ถอดบทเรียน ‘แรงงานข้ามชาติ’ ช่วงโควิด-19 เปราะบาง-ตกหล่น-เข้าไม่ถึงสิทธิ

เครือข่ายด้านแรงงานข้ามชาติจัดงานเสวนาถอดบทเรียนแรงงานชาติข้ามช่วงโควิด-19 พบเป็นกลุ่มเปราะบาง ถูกมองข้าม ตกหล่น และเข้าไม่ถึงสิทธิ คนทำงาน ชี้ โควิด-19 ไม่เลือกสัญชาติ แรงงานข้ามชาติต้องได้สิทธิเยียวยาเท่ากับแรงงานไทย และรัฐควรมีการวางแผนรับมือการแก้ไขปัญหาเชิงรุก เพื่อรับมือวิกฤติแต่ละครั้ง

 

16 มิ.ย. 2565 เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ, มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา, สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนของกลุ่มสหภาพยุโรป ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด-19 จัดงานสัมมนาเรื่อง “แนวทางในการจัดบริการด้านสุขภาพ การเข้าถึงหลักประกันทางสุขภาพ และแนวทางในการช่วยเหลือเยียวสำหรับกลุ่มประชากรข้ามชาติ : บทเรียนจากช่วงวิกฤติสุขภาพในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19”

มีการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายในเรื่องการจัดบริการด้านสุขภาพ หลักประกันด้านสุขภาพในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และทบทวนสถานการณ์ในด้านปัญหาการเข้าถึงการเยียวยาของแรงงานข้ามชาติ และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และข้อเสนอต่อการจัดการของรัฐ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและแนวทางในการดำเนินการต่อไป

ปัญจวรี พัวพันธ์ศรี ผู้จัดการโครงการอียูรับมือโควิด-19 กล่าวว่า โครงการอียูรับมือโควิด-19 เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานภาคประชาสังคม ช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบางและพัฒนาศักยภาพกลุ่มเปราะบางให้เข้มแข็ง มีความสามารถรับมือโควิด-19 และภัยพิบัติในอนาคต โดยมีการสนับสนุนเชิงนโยบายทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะกลุ่มคนจนเมือง นักเรียน คนไร้รัฐ ชาติพันธุ์ และแรงงานข้ามชาติ การพัฒนากลุ่มเปราะบางให้เข้มแข็งพอจะรับมือกับภัยต่างๆ ส่วนสำคัญคือเรื่องนโยบาย โดยเฉพาะภาครัฐที่ต้องพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน

ฟรานเชสก้า จิลลี่ ผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายความร่วมมือ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่าการจัดบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องสำคัญในสถานการณ์นี้ แม้ว่าในวิกฤติที่ผ่านมามีสถานการณ์มากมายที่เราเผชิญ แต่ในอนาคตก็ยังมีวิกฤติที่เราต้องเตรียมตัวในการรับมือ

"งานในวันนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่มาพูดคุยกันเพื่อถอดบทเรียนในการช่วยเหลือประชากรข้ามชาติในช่วงโควิด-19  เมื่อแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มที่เข้ามาทำงานและมีส่วนช่วยสร้างการพัฒนาในพื้นที่ ขณะที่ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดนี้มีการวิจัยในพื้นที่ว่าแรงงานข้ามชาติต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงบริการสาธารณสุข จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติ" ฟรานเชสก้า กล่าว

 

ยังไม่สายสำหรับการเยียวยา

ปภพ เสียมหาญ ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา นำเสนอสถานการณ์การเข้าถึงเยียวยาของแรงงานข้ามชาติว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาขณะที่โควิด-19 ระบาดรุนแรงมีการพูดถึงว่าแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดการระบาด ขณะที่แรงงานข้ามชาติเป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ เช่น มีการค้างจ่าย การถูกลอยแพ ค่าจ้างไม่เป็นธรรม การไม่สามารถทำเอกสารทำงานต่างๆ แต่แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่สนใจเรื่องปากท้องเป็นสำคัญ กลัวว่ายื่นเรื่องไปอาจถูกเลิกจ้างและไม่สามารถทำงานในไทยต่อได้ รวมถึงกรอบเวลาการยื่นเรื่องต่างๆ ใช้เวลาพอสมควร ต้องเดินทางไปกรอกคำร้องขณะที่เขาถูกกักตัว ซึ่งเป็นไปไม่ได้

ปภพ เสียมหาญ ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

"มาตรการเยียวยาของรัฐช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมานั้นแรงงานข้ามชาติไม่ได้รับความช่วยเหลือ แม้ว่ารัฐจะโปรโมทว่าเราไม่เคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง โครงการ ม.33 เรารักกันและโครงการอื่นๆ มีเงื่อนไขว่าผู้ที่เข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สัญชาติไทยเท่านั้น ซึ่งทำให้แรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึงได้ แม้ว่าเขาจะจ่ายเงินสมทบก็ตาม เราจึงทำแคมเปญเรียกร้องว่าโครงการนี้มีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ โดยส่งเรื่องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่คำวินิจฉัยบอกว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ รัฐธรรมนูญบอกว่าการเลือกปฏิบัติทางสัญชาติไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ มีการพูดถึงเฉพาะเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ นอกจากนี้เรื่องการเยียวยากรณีว่างงานแรงงานที่สถานประกอบการต้องปิด ซึ่งต้องกรอกข้อมูลทางออนไลน์เป็นภาษาไทยและนายจ้างต้องใส่ชื่อแรงงานในระบบ การเข้าถึงสิทธิของแรงงานข้ามชาติจึงไม่ง่ายเลย สิ่งเหลานี้สะท้อนว่าช่วงสองปีที่ผ่านมาแรงงานข้ามชาติไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ ทั้งสิ้น นโยบายของรัฐทำให้พวกเขาถูกจำกัดสิทธิ

ข้อเสนอแนะของเราคือ แม้ว่าแรงงานข้ามชาติจะอยู่ในระบบประกันหรือไม่ แต่การเยียวยาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการแพร่ระบาดที่สร้างความทุกข์ทรมาน แต่การเยียวยาแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องที่เรายังต้องทำอยู่ ยังไม่สายที่ภาครัฐจะหันมาให้ความสนใจและให้ความชัดเจนเรื่องการเยียวยา" ปภพ กล่าว

 

‘มองคนให้เป็นคน’ บทเรียนจากช่วงวิกฤติโควิด-19

ลัดดา แซ่ลี้ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2563 ที่มีโควิด-19 รัฐบาลประกาศให้ทุกกิจการที่มีความเสี่ยงหยุดกิจการ เราให้ความช่วยเหลือโดยให้ขึ้นทะเบียนว่างงานโดยเหตุสุดวิสัยทางออนไลน์ ซึ่งนายจ้างต้องลงทะเบียนให้ลูกจ้าง โดยเราจ่ายให้เท่ากันไม่ว่าแรงงานไทยหรือต่างชาติ ยกเว้นลูกจ้างที่เข้ามาโดยไม่ถูกต้องและไม่ได้ขึ้นทะเบียนประกันสังคม ซึ่งทางเราไม่สามารถทราบได้ ช่วงโควิด-19 ทำให้เราเห็นกฎหมายที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย สำนักงานประกันสังคมและกระทรวงแรงงานรับมือตามสถานการณ์ที่เข้ามา โดยต้องหาทางช่วยเหลืออย่างถูกต้อง

ด้าน อุกฤษณ์ กาญจนเกตุ ที่ปรึกษาสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาช่วงโควิด-19 จะมีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประกันตน แต่แรงงานที่เข้าเมืองผิดกฎหมายมีความลำบากกว่ามาก ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากไหนได้ การส่งเสริมการจ้างงานให้ถูกกฎหมายเป็นปัจจัยที่จะลดปัญหาต่างๆ ได้ ขณะที่ไทยถูกจับตาเรื่องการค้ามนุษย์ ถ้ามีแรงงานเข้ามาไม่ถูกกฎหมายก็จะมีปัญหาค้ามนุษย์ตามมา เราจึงต้องมีกระบวนการชักจูงให้ทำแรงงานข้ามชาติให้ถูกกฎหมายให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในการทำงานถูกกฎหมายนั้นไม่ต่างจากการเข้ามาแบบผิดกฎหมาย

สุธาสิณี แก้วเหล็กไหล เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ยกตัวอย่างปัญหาช่วงการระบาดระลอกสองที่สมุทรสาครว่า มีการล้อมรั้วปิดตลาดกุ้ง แต่ช่วงแรกไม่มีการจัดหาอาหารให้แรงงานข้ามชาติที่กักตัว เพราะงบประมาณข้าวกล่องมีเฉพาะสำหรับคนไทย เรื่องการเยียวยาโครงการเรารักกันหรือคนละครึ่งนั้น แรงงานข้ามชาติก็ใช้ไม่ได้ จึงไม่ตอบโจทย์การเยียวยาทุกคน เรื่องการตรวจโควิด-19 เชิงรุกที่สมุทรสาครนั้นคนไม่มีเอกสารก็ไม่สามารถตรวจได้ เรื่องการเยียวยาพื้นที่สีแดงก็ให้เฉพาะคนไทย เรื่องวัคซีนนั้นก็ให้เฉพาะผู้ประกันตน ทำให้มีแรงงานข้ามชาติตกหล่นจำนวนมาก

"การแก้ปัญหาต้องคำนึงเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ระเบียบบางอย่างของรัฐราชการต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังแรงงาน แรงงานข้ามชาติต้องได้สิทธิเยียวยาเท่าแรงงานไทย รัฐต้องวางแผนทำงานร่วมกันในการรับมือการแก้ไขปัญหา ต้องทำงานเชิงรุก ร่วมกันคิดรูปแบบการรับมือวิกฤติแต่ละครั้ง และมาตรการรัฐต้องออกแบบให้รองรับแรงงานข้ามชาติเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย" สุธาสิณี กล่าว

 

ชมพูนุท ป้อมป้องศึก นักวิชาการสิทธิมนุษยชนเชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า กสม. มีการทำข้อแนะนำและรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประเทศไทยทุกปี ช่วงการระบาดก็มีรายงานผลกระทบจากโควิด-19 และมีข้อเสนอ เช่น ควรมีมาตรการในการป้องกันและควบคุมโรค การเข้าถึงวัคซีนต้องคำนึงถึงกลุ่มที่เสี่ยงตกหล่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต้องคำนึงถึงความสามารถในการเข้าถึงของกลุ่มเปราะบางด้วย เด็กที่ได้รับผลกระทบต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ต้องมีการสำรวจเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาและมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป นอกจากนี้รัฐควรเร่งจัดหาวัคซีนให้กลุ่มเปราะบางและแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย เนื่องจากส่งผลกระทบถึงคนไทยเพราะเขาทำงานและอยู่ร่วมกับเราในประเทศไทย

 

เด็กข้ามชาติ ความเสี่ยงที่เพิ่มยิ่งขึ้น

รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอข้อเสนอจากงานวิจัย "เด็กข้ามชาติในสภาวะวิกฤติสุขภาพ: สถานการณ์และทางออก" ว่าได้ทำการศึกษาช่วงโควิด-19 โดยประเมินสถานการณ์และผลกระทบเด็กข้ามชาติในประเทศไทย ข้อมูลสถิติเด็กข้ามชาติที่มีนั้นตัวเลขจำนวนไม่ชัดเจน แต่มีพลวัตการอยู่อาศัยของเด็กในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างมาก ในการศึกษามองสามประเด็นสำคัญคือ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติ ด้านสุขภาพคือเรื่องความเสี่ยงและความเปราะบางในการติดเชื้อและเสียชีวิต แต่ทางอ้อมคือเรื่องอนามัยแม่และเด็ก หญิงตั้งครรภ์ การเข้าถึงวัคซีนและโภชนาการสมวัย ด้านการศึกษานั้นผลกระทบทางตรงคือการปิดโรงเรียนและศูนย์เรียนรู้ เกิดการชะงักในโอกาสการเรียนรู้ของเด็ก เด็กขาดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเด็กไทยกลุ่มเปราะบางจะเจอผลกระทบไม่ต่างกัน แต่เด็กข้ามชาติมีปัจจัยเรื่องเอกสารและบริบทที่ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องการคุ้มครองนั้นความเสี่ยงขึ้นอยู่กับช่วงวัย เช่น ในเด็กเล็กการขาดผู้ดูแลที่เหมาะสม ความรุนแรงในครอบครัว ในเด็กวัยเรียนกระทบจากการปิดโรงเรียน ในเด็กโตจะถูกผลักให้ทำงานเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อการศึกษาและมีเรื่องการล่วงละเมิดและพฤติกรรมเสี่ยงทางสังคม

"ปัญหาที่เราต้องเฝ้าระวังคือ 1.การเข้าไม่ถึงทั้งเรื่องการจดทะเบียนเกิด การศึกษา และบริการสุขภาพที่จำเป็น 2.การตกหล่นทั้งเรื่องสุขภาพ การศึกษาและการคุ้มครอง 3.เด็กข้ามชาติจะมีความเสี่ยงและเปราะบางเพิ่ม ข้อเสนอแนะจากการศึกษาคือ 1.กลไกและมาตรการเฉพาะหน้าที่ชัดเจนในการติดตาม ประเมิน เฝ้าระวัง และช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบโควิด-19 ต่อเด็กข้ามชาติ 2.การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กข้ามชาติและบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3.นโยบายระยะยาวที่ชัดเจนภายใต้แนวคิด replacement migration

หากประเทศไทยมีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนให้ความสำคัญกับประชากรกลุ่มนี้ว่าสามารถเป็นกำลังแรงงานขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยได้ในอนาคต ก็จะทำให้นโยบายและกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดูแลการเข้าถึงสิทธิในด้านต่างๆ ทั้งการจดทะเบียนการเกิด การศึกษา และสุขภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กจากความเสี่ยงและความปลอดภัยในด้านต่างๆ มีความเป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน ชัดเจนและมีแนวทางลงสู่ระดับการปฏิบัติในทุกเรื่องที่เป็นไปในเป้าหมายเดียวกัน" รศ.ดร.เฉลิมพล กล่าว

นพ.ประณิธาน รัตนสาลี ที่ปรึกษางานพัฒนาระบบบริการเฉพาะ กองบริหารการสาธารณสุข กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติ มีข้อจำกัดการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ที่ผ่านมาแม้ว่าผู้ป่วยไม่มีสิทธิรักษาแต่โรงพยาบาลต้องให้การรักษาอยู่แล้ว แต่มีปัญหาว่าไม่สามารถเก็บค่าบริการได้ จึงมีการแบกรับค่าใช้จ่ายมายาวนาน การให้บริการสาธารณสุขช่วงโควิด-19 นั้นผู้ป่วยที่เป็นแรงงานข้ามชาติมักอยู่ในพื้นที่ชายขอบซึ่งการให้บริการไม่พร้อมจนเกิดข้อจำกัด ช่วงโควิด-19 ยิ่งทำให้การบริการติดขัดเมื่อมีผู้ป่วยมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมจนติดเชื้อง่ายขึ้น เราจึงต้องพัฒนาระบบบริการให้ทั่วถึง และขยายสิทธิประกันสุขภาพไปถึงผู้ติดตามแรงงานคือเด็กข้ามชาติ

สุธิดา ศรีมงคล ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบคุ้มครอง กรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า การช่วยเหลือเยียวยาเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19  เรายึดการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยเราค้นหาเด็กที่มีความเสี่ยง ให้เด็กได้รับความเช่วยเหลือทันท่วงที ให้เด็กมีผู้ดูแลและปลอดภัยผ่านกลไกและช่องทางการช่วยเหลือเชิงรุกต่างๆ มีการช่วยเหลือเฉพาะหน้ามีการให้ความปลอดภัย การรักษา การดำรงชีวิตเบื้องต้น นอกจากนี้คือการจัดทำแผนรายบุคคล

ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล เจ้าหน้าที่งานคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เด็กอพยพโยกย้ายถิ่นฐานมีความเปราะบางเพิ่มขึ้นในภาวะวิกฤติ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการ ก่อนหน้านี้สิทธิต่างๆ ขึ้นอยู่กับเลข 13 หลัก จนเป็นอุปสรรคการเข้าถึงบริการและการเยียวยา แต่วิกฤตินี้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง หลายภาคส่วนพยายามผลักดันนโยบายและหลักการปฏิบัติที่เอื้อต่อสิทธิเด็กอพยพมากขึ้น

"เรื่องการคุ้มครองเด็กจะทำอย่างไรให้ระบบและกลไกที่มีอยู่เข้มแข็ง ใช้ได้จริงและสอดคล้องบริบทในพื้นที่ เราต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กทุกคนในชุมชนโดยต้องไม่ตกหล่นเด็กข้ามชาติ นอกจากนี้ต้องผลักดันเรื่องหลักประกันสุขภาพและการจดทะเบียนการเกิดให้ครอบคลุมเด็กข้ามชาติ ความร่วมมือของทุกฝ่ายจะเป็นปัจจัยสำคัญในวิกฤติ นอกจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วนแล้ว ทำอย่างไรระบบที่มีจะเข้มแข็งและครอบคลุมทุกคน" ปริญญา กล่าว

มนัญชยา อินคล้าย ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็กข้ามชาติ เล่าว่า จากการระบาดที่ตลาดกุ้งสมุทรสาคร จนมีการปิดตลาด แม่และเด็กบางคนต้องแยกกัน นายจ้างที่มีแรงงานไม่ถูกกฎหมายก็กังวลจนเอาแรงงานไปทิ้งข้างทาง หอพักก็ไล่แรงงานไม่ถูกกฎหมายออก เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ สถานการณ์มาคลี่คลายตอนที่รัฐประกาศว่าจะดูแลทุกคน ไม่ต้องไปไหน ให้อยู่กับที่ นายจ้างเริ่มคลายกังวล แต่หลังจากนั้นเด็กถูกกักตัวอยู่บ้าน โรงเรียนปิด เด็กหลายคนตึงเครียดเพราะออกไปเล่นข้างนอกไม่ได้ เด็กบางคนคลอดออกมาแล้วยังไม่เคยเจอหน้าพ่อเพราะพ่อกลับประเทศไปทำบัตรยังไม่ได้กลับมา

"ในการระบาดระลอกสามเริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น โรงพยาบาลสนามไม่เพียงพอ แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึงการรักษา โดยเฉพาะช่วงแรกที่ต้องจ่ายค่าตรวจโควิด-19 เอง ทำให้เด็กที่ติดเชื้อไม่สามารถไปตรวจได้จนมีการเสียชีวิต แรงงานที่ไม่มีบัตรลำบากมาก การสาธารณสุขเป็นความมั่นคงของชาติ โควิด-19 ไม่ได้เลือกเชื้อชาติ ศาสนาและช่วงวัย ถ้าเรามองคนเป็นคนเหมือนกัน ต้องให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ถ้วนหน้าเท่าเทียม อยากให้เปิดให้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติเข้าถึงบัตรประกันสุขภาพและใบเกิด เพราะช่วงโควิด-19 ที่สมุทรสาครจำกัดคิวแจ้งเกิดแต่ละวัน กว่าจะได้ใบเกิดยากมาก พอคิวยาวพ่อแม่บัตรหมดอายุก็กลายเป็นคนเถื่อนอีก" มนัญชยา กล่าว

 

ในช่วงท้าย อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) กล่าวสรุปว่า ในสถานการณ์โควิด-19 แรงงานข้ามชาติถูกเลิกจ้างไม่มีรายได้ แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐแต่แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึง เพราะระบบไม่เอื้อ เด็กข้ามชาติเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล เข้าไม่ถึงการศึกษา หลุดจากระบบ ประชากรข้ามชาติเข้าไม่ถึงการตรวจโควิด-19 และการรักษา ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเราไม่พร้อม ตั้งแต่เรื่องสาธารณูปโภคที่ดีพอสำหรับทุกคนเพื่อให้เราพ้นจากวิกฤติได้ แต่เราไม่ยอมแพ้ เรามีอาสาสมัครสาธารสุขต่างด้าว (อสต.) มีสถานประกอบการที่เข้ามาจัดการด้วยตัวเอง มีสายด่วนหลายภาษา มีกลุ่มไทยแคร์ช่วยดูแลก่อนถึงมือหมอ ที่สำคัญเราสร้างความร่วมมือ ทำความเข้าใจ ทำงานด้วยกันมากขึ้น ไว้วางใจกันมากขึ้น เราร่วมกันเรียนรู้ว่าเราไม่อยู่คนเดียว เราไม่สามารถปล่อยใครสักคนไว้ข้างหลังให้เดือดร้อนได้ เพราะจะส่งผลถึงทุกคนในสังคม

 

"เราควรสร้างระบบที่รองรับทุกคนในสังคมไทย เราควรพัฒนาช่องทางในการให้ความช่วยเหลือ เราควรพัฒนากฎหมายและนโยบายเพื่อรองรับภาวะวิกฤติในอนาคต เราจะร่วมกันคิด ช่วยกันทำ ย้ำความร่วมมือในการวางแผนรับวิกฤติในอนาคต เพราะโควิด-19 ไม่เลือกสัญชาติ โรคระบาดไม่เลือกผู้ป่วย" อดิศร กล่าว

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์