'เครือข่ายประชาชนแม่ฮ่องสอน' ร้อง 'ประวิตร' ยุติโครงการอุโมงค์ผันน้ำยวม

เครือข่ายประชาชนแม่ฮ่องสอนยื่น 5 ข้อเรียกร้องถึงประวิตร จี้ยุติโครงการอุโมงค์ผันน้ำยวม ชี้ไม่ชอบธรรม ไม่โปร่งใส ไม่น่าเชื่อถือ ด้านผู้แทนประวิตรรับติดตามการประชุมแก้ปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งด่วน

13 มิ.ย. 2565 เครือข่ายประชาชนแม่ฮ่องสอนในนาม “เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน” ยื่นหนังสือถึงพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในนามประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ณ ศูนย์ดำรงธรรม จ.แม่ฮ่องสอน ให้ยุติโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล (แนวผันน้ำยวม) หรือ โครงการอุโมงค์ผันน้ำยวม ชี้ว่าจะกระทบชุมชนจำนวนอย่างน้อย 46 หมู่บ้าน ใน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก อ.สบเมย อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ รวมถึงยังพบความไม่โปร่งใสและไม่น่าเชื่อถือในกระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA

การเคลื่อนไหวยื่นหนังสือนี้เกิดขึ้นในระหว่างพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อมอบนโยบายหลังรับฟังการนำเสนอสถานการณ์น้ำและการจัดการน้ำใน จ.แม่ฮ่องสอน การดำเนินการตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และการจัดการไฟป่าและ PM 2.5 โดยมี ประสาน หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน

หนังสือดังกล่าวระบุถึงความไม่ชอบธรรมของกระบวนการจัดทำ EIA ว่า นับตั้งแต่มีการเสนอโครงการ ระหว่างการจัดทำรายงานอีไอเอโดยมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้มีการส่งหนังสือหนังสือร้องเรียนหลายฉบับอย่างต่อเนื่องถึงหน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน คณะผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เกี่ยวกับความไม่เหมาะสมของโครงการ และข้อบกพร่องหลายประการของการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นกระบวนการจัดรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่ครบถ้วน ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ไม่มีล่ามแปลภาษาราชการให้เป็นภาษาท้องถิ่นเพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าใจและสามารถแลกเปลี่ยนหรือแสดงความคิดเห็นได้ ในรายงานมีการถ่ายภาพกับชาวบ้าน และระบุว่ามีการสัมภาษณ์เชิงลึก ทั้งที่ไม่มีการสัมภาษณ์แต่อย่างใด

“กรมชลประทานได้ว่าจ้างบริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ เพื่อทำโครงการศึกษาวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ผลการศึกษาเบื้องต้นที่มีการจัดเวทีที่เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยล่าสุดระบุว่า มูลค่าการลงทุนของโครงการนี้สูงถึง 172,220 ล้านบาท” หนังสือระบุ

เครือข่ายฯ จึงได้แสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องทั้งสิ้น 5 ข้อ ได้แก่

1. ชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในพื้นที่ที่มีภูมิลำเนาในป่ารอบต่อ 3 จังหวัด ที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่ามีวิถีชีวิตที่พึ่งพาทรัพยากรจากป่าเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารโดยชุมชนได้ช่วยกันดูแลรักษาป่าต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์มาตลอดหลายชั่วอายุคน แต่โครงการนี้จะทำให้ชาวบ้านต้องสูญเสีย ทั้งที่ดิน บ้านเรือน ที่ทำกิน พื้นที่ทางจิตวิญญาณ พื้นที่ป่าไม้ ป่าต้นน้ำ ลำห้วย และแม่น้ำ ที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนของเรา ซึ่งหากเกิดผลกระทบจากโครงการนี้ ระบบนิเวศเปราะบางและทรัพยากรธรรมชาจชติจะไม่อาจฟื้นฟูกลับมาให้เป็นดังเดิมได้ดังนั้น พวกเราเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน ตลอดแนวพื้นที่โครงการ ทั้งเขื่อน สถานีสูบน้ำ แนวอุโมงค์ส่งน้ำ ปากอุโมงค์ส่งน้ำ จุดทิ้งกองดิน และแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง จำนวนอย่างน้อย 46 หมู่บ้าน ใน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก อ.สบเมย อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่งในพื้นที่ดังกล่าว จึงขอแสดงจุดยืนว่า พวกเราไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านการเดินหน้าโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล-แนวผันน้ำยวม ขอให้ท่านโปรดพิจารณาความคิดเห็นและข้อกังวลใจของพวกเราต่อโครงการดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและเป็นการฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง

2. โครงการนี้ไม่ความจำเป็นในการก่อสร้าง ทั้งนี้ข้ออ้างที่ว่าต้องการผันน้ำจากลุ่มน้ำยวม สาละวิน ไปแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำที่ภาคกลาง (ลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา) ก็ไม่เป็นควาจริงเพราะภาคกลางมีน้ำเพียงพอต่อความต้องการของคนในพื้นที่อยู่แล้ว หากแต่ขาดการบริหารจัดการที่ดี และควรใช้ทรัพยากรน้ำจากลุ่มน้ำนั้นๆ แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ บทเรียนการสร้างเขื่อนในประเทศไทย พบว่าโครงการของรัฐได้ไปทำลายทรัพยากรหรือความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนในพื้นที่หนึ่ง เพื่อแก้ความขาดแคลนอีกพื้นที่หนึ่ง ทำให้เกิดปัญหาทั้งต้นทางและปลายทาง

3. โครงการนี้จะมีมูลค่าการลงทุนที่สูงมาก และอาจจะต้องใช้งบประมาณของรัฐร่วมลงทุนกับเอกชน ซึ่งอาจไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากผลประโยชน์ด้านการเกษตรและชลประทานที่จะได้รับอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง อาจเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่เกิดประโยชน์สาธารณะและจะเป็นการสร้างภาระหนี้ระยะยาวให้กับประเทศ

4.โดยเราเห็นว่า มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นผู้จัดทำรายงาน EIA และบริษัท ปัญญา คอนซัลแทนต์ จำกัด ที่กรมชลประทานว่าจ้างให้ศึกษาวิเคราะห์โครงการฯ เป็นการดำเนินการที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ประชาชนหรือชุมชนในพื้นที่ก็ไม่ให้การยอมรับ และมีแนวโน้มว่า การทำรายงานดังกล่าว เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กรมชลประทานในการก่อสร้างโครงการฯ มากกว่ารับฟังความต้องการและความเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง และน่าจะเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หลายมาตรา

5.พวกเราในนามเครือข่ายฯ ได้ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ หรือ ขปส.) ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อคัดค้านโครงการนี้มาโดยตลอด โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 246//2562 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของ ขปส. ลงวันที่ 12 กันยายน 2562 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 269/2563 เรื่อง แก้ไขปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของ ขปส. ลงวันที่ 14 กันยายน 2562 นั้น ซึ่งการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของ ขปส. ครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2565 กรณีโครงการผันน้ำยวมนั้น ที่ประชุมมีมติให้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบจากโครงการผันน้ำแม่ยวม เพื่อศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบของโครงการผันน้ำแม่ยวม และกรณีการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล (ตามแนวผันน้ำยวม) ในพื้นที่จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ เสนอแนะแนวทางทั้งความเหมาะสมและการแก้ไขปัญหาผลกระทบของโครงการผันน้ำแม่ยวม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องในลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน และรายงานผลการศึกษา ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของ ขปส.

ประสาน หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้รับข้อร้องเรียนไว้ พร้อมกับกล่าวกับเครือข่ายว่า ตนขอรับข้อเสนอไว้ โดยให้ทางเลขานุการส่งต่อเรื่องให้กรมชลประทานในการลงพื้นที่แก้ปัญหาต่อไป

ในช่วงเวลาเดียวกันผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า เครือข่ายประชาชนได้เข้ายื่นหนังสือถึงพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ผ่านอำเภออีก 2 จุด ได้แก่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ โดยได้มีผู้แทนของอำเภอรับเรื่องร้องเรียนไว้ รวมถึงเปิดการเจรจากับเครือข่ายประชาชน

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์