นักวิชาการจัด 'เยี่ยม หยุด ขัง' เรียกร้อง 'หยุดใช้กฎหมาย' ปิดปาก คุมขังประชาชน

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพเมือง (คนส.) จัดกิจกรรม "เยี่ยม หยุด ขัง" หน้าทัณฑสถานหญิงกลางและเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดใช้กฎหมายปิดปากประชาชนที่เห็นต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกฎหมายอาญามาตรา 112 พร้อมประกาศจัดกิจกรรมต่อเนื่องทุกอาทิตย์ หรือ 2 อาทิตย์

ภาพจาก เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพเมือง

28 เม.ย. 2565 เวลาประมาณ 10.00 น. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพเมือง (คนส.) จัดกิจกรรม "เยี่ยม หยุด ขัง" หน้าทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อาทิ อนุสรณ์ อุณโณ และ ยุกติ มุกดาวิจิตร จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชลิตา บัณฑุวงศ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ ร่วมกิจกรรม ทางเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพเมืองระบุว่าจะมีการจะมีการร่วมกันจัดกิจกรรมเยี่ยม หยุด ขัง ต่อเนื่องทุกอาทิตย์หรือ 2 อาทิตย์ เพื่อให้กำลังใจนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขัง รวมถึงแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการไม่เห็นด้วยจากการจับกุมคุมขังประชาชนที่แสดงออกทางการเมือง

ภาพจาก เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพเมือง

 

นอกจากนี้เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพเมืองยังได้มีการออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดใช้กฎหมายปิดปากประชาชนที่เห็นต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกฎหมายอาญามาตรา 112 ดังนี้

หยุดใช้กฎหมายปิดปากประชาชนที่เห็นต่าง หยุดคุมขังประชาชนที่ยังบริสุทธิ์

ประชาชนไทยต้องอยู่ใต้การกดขี่มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา ที่รัฐบาลคณะรัฐประหารอาศัยอำนาจจากกฎหมายที่เขียนขึ้นมา ปิดกั้น ข่มขู่คุกคาม และจับกุมคุมขังประชาชนฝ่ายตรงข้ามเป็นจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลที่อวดอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งในปัจจุบันก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น กลับตั้งข้อหาดำเนินคดีประชาชนที่เห็นต่างเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 จนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวและแสดงออกทางการเมืองอย่างน้อย 1,767 คนถูกตั้งข้อหาดำเนินคดี ส่วนใหญ่เป็นคดีละเมิดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำนวน 1,428 คน ตามด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 จำนวน 169 คน พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จำนวน 117 คน และกฎหมายอาญามาตรา 116 จำนวน 116 คน

การตั้งข้อหาดำเนินคดีเหล่านี้ไม่อาจนับว่าเป็นไปเพื่อผดุงความยุติธรรมในสังคมได้ หากแต่เป็นไปเพื่อกดปราบประชาชนที่เห็นต่างเป็นหลัก เพราะการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอ้างการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ทว่านอกจากการชุมนุมที่ผ่านมาไม่ก่อให้เกิดการระบาดของโรคเป็นกลุ่มก้อนที่จะนำไปสู่การอ้างได้ การรวมกลุ่มหรือการชุมนุมลักษณะเดียวกันของฝ่ายเดียวกับรัฐบาลกลับไม่ถูกตั้งข้อหา ขณะที่กฎหมายอาญามาตรา 112 นอกจากจะมีปัญหาตั้งแต่ระดับของตัวบท กระบวนการบังคับใช้ในหลายกรณีไม่เข้าข่ายความผิด ไม่นับรวมวิธีการพิจารณาคดีที่ปิดลับจนไม่อาจนำไปสู่ความยุติธรรมได้ ส่วนพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หลายกรณีมีการตีความพฤติการณ์เกินขอบเขต ก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพและความเป็นส่วนตัวของประชาชน

นอกจากนี้ ผู้ต้องหาในคดีเหล่านี้ยังมักถูกปฏิเสธสิทธิในการประกันตัว ด้วยเหตุผลว่าจะไปก่อเหตุในลักษณะเดียวกัน ซึ่งขัดหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่บัญญัติไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ให้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพราะเป็นการตัดสินล่วงหน้าว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด ทั้งที่กระบวนการพิจารณคดียังไม่เริ่ม และแม้การควบคุมตัวจำเลยระหว่างการพิจารณาคดีจะกระทำได้ แต่ก็ต้องมีเหตุอันเชื่อได้ว่าจำเลยจะหลบหนี ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ก่อเหตุอันตราย หลักประกันไม่น่าเชื่อถือ หรือเป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาคดี ซึ่งแทบไม่มีผู้ต้องหาคนใดในคดีเหล่านี้มีพฤติการณ์ดังกล่าว

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) จึงเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดใช้กฎหมายปิดปากประชาชนที่เห็นต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีผู้ถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและการบังคับใช้กฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน

นอกจากนี้ คนส. เรียกร้องให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ถูกตั้งข้อหา ศาลจะต้องยึดมั่นในหลักการจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด จะควบคุมตัวจำเลยระหว่างพิจารณาคดีก็ต่อเมื่อมีเหตุที่เข้าหลักเกณฑ์อย่างชัดแจ้ง และจะอ้างเงื่อนไขที่เป็นเสมือนการตัดสินล่วงหน้าว่าจำเลยกระทำผิดในการถอนประกันมิได้

ปัญหาและความขัดแย้งในประเทศไทยจะคลี่คลายได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายสามารถแสดงออกได้อย่างอิสระบนข้อเท็จจริงและด้วยเหตุผล โดยมีกฎหมายและศาลเป็นหลักประกันความเสมอภาคและยุติธรรม มิใช่เป็นเครื่องมือของเผด็จการในการกดปราบประชาชนที่เห็นต่างอย่างในปัจจุบัน

 

 

ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง

ทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

28 เมษายน 2565

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์