หลายพรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลายพรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 'ภูมิใจไทย' อยากได้ ส.ส.ทุกเขตที่ส่ง จะเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว 'เสรีพิศุทธ์' ประกาศเป็นแคนดิเดตนายก พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 'กัญจนา ศิลปอาชา' ประกาศจุดยืน 'ชาติไทยพัฒนา' ไม่ยุบรวมพรรคอื่น 'ธรรมนัส' ชี้ 'พรรคเศรษฐกิจไทย' คือความหวังคนทั้งแผ่นดิน จ่อเปิดตัวหัวหน้าทีม ศก. "เปิดชื่อมาก็เปรี้ยงเลยครับ" 'รปช.' เปลี่ยนชื่อเป็น 'รวมพลัง' โลโก้พรรคใช้ 'พญานาค' เป็นสัญลักษณ์ 'สุเทพ' ยันหนุน 'ประยุทธ' อยู่ครบเทอม

'ภูมิใจไทย' อยากได้ ส.ส.ทุกเขตที่ส่ง จะเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565 ที่ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค จ.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย จัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรค รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย กรรมการบริหารพรรค ส.ส. สมาชิกพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคกลาง และตัวแทนสมาชิกพรรคพื้นที่ภาคอื่นๆ รวมถึงนายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่วันนี้เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมของพรรคภูมิใจไทย โดยได้สวมเสื้อสมาชิกพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมงานด้วย ทั้งนี้ ก่อนเข้าร่วมงาน ทุกคนต้องแสดงผลตรวจ ATK ต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมกับสวมหน้ากากอนามัย ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19

จากนั้น นายอนุทิน กล่าวปราศรัยต่อสมาชิกพรรคตอนหนึ่งว่า เรามาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพราะการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคภูมิใจไทยจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผู้แทนครบทั้ง 5 เขตของ จ.พระนครศรีอยุธยา การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พี่น้องชาวอยุธยาให้ ส.ส.พรรคเรา 2 คน คือ นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ต้องถือว่าเป็นพระคุณอันใหญ่หลวงของพี่น้องชาวพระนครศรีอยุธยา แต่ครั้งหน้าขอให้เชื่อมั่นเรามากกว่านี้ พรรคต้องเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป เราตั้งใจจริงที่จะรับใช้ประชาชน วันนี้พรรคภูมิใจไทยย่างเข้าปีที่ 15 เราเป็นพรรคที่มีประสบการณ์ทางการเมืองมากพอสมควร ซึ่งมั่นใจว่า เรามีพี่น้องประชาชนเป็นกำแพงที่จะปกป้องให้เราได้ทำงาน เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ เราไม่ได้ทำเฉพาะหน้าที่ฝ่ายบริหารเท่านั้น แต่เรายังทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติในการออกกฎหมายเพื่อประชาชนด้วย ซึ่งตำแหน่งที่เราภูมิใจ และถือเป็นเกียรติยศสูงสุด คือ การเป็นผู้แทนประชาชน

“พวกเราซึมซับว่า ทุกปัญหาของประชาชนคือปัญหาของเรา และเป็นงานของพวกเรา ถ้าประชาชนยังไม่ได้กินดีอยู่ดี เราหยุดทำงานไม่ได้ จึงเป็นสโลแกนอยู่ในจิตสำนึกของเราภูมิใจไทยว่า พูดแล้วทำ ไม่ใช่พูดลมๆ แล้งๆ เห็นได้จากการที่ 3 ปีมานี้ นโยบายหลักๆ ของพรรคทำด้วยความสำเร็จหมดแล้ว พรรคพูดไม่เก่ง แต่ทำได้ทุกอย่าง และการทำงานในฝ่ายบริหาร เราก็ทำงานอย่างมีเหตุมีผล ที่เรากล้าเพราะมีประชาชนคอยสนับสนุน นี่ที่เขาเรียกว่าเห็นช้างตัวเท่ามด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐมนตรีของพรรคที่ได้เข้าไปทำงานในคณะรัฐมนตรี (ครม.)” นายอนุทิน กล่าว

ทั้งนี้ ช่วงท้ายของการประชุม นายอนุทิน ได้ประกาศความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยระบุว่า เวลาใกล้เข้ามาพอสมควรแล้ว ดึงอย่างไรก็ไม่เกิน 11 เดือน เรานั่งฝันกันอีกไม่ได้ เราต้องพูดจริงทำจริง ลงพื้นที่จริง เพื่อพี่น้องประชาชน เพราะการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น ดังนั้น เราต้องมีความพร้อมอย่างสมบูรณ์เต็มที่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยพร้อมแล้ว ขอให้ทุกคนมั่นใจว่า คนพรรคภูมิใจไทยมีเลือดนักสู้ในทุกอณูของพวกเราที่พร้อมจะรับใช้บ้านเมือง

โดยก่อนหน้าการประชุมนายอนุทินระบุว่าวันนี้เป็นการประชุมสามัญประจำปีของพรรค เพราะเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และที่เลือกจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเนื่องจากเป็นจังหวัดที่สำคัญ ที่จะประสานงานกับสมาชิกผู้สมัครในภาคกลาง และที่สำคัญจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไว้วางใจให้มี ส.ส.พรรคภูมิใจไทยถึง 2 คน จากที่ไม่เคยมี คือ นายเกื้อกูล ด่านวิชัยจิตร เขต 1 และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เขต 3 ซึ่งเป็นส.ส.ที่ใกล้ชิดกับประชาชน อีกทั้งในวันนี้เราจะเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.คนใหม่ใน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาคือพิมพฤดา ตันจรารักษ์ หรือ น้องพิมพ์ ซึ่งเป็นหลานท่านของนางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีความตั้งใจที่จะรับใช้ประชาชน และประสงค์จะขับเคลื่อน เศรษฐกิจท่องเที่ยวอุตสาหกรรม ปากท้องของประชาชนให้อยู่ดีกินดีเพิ่มรายได้

ทั้งนี้เป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยครั้งหน้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะต้องได้ ส.ส.ทั้ง 5 เขต และ ส.ส. 5 คน คือเป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า และครั้งหน้าเราจะลงพื้นที่อย่างสุดความสามารถ จะสร้างนโยบายให้ประชาชนเชื่อใจ ไว้ใจ ตั้งเป้าอยากได้ ส.ส.อยุธยาฯยกจังหวัด เข้ามาช่วยทำงาน อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งครั้งหน้าเราจะต้องเริ่มฟื้นฟูสร้างให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาพของประชาชน ที่เราได้รับความร่วมมือในทุกๆ มิติอย่างก้าวหน้า เป็นประเทศที่แข็งแกร่งในภูมิภาค และพึ่งพาตนเองได้ เป็นประเทศที่ยืนบนขาของตัวเองและบนเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ขณะที่ในตอนนี้ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะได้ ส.ส.เท่าไหร่ แต่อยากได้ ส.ส.ทุกเขตที่เราส่งไป และถ้าหากเกิน 100 ก็ต้องเกิน เพราะสิ่งที่ภูมิใจไทยให้ความมั่นใจ คือต้องส่งผู้สมัครที่ทุ่มเท เสียสละมีคุณภาพ รับใช้ประชาชน ตั้งใจทำงาน ซื่อสัตย์ สุจริต เพราะนี่ถือเป็น package รวม คนไม่ดีเราไม่ส่ง ต่อให้มีความแข็งแกร่งในพื้นที่ขนาดไหนก็ตาม เพราะเราไม่ต้องการ เข้าไปกอบโกยผลประโยชน์

ทั้งนี้มั่นใจว่า 4 ปีที่ผ่านมาของพรรคภูมิใจไทย เราสร้างรากฐานความไว้วางใจความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน และคนทั่วไปที่ติดตามผลงานของพรรคได้อย่างชัดเจน ว่าสิ่งที่พูดไปแล้วเราทำได้ทุกอย่าง นั้นคือ “พูดแล้วทำ” และจากนี้ก็จะทำให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่าเรามีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่งแล้ว จากนี้จะทำอะไรต่อไป ก็จะไม่มีอุปสรรค และจะตั้งใจทำงาน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้อยู่ดีกินดี

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยจะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีกี่คน นายอนุทิน กล่าวว่า เสนอเพียงคนเดียว พรรคภูมิใจไทยจะเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งใครก็ได้ที่เป็นหัวหน้าพรรคก็จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่พรรคยึดถือ และเรามีความมั่นคง เราแสดงให้เห็นอยู่ตลอดเวลาว่าเรามีความเป็นปึกแผ่นมาตั้งแต่ที่เราเป็นพรรคเล็กๆ จนมาถึงปัจจุบัน เราเน้นคุณภาพ เพราะความเป็นปึกแผ่น ความสามัคคี จะทำให้เราประสบความสำเร็จ เราไม่แตกแยกยอมรับว่ามีความเห็นต่างทางความคิดเยอะ แต่ทุกอย่างจบในห้องประชุม และยึดถือเคารพกติกา ว่าพรรคภูมิใจไทยจะไปไหนต้องไปในทิศทางเดียวกัน เราแสดงให้เห็นทุกอย่างทั้งการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ประชาชน บางครั้งเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงต้องแลกกับผลทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้ภูมิใจไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่หากเป็นประโยชน์ของประชาชนเราจะทำ ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเอง เราทำในทุกสิ่งที่ถูกต้องและยึดผลของการกระทำ

'ชาติพัฒนา' มีมติแต่งตั้ง 'สุวัจน์ ลิปตพัลลภ' เป็นประธานพรรค ปรับยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้าน

23 เม.ย. 2565 ห้องประชุมลำปลายมาศ โรงแรมแคนทารี่โคราช พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) จัดการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2565 โดยมี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา พร้อมด้วย นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา นายวัชรพล โตมรศักดิ์ เลขาธิการพรรคชาติพัฒนา และ ส.ส.นครราชสีมา รวมทั้งที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ประกอบด้วย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายสุเมธ ศรีพงษ์ อดีต ส.ว.นครราชสีมา, พันเอกวินัย สมพงษ์  อดีตรัฐมนรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฯ โดยสมาชิกพรรคชาติพัฒนา จำนวน 290 คน ร่วมประชุมและรับฟังบรรยายสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้หัวข้อ “ทางออกของประเทศภายหลังการเลือกตั้ง” รวมถึงการลงคะแนนเลือกตั้งประธานพรรค และคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคทั้ง 4 ด้าน

โดยที่ประชุมใหญ่มีมติเลือกตั้ง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานพรรคชาติพัฒนา ซึ่งตำแหน่งประธานพรรค จะเป็นประธานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านเทคโนโลยี เพื่อจัดทำนโยบายและข้อเสนอแนะในการบริหารงานของพรรคชาติพัฒนาให้ทันกับการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองและสร้างความอยู่ดี กินดี ให้กับพี่น้องประชาชน

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่าผมต้องขอขอบพระคุณท่านหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกทุกท่านที่ได้กรุณาให้เกียรติและไว้วางใจผมให้รับตำแหน่ง “ประธานพรรค” ของพรรคชาติพัฒนา จากการที่ได้มีการแก้ไขข้อบังคับพรรค เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการทำงานของพรรคชาติพัฒนาให้สอดคล้องกับภาวะปัญหาและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของปัจจัยต่างๆ ของโลกรอบตัวเรา และปัญหาต่างๆ ภายในประเทศ เพื่อให้พรรคชาติพัฒนามีขีดความสามารถในการทำงานทางการเมือง โดยโครงสร้างพรรคใหม่ ภายใต้ข้อบังคับที่มีการแก้ไขวันนี้ ก็จะเพิ่มเติมให้มีโครงสร้างของคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคมีทั้งหมด 4 คณะ คือ ด้านเศรษฐกิจ  ด้านสังคมท้องถิ่นและการเมือง ด้านเทคโนโลยี  และด้านการเมือง

โดยมีประธานพรรค เป็นประธานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทั้งหมด ซึ่งหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ก็จะคล้ายๆ กับบริษัทใหญ่ๆ ที่จะมีคณะผู้บริหารและบอร์ดใหญ่ โดยบอร์ดใหญ่จะดูแลเรื่องนโยบายต่างๆ มอบให้กับคณะผู้บริหารรับไปพิจารณาเป็นแนวทางการบริหาร คณะผู้บริหารของพรรคก็จะมีหัวหน้าพรรคเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับกรรมการบริหารพรรค คณะกรรมการยุทธศาสตร์ก็จะทำหน้าที่คล้ายบอร์ดนโยบายที่จะประกอบด้วยผู้อาวุโส มีประสบการณ์เยอะๆ  นักวิชาการต่างๆ มาร่วมกันคิดยุทธศาสตร์และนโยบาย ที่จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาของประเทศและของประชาชนให้ลุล่วง โดยมอบยุทธศาสตร์และนโยบายให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรครับไปเป็นแนวทางในการทำงานต่อไป

นายสุวัจน์ กล่าวว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้ามีความสำคัญมากกับอนาคตของประเทศและของเรา ต่างกับทุกครั้ง เพราะครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่อยู่บนมหาวิกฤตและความหวังของประชาชนว่าใครจะมาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และต่อเนื่องมาตลอดจนถึงวันนี้ เป็นวิกฤตจริงๆ ทั้งเรื่องโควิด วิกฤตเศรษฐกิจ และสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงที่กระทบต่อทุกคนอยู่ในเวลานี้  เกิดจากสถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเคร สถานการณ์การค้าการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากโควิด สถานการณ์ของสงครามการค้าของจีนและสหรัฐฯ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ( TECHNOLOGY DISRUPION) ทั้งเทคโนโลยีดิจิตอล เทคโนโลยีชีวภาพวิทยาศาสตร์ชีวภาพทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นในการดำรงชีวิตชีวิตและการทำธุรกิจ ทำให้มีผลกระทบต่อขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ กระทบต่อการเติบโตของ GDP ของประเทศ กระทบการลงทุนจากต่างชาติ กระทบการส่งออก กระทบต่อผลผลิตและราคาพืชผลการเกษตรของเกษตรกร กระทบต่อรูปแบบการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป การทำอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป กระทบต่อ SME ที่ปรับตัวไม่ทัน ปัญหาภัยธรรมชาติต่างๆ  น้ำท่วม  พายุ  แผ่นดินไหวที่เกิดจากปัญหาโลกร้อนกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลกที่ต้องแก้ไขร่วมกัน ถ้าฟังปัญหาทั้งหมดก็จะเห็นมหาวิกฤตจริงๆ บ้านเมืองของเราวันนี้ ก็เป็นเรื่องที่พวกเราต้องช่วยกันแก้ไข ช่วยกันคิดว่าจะพาประเทศชาติออกจากวิกฤติได้อย่างไรกัน  ถึงเป็นที่มาของหัวข้อการพูดวันนี้ว่า “ทางออกประเทศหลังการเลือกตั้ง” ควรจะต้องทำอย่างไรดีต่อไป”

นายสุวัจน์ กล่าวว่า “ทางออกประเทศหลังการเลือกตั้ง” หมายถึง งานและนโยบายต่างๆ ที่จะต้องดำเนินการกันอย่างจริงจัง เพื่อกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจกลับมาและให้เติบโตอย่างยั่งยืน สร้าง Plat Form ใหม่ ไม่ให้เราเสียเปรียบ แข่งขันบนจุดแข็งที่เรามีอยู่และสามารถรักษาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของเราไว้ได้  เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความรักสามัคคีเกิดขึ้นในชาติบ้านเมืองของเรา เมืองไทยเรากลับมามีรอยยิ้มเหมือนเดิม รักกันเหมือนเดิม มีความสุขเหมือนเดิม

และสิ่งที่เราควรจะทำกันเพื่อให้ประเทศชาติของเรามีทางออกมีหลายประเด็นที่อยากเสนอให้พวกเราช่วยกันคิด ช่วยกันทำ รวม 7 เรื่อง คือ 1.ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องและดูแลผลกระทบจากโควิด (Post Covid) 2.ใช้เทคโนโลยีมาสร้างความทันสมัยให้กับประเทศ 3.เศรษฐกิจต้องเติบโตบนจุดแข็ง เป็น Plat Form ใหม่ของเศรษฐกิจไทย 4.ท้องถิ่นต้องเข้มแข็ง สร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ 5.ผู้สูงอายุ คือ กำลังของประเทศ 6.เตรียมพร้อมรองรับปัญหาโลกร้อน (Global Climate Change) และ 7. การเมืองทางออกสุดท้ายของประเทศ ต้องมีเสถียรภาพ  คุณภาพ เสียสละ ลดความขัดแย้ง

นายสุวัจน์ กล่าวย้ำว่าพรรคชาติพัฒนามีความตั้งใจที่จะเข้ามาช่วยกันทำงานในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้พี่น้องประชาชน จากประสบการณ์และบุคลากรของพรรคที่เคยทำมาแล้ว โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จในช่วงที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีต ส.ส.โคราชเป็นนายกรัฐมนตรี “เศรษฐกิจยุคทอง แปรสนามรบเป็นสนามการค้า โคราชประตูสู่อีสาน อีสานประตูสู่อินโดจีน” เราพร้อมที่จะทำงานและเชื่อมั่นว่าเราทำได้ เราเคยทำมาแล้ว เราจะทำต่อไปเพื่อพี่น้องประชาชนชาวไทย ขอให้ไว้วางใจพรรคชาติพัฒนา
 
“พรรคชาติพัฒนา เกิดที่โคราช ถึงมีคำว่าโคราชชาติพัฒนา มีคำว่าตนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน  เกิดที่โคราชก็ต้องตายที่โคราช พรรคชาติพัฒนาขอยึดเอาโคราชไว้เป็นเรือนตาย ขอ Come back อีกครั้งเพื่อรับใช้ชาวโคราช” ประธานพรรค กล่าว

'เสรีพิศุทธ์' ประกาศเป็นแคนดิเดตนายก พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง

23 เม.ย. 2565 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเสรีรวมไทย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มี ส.ส.ของพรรคและสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมกว่า 520 คน

ทั้งนี้ ก่อนการประชุม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้า ผู้สมัครของพรรคเสรีรวมไทยจะได้รับเลือกตั้ง เป็น ส.ส.เข้าสภาฯ 25 คน ซึ่งเพียงพอที่จะสนับสนุนชื่อตนให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือก สำหรับยุทธศาสตร์สู้ศึกเลือกตั้งของพรรคจากนี้ไปต้องรอความชัดเจนของกติกาเลือกตั้ง โดยเฉพาะสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้เกณฑ์จำนวน 500 คน หรือ 100 คน เป็นตัวเลขเพื่อหาค่าเฉลี่ย ส.ส.ของพรรคการเมือง และในการเลือกตั้งครั้งหน้า ตนพร้อมจะลง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพื่อได้สิทธิช่วยลูกพรรคหาเสียงเลือกตั้งทุกพื้นที่ได้

“หากประชาชนอยากได้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ให้เลือกผมทั้งคนทั้งพรรค และผมเชื่อว่าประวัติ รวมถึงผลงานของผมที่ผ่านมา จะสู้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ ส่วนผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคจะเน้นส่งคนที่ไว้วางใจได้ มีความรู้ มีความสามารถ ไม่ซื้อเสียง” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังกล่าวถึงการร่วมงานทางการเมืองกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกพรรค และนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ว่า บุคคลทั้งสองเป็นคนที่ไว้ใจได้ มีความรู้ ความสามารถ และจะช่วยงานของพรรคด้านการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน แม้ขณะนี้จะยังไม่ยุบสภา แต่การทำงานจะมีความเข้มข้นมากขึ้น ส่วนนายสมชัย และนายวีระ จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบุคคลทั้งสอง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แทนตำแหน่งที่ว่าง ที่ จ.ราชบุรี เขต 3 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า เดิมพรรคตั้งใจส่งลง เพื่อวัดกระแสความนิยมของพรรคว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กระแสของพรรคเป็นอย่างไร แต่ในวันเปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง พบว่ามีผู้สมัครเพียง 2 พรรค คือ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ตรวจสอบแล้วว่าไม่ส่งลงเลือกตั้ง รวมถึงพรรคพลังประชารัฐ ดังนั้น ตนเชื่อว่าผู้สมัครของพรรคมีโอกาสชนะ เพราะนางณัฐทนันต์ นิธิภณยางสง่า ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค เป็นถึงทนายความ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีแต่ชื่อเสีย ดังนั้น ตนเชื่อว่าประชาชนที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยพรรคจะชนะ

'ธรรมนัส' ชี้ 'พรรคเศรษฐกิจไทย' คือความหวังคนทั้งแผ่นดิน จ่อเปิดตัวหัวหน้าทีม ศก. "เปิดชื่อมาก็เปรี้ยงเลยครับ"

23 เม.ย. 2565 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และเลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทย โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊ก “ธรรมนัส พรหมเผ่า” แนะนำที่ทำการพรรคเศรษฐกิจไทย หลังจากที่ผ่านมาได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ พร้อมเปิดเผยตอนหนึ่งว่า แม้ว่าพรรคเศรษฐกิจไทยจะเป็นพรรคใหม่ แต่ทีมงานส่วนใหญ่มีประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 20 ปี ชื่อพรรคใหม่ แต่คนไม่ใช่ของใหม่ ซึ่งพรรคเราจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ที่ผ่านมามักมีคนถามว่าใครจะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคเศรษฐกิจไทยจะเป็นใคร อันนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ และจะเป็นไฮไลท์สำคัญที่จะเปิดตัวในเดือน พ.ค.นี้

“เปิดชื่อมาก็เปรี้ยงเลยครับ ในประเทศไทยมีไม่กี่ท่านที่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การตลาด ต้องเป็นบุคคลสำคัญที่มีประสบการณ์แก้วิกฤติขององค์กรแต่ละองค์กร รวมทั้งเคยบริหารบ้านเมืองมาก่อน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวย้ำว่า เรามั่นใจพรรคเศรษฐกิจไทย เนื่องจากบุคคลที่อยู่ข้างหลัง ล้วนเป็นคนที่สังคมให้ความเชื่อมั่นที่จะนำพาประเทศชาติรอดได้ ตัวผู้สมัครเรามีเกือบทุกเขต แต่ละเขตมีผู้เสนอตัวไม่น้อยกว่า 4-5 คน จำเป็นต้องคัดคนที่มีความรู้ และสามารถเป็นตัวแทนของประชาชนได้ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ส่วนเรื่องนโยบาย เราไม่อยากทำนโยบายหลากหลายจนไม่สามารถจับต้องได้ บางพรรคครั้งนี้จะกลับมายาก เพราะทำนโยบายขายฝัน ส่วนเราจะเอาสิ่งที่ใกล้ตัวคนไทยนำเสนอให้แต่ละภาค แต่ละจังหวัดได้เกิดความหวัง เพื่อที่จะฝากความหวังไว้กับพรรคเรา และเราจะทำให้ดีที่สุด

“เราเดินทางมาถึงจุดนี้ ทิศทางการเมืองมีความชัดเจน กลายเป็นพรรคที่เป็นความหวังของคนทั้งแผ่นดิน ที่ผ่านมากระแสตอบรับดีมาก ผมไม่คาดคิดว่าจะดีขนาดนี้ ทำให้เกิดกำลังใจกับตัวเอง และเชื่อว่าท่านหัวหน้ารวมถึงกรรมการบริหารพรรคทุกท่านก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ขอบคุณที่ให้เกียรติพรรคเรา เราจะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวังและจะทำให้ดีที่สุด” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

'กัญจนา ศิลปอาชา' ประกาศจุดยืน 'ชาติไทยพัฒนา' ไม่ยุบรวมพรรคอื่น

24 เม.ย. 2565 พรรคชาติไทยพัฒนา จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 ที่โรงแรมมิราเคิลฯ ถนนวิภาวดีรังสิต โดยมีแกนนำพรรค อาทิ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค, นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสกรณ์ ฐานะเลขาธิการพรรค, นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฐานะประธานกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์, นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และผู้อำนวยการพรรค พร้อมด้วยส.ส.ของพรรค และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุม

โดย น.ส.กัญจนา ได้ประกาศกับที่ประชุมว่า พรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง จะไม่ยุบพรรคไปรวมกับพรรคใดเด็ดขาด ส่วนกติกาเลือกตั้งที่ปรับใหม่พร้อมสู้ทุกรูปแบบ ส่วนที่พรรคการเมืองใดจะมารวมกับพรรคชาติไทยพัฒนายินดีต้องรับหากมีแนวทางการทำงานที่สอดคล้องกัน ทั้งนี้ใน 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศมีปัญหามาก ทั้งปัญหาเก่าและปัญหาใหม่ รวมถึงโรคระบาดโควิด-19 พรรคชาติไทยพัฒนาฐานะพรรคร่วมรัฐบาลสามารถใช้ศักยภาพแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือว่ายืนในจุดที่ถูกต้อง

หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวย้ำด้วยว่าสิ่งที่พรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่เปลี่ยนแปลงคือการยึดสัจจะวาจา และการทำงานแบบพี่น้อง ไม่เป็นเผด็จการ รวมถึงจะรักษาและดำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

น.ส.กัญจนา กล่าวด้วยว่า สำหรับการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคมีเกิดขึ้นแน่นอน แต่ยังบอกรายละเอียดไม่ได้ โดยเฉพาะการปรับตำแหน่งสำคัญภายในพรรค โดยมองว่าถึงเวลาที่จะให้คนรุ่นใหม่ถือธงเดินนำ และคนรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์เป็นแรงหนุนหลัง เพราะประเทศเดินหน้าได้ต้องผสมผสานของคนทุกรุ่น เคารพซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นจะเชิญคนนอกพรรคเข้ามาร่วมงาน เพื่อทำให้พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรคของคนทั้งประเทศไม่ใช่พรรคท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเท่านั้น และอย่างน้อยต้องมีส.ส.เข้าสภาฯ ที่เสนอกฎหมายในสภาฯ คือ ต้องได้เกิน 25 เสียง

“พรรคชาติไทยพัฒนาแม้เป็นพรรคที่เติบโตไม่เร็วนักแต่จะก้าวย่างที่มั่นคง วันนี้เราไม่ใช่พรรคใหญ่ แต่ไม่ใช่ว่าวันหน้าจะเป็นพรรคใหญ่ไม่ได้” น.ส.กัญจนา กล่าว

น.ส.กัญจนา ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองเกิดใหม่จำนวนมาก ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน ทั้งนี้พรรคชาติไทยพัฒนาผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมืองมามาก หากนับรวมอายุของพรรคชาติไทย ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2517 รวมอายุแล้ว 48 ปี ทั้งนี้ผ่านการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน ทั้งนี้ในการเลือกตั้งปี 2562 ถือเป็นปีที่หนักหนา สำหรับตนและนายวราวุธ เพราะ นายบรรหาร ศิลปอาชา บิดาไม่อยู่เป็นผู้นำ แต่มีคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ อยู่กับพรรค ฝ่าฟันศึกเลือกตั้งมาได้ และมีผู้แทนเข้าสภา 10 คนและได้จากการเลือกตั้งซ่อม และย้ายพรรคเพิ่มอีก 2 คน

รปช. เปลี่ยนชื่อเป็น 'รวมพลัง' โลโก้พรรคใช้ 'พญานาค' เป็นสัญลักษณ์ 'สุเทพ' ยันหนุน 'ประยุทธ' อยู่ครบเทอม

พรรครวมพลังประชาชาติไทย จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 ในช่วงบ่ายที่ประชุมได้มีการพิจารณาในวาระที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค พิจารณาชื่อและตราประทับ(โลโก้พรรค) โดยชื่อพรรคใหม่ที่ได้รับการรับรองคือชื่อ “พรรครวมพลัง (Action Coalition Party )” สำหรับตราสัญญลักษณ์พรรคนั้น ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปพญานาคสีเหลือง มี ลายเส้นสีม่วง มีตัวอักษร “พ” สีเหลือง วางอยู่กึ่งกลางเหนือลำตัวพญานาค พื้นหลังพญานาคเป็นวงกลมสีม่วง ล้มรอบด้วยวงกลมสีขาว มีตัวอักษาชื่อ “พรรครวมพลัง” ด้านบน และชื่อภาษาอังกฤษ Action Coalition Party อยู่ด้านล่างและมีขอบสีม่วงล้อมรอบวงสีขาวอีกชั้น ทั้งนี้ความหมายของสัญลักษณ์ดังกล่าวมีการอธิบายว่า ภาพรวมเป็นสัญลักษณ์แห่งการรวมพลังอันยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทยเพื่อพิทักษ์ธรรม

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนชื่อพรรค เป็นพรรครวมพลัง เพราะชื่อพรรครวมพลังประชาชาติไทยตอนต้นเป็นการทำให้ครบเนื้อหาสาระที่สุด แต่คนจำยาก เราก็เลยตัวเหลือพรรครวมพลัง ส่วนสัญลักษณ์หรือตราพรรคของเดิม ก็สวยงาม แต่ตอนนี้เราต้องเลือกตั้งครั้งหน้า น่าจะมีพรรคการเมืองเพิ่มขึ้นอีก ก็จำเป็นที่จะต้องมีวิธีบอกประชาชนว่าไปเลือกพรรคที่มีสัญลักษณ์ที่ประชาชนเห็นได้ชัด จึงจะทำสัญลักษณ์เป็นพญานาคเพราะมีพลังและปกป้องพระพุทธเข้าได้ จึงเป็นสัญลักษณ์ว่าพรรคเราจะพิทักษ์ธรรม พิทักษ์สิ่งที่ถูกต้อง ส่วนตัวย่อจะใช้คำว่า “ร.พ.” ซึ่งจะทำให้ประชาชนจำง่ายขึ้น

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงโลโก้ และชื่อพรรคใหม่ ว่าการเปลี่ยนชื่อพรรคใหม่ก็เพื่อที่จะให้เกิดการจำที่ง่ายขึ้น ส่วนชื่อเก่านั้นยาวไป ชื่อใหม่ก็จำง่ายขึ้น ดูมีชีวิตชีวา และเชื่อว่าคงไม่มีการดราม่าเกิดขึ้น

นอกจากนี้นายสุเทพ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้ว่า เรื่องการเมืองไม่มีใครทำนายอนาคตได้ เราต้องยอมรับว่าเกิดอะไรขึ้นในทางการเมืองได้ตลอดเวลา แต่ตนมองในมุมดีๆ คิดว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะอยู่ตครบสมัย เพราะยังมีงานสำคัญของประเทศที่รัฐบาลต้องทำต่อเนื่องให้เรียบร้อย โดยเฉพาะการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลตอนนี้รัฐบาลมาใหม่ก็เหนื่อย ซึ่งเรื่องนี้คิดว่าทุกคนเข้าใจ นอกจากนั้นขณะนี้ยังอยู่ระหว่างช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการแก้ปัญหาที่มีผลจากโควิด ทั้งปัญหาโรคระบาดและปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องการรัฐบาลที่มีความต่อเนื่องพอสมควร เวลาที่เหลือประมาณ 1 ปีคิดว่าน่าจะทำให้รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาและพร้อมสำหรับรัฐบาลต่อไปที่จะมารับช่วงต่อ ทั้งนี้ตนคิดว่าไม่ว่าในวงการเมืองจะคิดอย่างไรก็ตาม แต่ทุกคนก็ต้องคิดถึงประเทศชาติและบ้านเมืองในภาพรวม แต่ขณะเดียวกันในภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองนักการเมืองตกต่ำลงในสายตาประชาชน ก็เป็นโอกาสดีสำหรับพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่จะเสนอทางเลือกใหม่ นโยบายใหม่ ตัวบุคลากรใหม่ให้ประชาชนพิจารณา ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองเก่าต้องปรับตัวเร็วขึ้น ซึ่งถ้ามองในแง่ดีตนคิดว่าทุกอย่างต้องเดินไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลจะสามารถผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนคิดว่าน้อยครั้งในสภา ที่รัฐบาลจะถูกอภิปรายไม้ไว้วางใจแล้วแพ้คะแนนเสียงในสภา หากดูประวัติศาสตร์แทบจะไม่มี ที่สำคัญคือคะแนนเสียงของประชาชนทั่วไป ประเด็นที่รัฐบาลถูกอภิปรายหากประชาชนเชื่อฝ่ายค้าน หรือเห็นด้วยว่ารัฐบาลบกพร่องในประเด็นนั้น อย่างนี้อันตราย แต่เรื่องคะแนนเสียงของรัฐบาลตนยังไม่เคยเห็นว่าจะมีปัญหา แม้ครั้งที่แล้วจะมีปัญหาและหวุดหวิดพอสมควร แต่คราวนี้ตนก็คิดว่ารัฐบาลน่าจะไปได้เพราะยังไม่เห็นประเด็นอะไรที่คิดว่าประชาชนไม่ชอบใจ

เมื่อถามอีกว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้ายังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯอีกหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่าพูดกันตรงๆว่าวันนี้ยังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จนกระทั่งจบเทอม หลังจากนั้นก็ต้องมาดูกันต่อ ซึ่งตนก็ไม่มีบทบาทอะไร เป็นแค่สมาชิกพรรคคนหนึ่ง แต่ในใจก็ต้องดูสถานการณ์หลังจากนี้ สถานการณ์ในช่วงเลือกตั้งว่าจะเป็นอย่างไร

ที่มาเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] | ไทยโพสต์ 

ภาพปกจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเสรีรวมไทย | ที่มา: สำนักข่าวไทย

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์