เม.ย. 2553 โดยเวลา 13.45 น. บรรยากาศการทำกิจกรรม มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก โดยเวทีใหญ่มีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผลัดกันปราศรัยรำลึกถึงการสลายการชุมนุมโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่ถนนตะนาว บริเวณแยกคอกวัว และถนนดินสอ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

วรชัย เหมะ ปราศรัยกล่าวว่าเขาคิดถึงเหตุการณ์วันนั้นไม่มีวันลืม 12 ปี ได้เห็นภาพคนตาย ญาติวีรชนต้องพรากจากครอบครัว 12 ปี แกนนำทุกคนติดคุกหมด ทั้งที่แค่มาเรียกร้องยุบสภาทำไมถึงต้องถูกฆ่า เงินที่รัฐบาลใช้ก็เป็นเงินภาษีประชาชน แต่มาใช้เงินงบประมาณตามอำเภอใจ การทวงหาความยุติธรรมค้องมาจากการต่อสู้ของประชาชน ไม่ได้มีมาจากชนชั้นปกครอง คนรุ่นหลังมาร่วมกันต่อสู้ คนรุ่นก่อนก็ต้องทำให้คนรุ่นหลังเห็นว่าเราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การเลือกตั้งเราต้องเลือกพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย

เวลา 14.25 น. นายจาตุรนต์ ฉายแสง ขึ้นกล่าวปราศรัยว่า เหตุการณ์ 10 เมษา 53 มีความหมายต่อการต่อสู้เรื่องประชาธิปไตยของไทย เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องร่วมกันแก้ไขต่อ เขาเล่าว่า "เมื่อเวลาประมาณ 5 โมงเย็นของวันที่ 10 เมษา มีเสียงประทัดเสียงปืนยิง มีแก๊สน้ำตา เขาจึงออกมาเพราะได้ข่าวว่ารัฐบาลจะยึดพื้นที่คืน ซึ่งเวลานั้นใกล้มืดแล้ว และจากประสบการณ์เขาแล้ว ช่วงนั้นมีรถทหารคุมพื้นที่อยู่ และรู้อยู่แล้วว่ามืดแล้ว รัฐบาลไม่สามารถคุมสถานการณ์อยู่"

"เมื่อมาถึงเวทีเขาก็ถูกเชิญขึ้นเวทีเพื่อช่วยดูแลสถานการณ์ เขาจึงให้ประชาชนนั่งลงอย่างสงบ เขากล่าวต่อว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะมืด แล้วทำไมต้องเอาพื้นที่คืนทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน รัฐบาลบอกว่าจะเอาพื้นที่แยกราชประสงค์คืน แต่จะให้ชุมนุมที่ราชดำเนิน เขาจึงบอกว่าถ้าจะเอาคืนก็มาเจรจากันในวันรุ่งขึ้น (11 เม.ย.) ถ้าจะยึดพื้นที่คืนเวลานี้ก็จะเกิดความสูญเสีย แต่ระหว่างที่พูดก็มีแก๊สน้ำตกลงมา .. คืนนั้นมีคนตายกว่า 20 คน แต่เขาก็ไม่ได้ประกาศบนเวที เพราะเกรงคนจะแตกตื่น และเกิดความเสียหายมากขึ้น" จาตุรนต์ กล่าว

ตอนนั้นเขาเสนอรัฐบาลว่าถ้าอยากให้สถานการณ์สงบก็ต้องถอนกำลังออก และถ้ารัฐบาลในขณะนั้นฟังเสียงประชาชนไม่ยึดคืนพื้นที่ก็จะไม่มีคนเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว "รัฐบาลรู้ทั้งรู้ว่าจะเกิดความเสียหาย แต่ก็ยังทำ รัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ผ่านมา 12 ปี ก็ไม่มีใครต้องรับผิดชอบทางการเมืองจากเรื่องนี้"

จาตุรนต์ระบุว่าอยากให้ประชาชนช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรในการทวงคืนยุติธรรม ให้คิดว่าเวลานั้นคนเสื้อแดงต้องการอะไร เขามาคัดค้านองค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชน มาล้มรัฐบาลเลือกตั้ง คัดค้านกองทัพที่ข่มขู่พรรคการเมืองแล้วจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร แต่เขาไม่ได้บอกว่าจะใช้ความรุนแรง แต่เขาแค่มาเรียกร้องการให้ยุบสภาแล้วเลือกตั้ง แต่พวกเขาต้องเจอการใช้กฎหมายอย่างไม่มีมาตรฐาน เจ้าหน้าที่มาใช้กำลังจนมีคนตาย แล้วไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ทำให้รัฐใช้อำนาจโดยไม่ต้องรับผิดใดๆ

มีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีคนต้องรับผิดชอบ แต่กลับมีการปล่อยให้มีการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย แต่กลับไม่มีใครถูกดำเนินคดี ไปยึดสนามบิน แต่อีกการชุมนุมหนึ่งมี่ออกมาเรียกร้องยุบสภา บ้านเมืองจะเป็นสุขไม่ได้ถ้าไม่มีรัฐบาลและกองทัพอยู่ในการกำกับ 

"วันนี้เรามารำลึกเพื่อที่จะทวงคืนความยุติธรรม แต่เพื่อให้งานนี้มีความหมายคือให้นึกถึงว่าคนที่มาต่อสู้ตอนนั้นเขาออกมาเรียกร้องเรื่องอะไร .. ถ้าจะมีการเลือกตั้งวันพรุ่งนี้ จะมีความหมายไม่เหมือนกับการเลือกตั้งที่พี่น้องออกมาชุมนุมกันเมื่อ 10 เมษา เพราะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นอยู่ภายใต้กติกาที่ไม่เป็นธรรม" จาตุรนต์ กล่าว

'ณัฐวุฒิ' ลั่นเสื้อแดงยังไม่ตาย พร้อมยืนเคียงข้างคนรุ่นใหม่ ขอฝ่ายประชาธิปไตยสามัคคีกันไว้

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) อดีตแกนนำอดีตแกนนำ นปช. ขึ้นกล่าวปราศรัย “12 ปีที่แล้ว ผม (ณัฐวุฒิ) มักจะพูดและก็ใช้เสียงแบบนี้บนเวทีต่างกรรมต่างวาระ มาวันนี้ครบรอบ 12 ปี จากคนที่เหลือรอดจากการถูกไล่ยิง ไล่ฆ่า ผมจะพูดแบบเดิม ส่งเสียงแบบเดิม ให้คนยิง ให้ไอ้คนสั่งยิงทั้งหลาย ให้รู้ว่าคนเสื้อแดง ‘ยังไม่ตาย’” นี่คือถ้อยคำปราศรัยของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ในวาระรำลึก 12 ปี การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง เมื่อ 10 เม.ย. 53

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้มีผู้วิจารณ์พวกเขาว่า การจัดงานแบบนี้เป็นการสร้างความขัดแย้ง เอาปัญหาเก่ามาสร้างปัญหาใหม่ นี่คือการฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่ไม่ใช่ นี่คือการหาตะกวดว่า ตะกวดตัวไหนสั่งฆ่าประชาชน

“คนเสื้อแดงๆ จะยาก จะจน จะต่ำชั้น จะการศึกษาน้อย จะเป็นชาวไร่ชาวนา หาเช้ากินค่ำ จะถูกเหยียบย่ำ จะถูกยิง ถูกฆ่า จะยังไงคนเสื้อแดงก็ยังอยู่ คนเสื้อแดงก็ยังสู้ และไม่มีกลัวแม้แต่น้อย นี่ละคนเสื้อแดง” แกนนำ นปช. กล่าว

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่าแม้ว่าช่วงที่ผ่านมา ตนไม่ค่อยได้ออกมาร่วมกิจกรรมกับการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ แต่อยากบอกว่าคนเสื้อแดงเคียงข้างอยู่กับคนรุ่นใหม่ตลอดเวลา คนเสื้อแดงอาจไม่สามารถให้ความปลอดภัยได้ แต่อ้อมกอดของคนเสื้อแดง คืออ้อมกอดที่จริงใจ และไม่มีวันคลายอ้อมกอดแก่ลูกหลานที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ณัฐวุฒิ ระบุว่า ก่อนหน้านี้มีหลายคนพยายามเตือนเขาให้อยู่ห่างจากการชุมนุมคนรุ่นใหม่ เพราะถ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวอาจมีอันตรายทั้ง 2 ฝ่าย แต่ตนขอยืนยันคำเดิมว่าไม่มีอะไรมาสั่นคลอนจุดยืนของคนเสื้อแดงได้ที่จะยืนเคียงข้างคนรุ่นใหม่ได้  

“เจ็บก็เจ็บด้วยกันไอ้น้อง ไม่มีปัญหา …คนเสื้อแดงสู้มาแล้ว 10 กว่าปี จะทิ้งลูกทิ้งหลานวันนี้ได้ยังไง เพราะเราเคยเจ็บมาก่อน เราเคยตายมาก่อน ไอ้คนพวกนี้มันทำผังล้มเจ้า ใส่ชื่อผม (ผู้สื่อข่าว - ณัฐวุฒิ) ใส่ชื่อพวกเรามากมาย บอกว่าพวกนี้คิดร้ายทำลายบ้านเมือง ประสงค์ร้ายต่อสถาบัน เผยแพร่ผังล้มเจ้า กระพือโหมจนคนบางคนหลงเชื่อ เปิดหัวใจให้ฆ่าได้ ฆ่าแล้วก็ออกมาล้างถนน และก็เดินหน้าชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่อไป …และวันนี้ คุณกล่าวหาลูกหลานคนหนุ่มคนสาวในข้อหาแบบเดียวกัน คุณจะให้ผมผลักไสลูกหลานไปให้พวกมึงฆ่าเหมือนฆ่าพวกกู กูทำไม่ได้” แกนนำ นปช. ระบุ 

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า 12 ปีมาแล้วที่เราพิสูจน์แล้วว่า เราต้องการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม และประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง คนเท่ากับคน ไม่มีอำนาจนอกระบบไหนมาแทรกแซงได้ ทุกองค์กรทุกอำนาจอยู่เป็นที่เป็นทาง อย่าก้าวก่ายซึ่งกันและกัน พร้อมย้ำว่าเราไม่เคยคิดร้ายต่อใคร หรือสถาบันใดๆ แต่ผู้มีอำนาจกำลังเอาข้อหาแบบเดียวกับที่เคยใช้กับคนเสื้อแดงมาใช้กับคนรุ่นใหม่ 

“วันนี้ต้องยืนเคียงข้างกัน เราต้องเชื่อมั่นในหลักการที่ถูกต้องด้วยกัน ถ้า 12 ปีที่แล้ว เราถูกฆ่า ปัจจุบันมาปีนี้ลูกหลานเราต้องไม่ประสบชะตากรรมแบบเดียวกัน ต้องปกป้องลูกหลานเราไว้” แกนนำ นปช. กล่าว 

ณัฐวุฒิ ฝากข้อความถึงผู้มีอำนาจ และผู้ที่กดทับบ้านเมือง คุณกำลังฝืนธรรมชาติ กฎเกณฑ์แห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อสังคมลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลง จะไม่มีการหยุดนิ่งอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่เป็นพลังอันชอบธรรม ที่กล้าลุกขึ้นท้าทายอำนาจจอมปลอม 

วันนี้ประชาชนอาจจะทำอะไรไม่ได้ เพราะคุณยังอยู่ในอำนาจ แต่อีก 5-10 ปี 20 ปีข้างหน้า ต่อให้คุณตายไปแล้ว คนรุ่นใหม่ก็จะขุดวิญญาณคุณมาถ่มถุยให้ย่อยยับลงไป และยืนยันว่า 10-15 ปีข้างหน้าจะไม่มีประชาชนจัดงานรำลึกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่จะจัดงานรำลึกให้ประชาชนด้วยกัน แล้วเครือข่ายอำนาจ เครือข่ายอิทธิพลใดก็ตามที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลปัจจุบัน อยู่เบื้องหลังคณะรัฐประหาร ขอให้คุณได้ทราบทั่วกันว่าคุณหาได้อยู่หลังหรือไม่ คุณถูกประชาชนลากมาอยู่เบื้องหน้าตั้งนานแทบทั้งหมดแล้ว  

ทางออกอย่างสันติจากความขัดแย้งนี้มีทางเดียวคือต้องรับฟังกัน ผู้มีอำนาจต้องเห็นประชาชนเป็นพี่น้อง เห็นเยาวชนเป็นลูกหลาน คุณรักลูกคุณยังไง คุณก็ต้องเห็นลูกหลานเป็นชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง เป็นลูกหลานเช่นนั้น ทีกับลูกตัวเองทำผิดทำพลาดยังไง ก็บอกว่าต้องให้โอกาสเด็ก ต้องประคับประคองเด็ก ต้องสงสารเด็ก ทีกับลูกชาวบ้านออกมาชู 3 นิ้ว ก็เอาไม้ตี เอาน้ำฉีด เอาไปคุมขัง  

ณัฐวุฒิ ระบุว่า ตนอยากฝากข้อความไปถึงคนรุ่นใหม่ แม้ว่าการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่เป็นความชอบธรรมในโลกปัจจุบัน แต่ข้างหน้ามีอุปสรรคและอันตรายรออยู่ ขอให้ทุกคนสู้ด้วยความรอบคอบ รัดกุม เอาประสบการณ์ที่ผ่านมา 2-3 ปี มาสรุปและถอดบทเรียน เอาบทเรียนจากการชุมนุมคนเสื้อแดงมาคิดอ่านให้ตกผลึก เพื่อเดินต่อไป คนรุ่นใหม่เสียสละ และกล้าหาญกันมามาก แต่อย่าเดินเข้าพื้นที่สังหาร อย่าเดินไปเป็นเหยื่อของความโหดร้ายรุนแรงเหมือนที่คนเสื้อแดงถูกกระทำมา ชีวิตของคนรุ่นใหม่มีค่า วันเวลาอยู่ข้างคนรุ่นใหม่ ความชอบธรรม และหลักการที่ถูกต้องอยู่ข้างคนรุ่นใหม่ ถ้าอำนาจใดไม่สำนึกถึงเสียงคนรุ่นใหม่ วันหนึ่งเขาจะเผชิญกับพลังที่แข็งกล้ากว่านี้มากจากคนรุ่นใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“พยายามมาเต็มที่ ก็ได้มาแค่นี้ ดังนั้น น้องๆ ที่สู้กันต่อ อะไรที่เป็นเรื่องงดงาม และมีคุณค่าของคนเสื้อแดง น้องเอาไปใช้ อะไรที่เป็นข้ออ่อน และต้องปรับปรุง เราจะต้องเอาไปคิด พัฒนากันต่อไป คนเสื้อแดงอาจจะไม่เก่งกาจ อาจจะไม่ฉลาดแหลมคม แต่คนเสื้อแดงเป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้ ไม่มีวันหักหลัง” ณัฐวุฒิ ระบุ

แกนนำ นปช. กล่าวต่อว่า ขอให้ประชาชนผู้ถวิลหาประชาธิปไตยสามัคคีกันไว้ไม่ว่าบริบททางการเมืองจะเป็นอย่างไร แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งใหญ่ และการเมืองตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ถึงนี้ อย่าลืมว่าประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยทุกคนยังคงเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องกัน เรื่องนี้อย่าให้เปลี่ยนแปลงไป 

เขาขอยืนยันว่าที่พูดไป ไม่ได้พูดเล่น ฉันใดฉันนั้น ในขบวนการประชาธิปไตย แม้แต่คนใส่เสื้อสีแดงก็มีของปลอมเจือปน ในทุกพรรคการเมืองก็ไม่เชื่อว่าพรรคไหนจะมีของจริงทั้งหมด และมีของปลอมทั้งหมด ดังนั้น ก็สุดแท้แต่เงื่อนไขของสถานการณ์พากันไป แต่หัวใจของฝ่ายประชาธิปไตยยังต้องทำภารกิจใหญ่ด้วยกันอีกมาก การสามัคคีในความรู้สึก สามัคคีในทางวิธีคิด แม้ว่าจะมีความแตกต่างบางแง่บางมุม แต่ยังหวังให้หันหน้าไปทางเดียวกันได้ 

“เขาบอกว่าคนฝั่งประชาธิปไตยเป็นคนตาสว่าง ผมก็อยากจะบอกต่อว่า ถ้าตาสว่าง เราก็อย่าหน้ามืด มองให้ชัดว่าอันไหนมิตร อันไหนศัตรู ถ้ามิตรก็คือมิตร ถ้าศัตรูก็ต้องสู้กัน ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตยหันมาเผชิญหน้ากัน แต่ต้องหันหลังพิงระวังภัยให้กันและกันไปจนตลอดเส้นทาง” แกนนำ นปช. ระบุ

ณัฐวุฒิ เชื่อว่า วันเวลาที่ต้องเดินไปยังอีกไกล ยังต้องพิสูจน์หัวใจกันและกัน และต้องกระชากหน้ากากเผด็จการ ดังนั้น ขอให้หันหลังพิงกันและสู้เผด็จการไปด้วยกันไม่ว่าคุณจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองเฉดไหนก็ตามขอให้สู้ไปด้วยกัน

แกนนำ นปช. สำทับว่า ภารกิจสำคัญในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คือการสามัคคี คนที่เห็นด้วยกับเราก็ต้องสามัคคี ที่เห็นต่างถ้าเชื่อมประสานกันได้ ก็อย่าได้ผลักไส นี่ไม่ใช่โลกสวย นี่ไม่ใช่ดราม่า แต่ถ้าคิดจะเอาชนะ ต้องข้ามพ้นความรู้สึกเหล่านี้ไปให้ได้ สามัคคีเต็มกำลังยังเอาชนะไม่ได้ แต่หากขาดซึ่งสามัคคีไปด้วยแล้ว ก็จะยิ่งกลายเป็นยากเข็ญขึ้นไปใหญ่ ...เสรีภาพทางการเมืองเป็นของพี่น้อง แต่เส้นทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย ถ้าตราบใดยังเดินไปทางเดียวกัน ใครจะวิ่ง ใครจะเดิน ใครจะคลาน ใครจะนั่งอยู่ข้างทาง ก็อย่าเยาะเย้ยถากถางกันเลย เพราะแต่ละคน แต่ละหัวใจ มันทำภารกิจในการต่อสู้ได้ไม่เหมือนและไม่เท่ากัน”

“คนจำนวนไม่น้อยรักษาจุดยืนตัวเองเอาไว้ รักษาความเป็นคนเสื้อแดงไว้ รักษาเกียรติยศของประชาชนไว้ ก็แทบจะทุ่มเท และแลกด้วยทั้งชีวิตของตัวเองที่ยากแค้น คนเหล่านี้ไม่ได้เล็กหรือด้อยไปกว่าคนที่สูงในอำนาจ การศึกษามาก ทรัพย์ศฤงคารมากมาย และบอกว่าแค่ออกมาชุมนุม นั่งรถแป๊บเดียวก็ถึง ก็ง่าย มันไม่เหมือนกัน ผมติดคุกแล้ว 3 รอบ ก็เลยเก่งกว่าเพื่อน แบบนี้มันพูดไม่ได้ ไม่ได้ดีกว่า” 

“บางคนไปพบพี่น้องที่เคยสู้ เขาบอกว่าไม่ออกมาอีกแล้ว ถามว่าทำไม มอเตอร์ไซค์ขับรับจ้าง มาสู้ราชประสงค์ หนีคุกหนีตาราง มอเตอร์ไซค์ถูกยึดไม่มีเงินดาวน์ หรือหาเสื้อวินใหม่ จะไปดูแคลนหยามเหยียด โธ่ มึงเสียแค่มอเตอร์ไซค์ คนอื่นเขาถูกฆ่าตาย ไม่ได้ เพราะชีวิตของคนๆ หนึ่งเงื่อนไขไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน แต่หัวใจ มันอันเดียวกัน การต่อสู้มันจิตวิญญาณเหมือนๆ กัน ตรงนี้สำคัญกว่า ดังนั้น ในถนนการต่อสู้ มันไม่มีใครแน่กว่าใคร ไม่มีใครเสียสละกว่าใคร ไม่มีใครกล้าหาญกว่าใคร ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าใคร …

“ออกมาสู้ด้วยกัน หากันให้พบบนเส้นทางเถอะ และทุกคนบนเส้นทางก็เชื่อไว้ก่อนว่า เขาเพื่อนเรา พี่เรา น้องเรา ไม่ต้องห่วงว่าของปลอมจะอยู่ได้นาน เชื่อผมเถอะเหตุการณ์จะคัดกรอง เวลาจะเคี่ยวกรำ และมันจะแสดงสันดานออกมาในที่สุด ส่วนของจริง มันก็จริง อยู่วันยังค่ำ ถูกไล่ทุบไล่ตี รังแก ข่มเหง เหยียดหยาม ถ้ามันจริง มันก็จะจริงอยู่อย่างนั้น

“พี่น้องครับวันนี้เข้าใจว่ายังมีกิจกรรมอีกหลากหลายรูปแบบ จากน้องๆ คนหนุ่มสาวทุกๆ คน เขามาให้เกียรติคนเสื้อแดง รำลึกให้คนเสื้อแดง ตากแดดให้คนเสื้อแดง มาเป็นเวลานาน โห่ร้องให้กับคนเสื้อแดงมายาวนาน ดังนั้น พี่น้องคนเสื้อแดง ที่ร่วมเป็นร่วมมาสิบกว่าปี โห่ร้องให้กับคนหนุ่มสาวลูกหลานเรา… นักการเมืองบางคนมันชู 3 นิ้วไม่ได้ ผมจะชูสามนิ้วให้ มีปัญหารึเปล่า” ณัฐวุฒิ กล่าว พร้อมกับชูสามนิ้ว สัญลักษณ์การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ 

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้มีคนขอให้เขากลับมานำขบวนการเรียกร้องทางการเมืองอีกครั้ง แต่เขาเชื่อว่ายุคสมัยของเขาได้พัดผ่านไปแล้ว และขอเป็นสะพานเชื่อม เป็นเพื่อที่เคียงข้างกัน และขอเป็นคนคอยระวังหลังไปตลอดทาง  

“คนเสื้อแดงกลับมา เพราะลูกหลานเขาเรียกหา คนรุ่นหลานเขาหยิบยื่นเกียรติให้ ผมเป็นหนี้บุญคุณของคนรุ่นหลาน และหากมีกิจหนึ่งการใดที่พอจะเป็นประโยชน์ได้ ก็ขอให้ส่งเสียงมา” 

“ขอบคุณจริงๆ สำหรับ 12 ปีของความสูญเสีย ของพี่น้องคนเสื้อแดง มันเหน็บหนาว มันเจ็บปวด และมันอบอุ่นเอามากๆ ใน 2 ปีหลัง มันอบอุ่นมากๆ ด้วยอ้อมกอดคนรุ่นใหม่” ณัฐวุฒิ ทิ้งท้าย

ราษดรัมแสดงละคร ประชาชนทำกิจกรรมที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยต่อ

ผู้สื่อข่าวประชาไทรายงานเมื่อเวลา 15.58 น. หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ ประชาชนนำดอกกุหลาบแดงไปวางที่สี่แยกคอกวัว อันเป็นจุดที่มีคนเสียชีวิตในวันที่ 10 เมษายน 2553 เมื่อ 12 ปีที่แล้ว

เวลา 16.35 น. กลุ่มราษดรัมร่วมกันแสดงละครที่แสดงถึงชนชั้นนำที่กดขี่เข่นฆ่าประชาชนที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

จากนั้น ‘แก้วตา’ ธิษะณา ชุณหะวัณ บุตรสาวของไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ปราศรัยในงานรำลึกการสลายการชุมนุมปี 2553 ระบุว่า ผู้สูญเสียจะต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

ธิษะณา กล่าวถึงการฆ่าคนเสื้อแดง ถือเป็นการเข้าข่ายตามมาตรา 7 แห่งธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งเป็นการสังหารหมู่ประชาชน

นอกจากนี้ ธิษะณา กล่าวขอโทษคนเสื้อแดงที่เคยมีส่วนร่วมกับม็อบ  กปปส. และถ้อยคำที่เคยพูดแต่ไม่ได้หวังการให้อภัย แต่จะร่วมสู้และแก้รัฐธรรมนูญ และสู้กับการลอยนวลพ้นผิด และการละเมิดสิทธิที่รัฐก่อกับประชาชนทุกรูปแบบ เช่นเดียวกับปี’53 ต้องพัฒนาบรรทัดฐานด้านสิทธิและลงนามร่วมศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC และคนก่อเหตุต้องเข้าสู่ ICC ต้องปฏิรูปตุลาการต้องให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ยึดโยงกับประชาขน และยุติการแทรกแซงการเมือง

เธอทิ้งท้ายว่าไทยจะต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบเสียก่อน ต้องให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อำนาจอธิปไตยต้องอยู่กับประชาชน

เวลา 17.00 น. มีการประกาศให้ประชาชนเดินทางไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อทำกิจกรรมต่อ 

เวลา 17.05 น. รถเครื่องเสียงถึงหน้าอนุสาวรีย์ มีการปิดจราจร 2 เลนใน ผู้ชุมนุมทยอยเดินเท้ามา ตอนนี้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 200 คน

เวลา 17.16 น. วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ ตี้ พะเยา ปราศรัยเล่าถึงเหตุการณ์ปี 2552-2553 ในช่วงที่สื่อประโคมข่าวว่าคนเสื้อแดงออกมาเผาเมือง และทำร้ายตำรวจ ซึ่งในตอนนั้นยอมรับว่ารู้สึกโกรธที่คนเสื้อแดงทำในสิ่งผิดกฎหมาย กระทั่งไปเจอข้อมูลในกลุ่มตลาดหลวงและไปค้นหาข้อมูลในสื่อต่างประเทศจึงได้พบความจริง

“คนเสื้อแดงไม่ใช่ควายแดง แต่เป็นคนที่ฉลาดที่สุดในบ้านเมืองนี้ ตาสว่างก่อนพวกหนู”

“ภาพที่คนเสื้อแดงเอายางมาวางเพื่อให้เกิดควัน ไม่ได้เพื่อเผาห้าง แต่เพื่อให้กระสุนยิงมาไม่โดน นี่คือความจริงที่สื่อหลักไม่เคยเผยแพร่ และทุกวันนี้ ทุกคดียกฟ้อง เพราะมีพยานหลักฐานไม่เพียงพอ” ตี้ พะเยา กล่าว พร้อมทิ้งท้ายขอบคุณคนเสื้อแดงที่เป็นเมล็ดพันธุ์กล้าให้คนรุ่นใหม่ตามออกมาส่งเสียง

ต่อมา เมื่อ 17.41 น. นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือลูกนัท ขึ้นปราศรัยว่าในวันนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อนเป็นวันที่อับยศ เพราะผมได้เขียนข้อความในเฟซบุ๊กหัวเราะเยาะเย้ยความพ่ายแพ้ของคนเสื้อแดง แต่ได้มีข้อความตอบกลับมาว่า “ถึงวันนี้จะพ่ายแพ้ แต่เราไม่ยอมแพ้”

เขาเชื่อว่าหลายคนที่เคยเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตร กปปส. และเชียร์พลังประชาธิปัตย์ เลิกรักแล้ว เลิกโง่แล้ว แต่ต้องรอให้ความชิบหายเกิดขึ้นกับตัวเองถึงจะเลิกโง่ได้

ตนต้องยอมรับว่า หลายภาพ หลายคลิปวิดีโอ ผมก็เคยเห็นเป็นครั้งแรก ผมไปสะดุดกับคำพูดของ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ว่า “ในวันนี้คนเสื้อแดงเหมือนไม่มีพ่อ ไม่มีแม่” ผมเองในวันนี้ก็เหมือนได้พบพ่อแม่คนใหม่ คือ พ่อแม่คนเสื้อแดง

ลูกนัท ทิ้งท้ายว่า เกียรติยศที่ภูมิใจที่สุดคือการได้เป็นลูกหลานของคนเสื้อแดง ได้ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย แม้วันนี้เป้าหมายอาจไกลเกินเอื้อม แต่คอมเมนท์ตอบกลับในเฟซบุ๊กวันนั้นที่บอกว่าเราจะไม่ยอมแพ้ มันหมายความว่า ถ้าพวกมึงฆ่าเราไม่ตาย เราจะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม และจำเอาไว้หลังจากนี้ มีอีกคนที่รู้ความจริงจะสู้ตาย ถวายหัว ให้กับคนเสื้อแดง

'จตุพร' จัดงานรำลึกที่พีซทีวี ปราศรัยต้านสนธิสัญญาไทย-สหรัฐฯ 'อินโด-แปซิฟิก' ชี้จะทำให้เป็นปฏิปักษ์กับจีน ซ้ำรอย 'ยูเครน-รัสเซีย'

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่าเมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุม อภิวันท์ วิริยะชัย อาคารพีซทีวี ซอยรามอินทรา 40 แยก 33/1 กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ฟากฝั่งของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ร่วมกันจัดงาน "รำลึก 12 ปี วีรชน 10 เมษา 53" เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ทหารเข้าสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช.ที่ถนนราชดำเนินกลาง จนเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกันมีคนเสื้อแดงและทหาร เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก สำหรับบรรยากาศในงานมีการนิมนต์พระสงฆ์ มาทำพิธีอุทิศส่วนกุศลให้คนเสื้อแดงที่เสียชีวิต มีแกนนำ นปช. ญาติผู้เสียชีวิต ตลอดจนมวลชนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ที่ยังคงภักดีต่อนายจตุพร เดินทางมาร่วม อาทิ นายบรรเจิด ฟุ้งกลิ่นจันทร์ บิดานายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ คนเสื้อแดงที่ถูกยิงเสียชีวิต นายสมใจ เข็มทอง พี่ชายมงคล เข็มทอง อาสาสมัครมูลนิธิแห่งหนึ่งที่ถูกยิงเสียชีวิต นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษก นปช. นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋งดอกจิก นายธานัท ธนวัชรนนท์ หรือ ทอมดันดี เป็นต้น

หลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ ตัวแทนญาติผู้สูญเสียขึ้นเวที มากล่าวขอบคุณผู้จัดงาน โดยนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด อัคฮาด อาสาพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิต กล่าวว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมถูกยกฟ้องหมด มองว่า ถูกกลั่นแกล้งรังแก จึงถึงเวลาที่ญาติทุกคนที่จะเริ่มต้นเรียกร้องความยุติธรรมอีกครั้ง นับตั้งแต่วันนี้ จะมีการนัดหมายญาติผู้เสียหาย ที่มีความพร้อม เดินทางไปทุกที่ ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องการสลายการชุมนุม เมื่อ 12 ปีก่อน ไม่ว่า จะหน้ากองทัพบก ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องความยุติธรรมต่อไป

ขณะที่นายนันทพงศ์ ปานมาศ แกนนำเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย หนึ่งในแนวร่วมม็อบราษฎร กล่าวว่า 12 ปี ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เผด็จการยังอยู่ โดยเฉพาะ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เราต่อสู้โดยไม่มีอาวุธแต่เราไม่ได้ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ แม้หาฆาตกรไม่เจอ ไร้ความยุติธรรม คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ จะสานต่ออุดมการณ์ขอสัญญาว่า จะสืบสานเจตนารมณ์ของวีรชนที่ไม่ยอมก้มหัวให้เผด็จการ

ขณะเมื่อเวลา 11.30 น. นายจตุพร ขึ้นกล่าวปราศรัย ว่าหลายเดือนที่ผ่านมานั้น ที่ต้องยุติบทบาทไป เพราะถ้าขยับเมื่อไร คนในรัฐบาลที่กำลังแตกแยกกันก็จะหันหน้ามาจับมือกัน แล้วถล่มกลับ แต่วันนี้ตีกันจนมองหน้าไม่ติดแล้วจึงสามารถออกมาได้ เรื่องที่ใหญ่กว่าการเมืองเส็งเคร็ง คือ เรื่องของบ้านเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงอย่างไรก็ไม่มีวันอยู่ครบ 8 ปี แต่ที่ทำความเดือดร้อนมากที่สุด และจะเป็นปัญหาคือการลงนามกับสหรัฐฯ ในความร่วมมือสนธิสัญญา อินโด-แปซิฟิก เมื่อปี 2562 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านประเทศจีน ตนไม่ได้เข้าข้างประเทศจีน แต่การที่รัฐบาลไทยไปเซ็นสัญญาเป็นปฏิปักษ์ประเทศจีน แล้วถ้าวันหนึ่งจีนคิดแบบรัสเซียกับยูเครน จะเป็นอย่างไร 

สถานกงศุลสหรัฐฯ ที่ก่อสร้างใน จ.เชียงใหม่ เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดี จนถึงวันนี้รัฐบาลไทยไม่ได้แสดงอะไร ที่จะยกเลิกสัญญาดังกล่าว ดังนั้นถ้าเรามีความจำเป็นจะต้องต่อสู้กับสนธิสัญญาแปซิฟิก เหมือนสมัยยุคสงครามเวียดนาม ที่มีการเคลื่อนไหวขับไล่ฐานทัพสหรัฐฯ ในไทยเราก็คงไม่มีทางเลือก จึงขอเรียกร้องว่า ให้คิดไกลๆ เอกราชสำคัญกว่าเรื่องการเมือง ถ้าต่อสู้แบบเดิมเอานักเลือกตั้งมาเป็นตัวตั้ง เราจะแพ้ตลอดไป ถึงชนะเลือกตั้งก็ปกครองประเทศภายใต้ รธน. 2560 ไม่ได้ เอาบ้านเมืองเอาเอกราชมาเป็นตัวตั้ง จะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย ที่ผ่านมา ตนไม่ได้หายหน้าไปแค่เพียงคิดว่าจะออกมาเมื่อไหร่ ตอนนี้พร้อมที่จะต่อสู้แล้ว จนกว่าประเทศจะเปลี่ยนแปลงตามเจตนารมณ์ของวีรชนที่สูญเสีย

"ความสูญเสียของวีรชน 12 ปีนี้ ฝ่ายตายไม่เคยได้รับความยุติธรรม ฝ่ายทำให้ตายไม่เคยได้รับโทษ เราแสวงหาความยุติธรรม ถึงขั้นเคยไปฟ้องถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ ก็ไม่เป็นผล วันนี้จึงอยู่กับความทุกข์ระทม ไม่เคยมีอนุสาวรีย์ ไม่เคยมีการชำระประวัติศาสตร์ และไม่เคยได้รับความยุติธรรม แต่ยืนยันจะยังคงต่อสู้ต่อไป และอยากสะกิดเตือนให้นักสู้ได้ทราบว่า ต้องทำใจพวกเราเหมือนวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้แล้วทิ้งขอนัดหมายอีกครั้งงานรำลึกสลายการชุมนุมราชประสงค์ 19 พ.ค. หากมีการเปลี่ยนแปลงอะไรก่อนจะแจ้งให้ทราบ" นายจตุพร กล่าว
 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์