ชายชื่อ สรรเสริญ (3): ชีวิตฝ่ายซ้าย จากป่าสู่หลังพวงมาลัย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

หลังรัฐประหาร คสช.2557 ชายชื่อ สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน นักสังคมนิยมแนวทางสันติวิธี นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย วัย 63 ปี ถูกจับกุมตัวนำเข้าค่ายทหาร เขาถูกซ้อมทรมานด้วยการช็อตด้วยไฟฟ้าในค่ายทหารเพื่อบังคับให้เขายอมรับสารภาพในข้อหาร้ายแรง แต่เขาก็ยังยืนยัน ไม่ยินยอมที่จะสารภาพในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ 

การไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องทฤษฎีการเมืองที่จังหวัดขอนแก่น ที่มีจำเลยในคดีปาระเบิดหน้าศาลอาญาเข้าร่วม เป็นเหตุที่รัฐพยายามเชื่อมโยงให้สรรเสริญอยู่ในผังของผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อต้านรัฐ ถูกขังระหว่างพิจารณาคดีนานประมาณสี่ปี กว่าจะได้รับสิทธิในการประกันตัว ปัจจุบันคดียังไม่สิ้นสุด

ผมกลับบ้านแม่ปี 2536 บวชอยู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ปี 38 ไปช่วยงานพี่วีรพันธ์ บริหารจัดการด้านการผลิตในโรงงานที่เชียงใหม่ มีเพื่อนมาชวนให้ไปทำรับซื้อพืชไร่ส่งโรงงาน ผมเห็นเป็นโอกาสจะได้พบปะกับชาวบ้านมากขึ้น จึงออกจากบริษัทมาค้าขายแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ภายหลังกลับมาอยู่บ้านกับแม่ ขายไข่ตามตลาดนัด 

ปี 2546 ผมประสบอุบัติเหตุเกือบพิการ ใช้เวลาฟื้นฟูจนกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นเวลาปีเศษ น้องชายเสนอให้ไปขับแท็กซี่จะได้ไม่เครียด เพราะจะได้พบผู้คนมากหน้าหลายตา การเหยียบคลัชท์บ่อยๆ ตามจังหวะรถติดเป็นการกายภาพบำบัดฟื้นฟูกล้ามเนื้อขาซ้ายที่เล็กลีบ ผมจึงขับแท็กซี่เรื่อยมา มีรายได้วันละประมาณ 1,000 บาท

การเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่กลับบ้าน แม่ขอร้องให้หยุด บอกว่าผมทอดทิ้งแม่ไปเป็นเวลา 16 ปี ขาดการติดต่อ เพราะผมไม่ต้องการให้ครอบครัวต้องได้รับความเดือดร้อน จากปี 2536-2549 ผมจึงไม่มีกิจกรรมทางการเมืองใดๆ 

ช่วงปลายรัฐบาลทักษิณ เพื่อนที่ทำงานให้กับพรรคไทยรักไทยติดต่อขอให้ไปช่วยชาวนาที่กำลังเคลื่อนไหวเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาสวนจตุจักร ผมก็ปฏิเสธว่ายังไม่ใช่เวลาของผม แต่เหตุผลจริงคือ ผมติดคำสัญญากับแม่

หลังการรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 เงื่อนไขจึงเปลี่ยนไป แม่อนุญาตโดยผมมิได้ร้องขอ เพียงคำพูด “อยากทำอะไร ก็ทำไป” ผมจึงเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งประกอบด้วยคนจากหลากหลายอาชีพ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นนักวิชาการ เช่น ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ฯลฯ มีผมคนเดียวที่เป็นผู้ใช้แรงงาน 

การชุมนุมที่ท้องสนามหลวงครั้งแรก ผมแค่ตั้งใจไปสังเกตการณ์การนัดชุมนุมของ “เตมูจิน” ที่คุยว่าจะมีคนมาร่วมเป็นหมื่น เมื่อผมไปเห็นคนไม่เกิน 50 คน มีคนที่รู้จักผมมาบอกว่า ไหนๆ มาแล้วให้ผมช่วยปราศรัยหน่อย ผมจึงยืมโทรโข่งจาก วรัญชัย โชคชนะ ยืมเก้าอี้พลาสติกสีขาวจากแม่ค้ามายืน ถามหาผ้าดำเพื่อเอามาผูกตา เป็นสัญลักษณ์ว่า “เผด็จการจำกัดเสรีภาพของประชาชน” ท้ายสุดได้สายสะพายกระเป๋าจากสุภาพสตรีท่านหนึ่ง 

การชุมนุมระยะแรกเป็นกลุ่มเล็กๆ เช่น กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ (สุชาติ นาคบางไทร) กลุ่มพิราบขาว กลุ่มสนามหลวง ภายหลังมีกลุ่มของวีระ มุสิกพงษ์ มาร่วมจนพัฒนามาเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ นปก. ซึ่งผมเข้าร่วมมาแต่ต้น ได้รับเลือกเป็นกรรมการหลังจากที่กรรมการชุดแรกถูกจับกุม

เมื่อพี่จรัล ดิษฐาอภิชัย สามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้ ผมก็ค่อยๆ ถอยออกมาเพราะพี่จรัลก็อยู่ในกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 ผมคิดว่าไม่ควรเอาเปรียบกลุ่มอื่นถ้าเราจะมีตัวแทนมากกว่า 1 คน 

ขณะนั้นมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งก็มาชวนให้ผมร่วมจดแจ้งพรรคการเมือง เพื่อรวบรวมคนที่มีความคิดแนวสังคมนิยมประชาธิปไตยฝ่ายซ้ายแบบยุโรปเหนือ ที่มีเป้าหมายสร้างรัฐสวัสดิการ ดูแลพัฒนาผู้ด้อยโอกาสในสังคมให้มีศักดิ์ศรี ยื่นจดแจ้งชื่อพรรคสังคมนิยม แต่เจ้าหน้าที่ กกต.แนะนำว่า สัญลักษณ์เคียวเกี่ยวกันในฟันเฟืองใช้ได้ แต่ชื่อพรรคน่าจะเป็นปัญหา จึงเปลี่ยนไปร่วมกับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ขอเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น ‘สังคมนิยม’ จัดประชุมใหญ่เพื่อมีมติ แต่ กกต.ไม่รับรอง

เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำว่า จดแจ้งใหม่จะสะดวกกว่า อย่าใช้คำว่าสังคมนิยมเท่านั้น พรรคสังคมประชาธิปไตยก็มีคนยื่นจดแจ้งไว้แล้ว จึงมาจบที่ ‘พรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย’ มีคุณประชา อุดมธรรมานุภาพ เป็นหัวหน้าพรรค ผมเป็นผู้ร่วมจดแจ้งและเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ผมต้องให้เวลากับการหาสมาชิกพรรค เดินทางติดต่อประสานงาน เปิดการติดต่อกับพรรคพี่น้อง โดยผ่านความช่วยเหลือรับรองจากพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ตัวแทนของพรรคได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมพรรคสังคมนิยมนานาชาติ ที่พรรคประชาชนปฏิวัติลาวเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นความสำเร็จชิ้นเดียวที่สื่อว่าประเทศไทยยังมีพี่น้องร่วมอุดมการณ์กับพวกเขา แต่พรรคไม่สามารถดำรงสถานะตามกฎหมายได้ ท้ายสุดก็ต้องถูกเพิกถอน 

การร่วมชุมนุมทางการเมืองปี 2552 ถือได้ว่าหลังจากนี้บทบาทของผมลดลง จนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง 2553 ขณะสถานการณ์ร้ายแรง ผมอยู่ที่เชียงใหม่เพื่อเตรียมการประชุมใหญ่ของพรรค คนเสื้อแดงพูดว่า ถ้ามีการปราบที่กรุงเทพฯ ให้เผาศาลากลาง ผมถามคนที่พูดว่า “เผาแล้วได้อะไร?” เขานิ่ง ผมจึงตอบให้ว่า “ผู้ก่อการร้ายไง พวกคุณไม่ทำเขายังจะตั้งให้ คุณทำยิ่งง่ายเข้า ศาลากลางไฟไหม้ก็ไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ หลังจากนั้นเขาก็สร้างใหม่ ภาษีของเรา เปิดช่องให้เขาหาเงิน ได้ทั้งเงินได้ทั้งความชอบธรรม ผมห้ามได้ก็เฉพาะเมื่อคุณเห็นผม แต่ให้ดีคุณควรคิดได้เองว่า อะไรควรทำหรืออะไรไม่ควรทำ” 

ผมว่าพวกพูดเอามันออกทางทีวีคนเสื้อแดงว่า ‘ปากหมา’ พูดเปิดช่องให้พวกนั้นยัดเยียดภาพ ‘ผู้ร้าย’ ทำลายความชอบธรรมของการต่อสู้ แบบนี้แพ้ตั้งแต่คิดแล้ว ผมไม่ทราบว่าพวกเขาคิดอย่างไร ดีที่เชียงใหม่ไม่มีการเผาศาลากลาง แค่มีเหตุร้ายแถวสะพานเนาวรัตน์ใกล้จวนผู้ว่าฯ 

“ทำไมคุณถึงไม่มีเมีย เป็นโสดมาจนป่านนี้” ทหารที่ทำหน้าที่สอบสวนถามขึ้น

“ผมไม่อยากให้เขาลำบาก มีแม่เป็นห่วงอยู่คนหนึ่งก็แทบรับไม่ไหวอยู่แล้ว เพื่อนบางคนถูกลอบสังหาร ภรรยาต้องเลี้ยงลูกคนเดียว เมียเพื่อนเล่าให้ฟังว่า แม่เขาคัดค้าน บอกเธอว่ารักแต่งงานกับฝ่ายซ้ายให้เตรียมตัวลำบาก มันไม่ติดคุกก็ต้องถูกฆ่า สุดท้ายก็เป็นจริงตามคำกล่าวของแม่เธอ” 

“แล้วใช้ชีวิตอย่างไร” 

“ใช้หลักของทหารปืนใหญ่ รักษาระยะปลอดภัยของฐานอย่าให้ข้าศึกเข้าประชิดฐาน ถ้าไม่ปลอดภัยให้รีบย้ายฐานถอยห่าง รักษาระยะปลอดภัยไว้” 

เขาหัวเราะ “ไม่เคยได้ยินเหตุผลแบบนี้” 

“ข้อนี้ผมรับสัจจะกับพ่อตั้งแต่เริ่มหนุ่มคือ ถือศีลข้อ 3 อย่างเคร่งครัด ไม่ยุ่งกัยหญิงที่ไม่ใช่ภรรยา” 

กับกลุ่มคนเสื้อแดง เขาเอาภาพถ่ายรูปคนต่างๆ มาให้ดู ผมก็บอกเขาไปว่าเคยเห็นหน้า แต่ไม่รู้จักชื่อ ที่รู้จักมีหนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์) หรือ บก.ลายจุด พี่สุรชัย แซ่ด่าน ฯลฯ โกตี๋ ผมไม่รู้จัก เคยมีคนชวนผมไปจัดรายการที่สถานีวิทยุชุมชนของโกตี๋ แต่ผมปฏิเสธอ้างว่าไม่ว่าง ความจริงคือไม่ใช่แนวของผม

พวกเอามัน สะใจ จะได้พวกน้อย แต่รักกันเหนียวแน่น โตยาก คนที่สัมพันธ์กับผมจะทราบว่า ผมเน้นการหาเพื่อน หาพวกให้มากที่สุดเท่าที่จะร่วมกันได้ เพราะเรื่องบ้านเมืองเป็นของทุกคน งานการเมืองต้องหาพวกให้มาก ใครมีพวกมากคนนั้นชนะ ในระบอบประชาธิปไตยที่ถือเสียงข้างมาก การมีผู้สนับสนุนจำนวนมากคือหลักประกันชัยชนะ

ผมมักมีคำถามกับพวกแรงว่า “สมมติคุณชนะ คุณจะแสวงหากความร่วมมือจากฝ่ายตรงข้ามของคุณได้อย่างไร? หลังชัยชนะคุณจะอยู่กันอย่างไร? หรือจะเป็นแบบเขมรแดง ใครไม่ฟังคุณ คิดต่างต้องกำจัด ผมไม่เอาด้วย”

“คุณหุ่นดี ไม่ลงพุง ผมอยากมีร่างกายอย่างคุณ คุณทำอย่างไร?” 

“ผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ กินอาหารตามความจำป็น คุมปากได้ คุณก็คุมพุงได้ ไม่ใช่การออกกำลังกายอย่างเดียวที่จะทำให้ไม่มีพุง การออกกำลังจะได้กำลังความแข็งแรง แต่ถ้ากินเกินความจำเป็น คุณก็จะอ้วนอยู่ดี กลับไปทบทวนความรู้เรื่องอาหาร 5 หมู่แล้วปฏิบัติให้ได้”

เมื่อผู้ใหญ่ไม่อยู่ ผมได้คุยกับผู้หมวดที่ทำหน้าที่จดบันทึก เราคุยกันเรื่องหุ้น ช่วงก่อนผมถูกจับมีหุ้น SCN เข้าตลอด เขาก็สนใจ ผมเล่าให้เขาฟังว่าผมก็สนใจ ผมสู้ราคาไม่เกิน 8 บาท แต่ราคาเปิดมาเกิน ผมไม่ตาม เขาชมว่าผมสนใจทำหลายเรื่องที่เขานึกไม่ถึง แต่เบื้องลึกการติดต่อเพื่อซื้ออาศัยเพื่อนคนหนึ่งช่วยดำเนินการ ผมเกรงว่าเขาจะเดือดร้อนที่พัวพันกับผม ดีที่ไม่มีการขยายผลไปถึงเขา ไม่เช่นนั้นครอบครัวเขาคงเดือดร้อน

(ยังมีต่อ)

ชายชื่อ สรรเสริญ (1): จับตัวกลางดึก-ถูกซ้อม จับต้นชนปลายไม่ถูก

ชายชื่อ สรรเสริญ (2): เพื่อมิตรภาพของเรา

เบื้องหลัง 'สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน' ไม่รับสารภาพ คดีระเบิดหน้าศาล

ลาก 'เก้าอี้' มานั่งคุย: สรรเสริญ-ชาญวิทย์ ‘คนเดือนตุลา’ ที่ถูกลืมในเรือนจำ

คุยกับแม่สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน ผู้ต้องหาสูงวัย คดีปาระเบิดลานจอดรถศาลอาญา

ชวนรู้จัก สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน คนธรรมดาที่ใช้ชีวิตราวนักพรตมาตลอดชีวิต

ประชาไท: คดีปาระเบิดศาลอาญา

 
 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์