'เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน' แถลง ปกป้องกระบี่จากโรงไฟฟ้าถ่านหินสำเร็จ

เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน แถลง ปกป้องกระบี่จากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินสำเร็จ หลังประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ของกระทรวงพลังงาน ระบุ “กระบี่รอดพ้นจากโครงการถ่านหิน 100 เปอร์เซ็นต์”

 

28 มิ.ย. 2565 กรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace Thailand) รายงานว่า หลังจากกระทรวงพลังงานลงนามยุติการศึกษา EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ - เทพา และเริ่มใช้กระบวนการการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) เพื่อศึกษาว่าพื้นที่ จ.กระบี่ และ อ.เทพา จ.สงขลา มีความเหมาะสมหรือไม่ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊กเพจ “เครือข่ายหยุดถ่านหินกระบี่” ระบุว่า จากการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ที่ศึกษาโดยมหาวิทยาลัยนิด้าและกระทรวงพลังงานเป็นผู้จัดทำ รายงานมีผลการศึกษาออกมาแล้วว่า “กระบี่รอดพ้นจากโครงการถ่านหิน 100 เปอร์เซ็นต์”  (อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากพลังงานหมุนเวียน โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลยังคงถูกเสนอให้เป็นทางเลือกของความมั่นคงทางพลังงานในภาคใต้)

ภาพจาก Greenpeace Thailand

ในวันนี้ (28 มิ.ย. 2565) ทางเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จึงออกแถลงการณ์ประกาศชัยชนะของประชาชนต่อสาธารณะ ระบุ ด้วยพลังประชาชนทำให้กระบี่และอันดามันปลอดภัยจากถ่านหิน และกำลังจะมุ่งหน้าเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านกิจกรรมที่ชื่อว่า “วันที่กระบี่ไม่มีถ่านหิน” โดยมีตัวแทนจากเครือข่าย นักวิชาการ นักรณรงค์ ร่วมพูดคุยถึงศักยภาพของกระบี่และอันดามันต่อการเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2555 มีความพยายามผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินให้เกิดขึ้นในกระบี่ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากชุมชนในพื้นที่ ทั้งการถูกกีดกันออกจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งความพยายามที่จะทำให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นให้ได้ทั้ง ๆ ที่รายงาน EIA/EHIA ยังคงไม่แล้วเสร็จ

หนึ่งในรายงานสำคัญที่เครือข่ายชุมชนทำร่วมกับองค์กรภาคประชาชนไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ และกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือรายงาน Krabi Goes Green สู่เมืองต้นแบบพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย ที่ระบุว่า กระบี่สามารถเป็นผู้นำเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยและบรรลุเป้าหมายระบบพลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ ได้ภายในปี 2569

การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนไม่เพียงแค่จะช่วยชะลอวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงสร้างความรู้และทักษะให้แก่ชุมชนอีกด้วย สิ่งสำคัญคือนโยบายเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนที่เหมาะสม ได้แก่ รับซื้อพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบก่อนพลังงานฟอสซิลการมีกลไกการผลิตและราคาพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้การสนับสนุนการกระจายอำนาจในการผลิตพลังงานหมุนเวียนสู่มือประชาชน จะช่วยให้ชุมชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

ชัยชนะของประชาชนในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นของประชาชนที่ต้องการจะปกป้องทรัพยากรธรรมชาติอันงดงามและยังเป็นทรัพยากรที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวกระบี่และอันดามัน รวมถึงยังได้ปกป้องสภาพภูมิอากาศจากภัยคุกคามจากถ่านหินที่เป็นตัวเร่งให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

 

รายละเอียดในแถลงการณ์ของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน

 

วันที่กระบี่ไม่มีถ่านหิน

หลายปีที่ชีวิตประจำวันของเราชาวกระบี่และอันดามันดำเนินไปด้วยความไม่ปกติ เราซ่อนความกังวลอยู่ในจิตใจจากการที่เรากำลังเผชิญกับสภาวะที่ ผืนน้ำ อากาศ พืชพันธุ์ จะถูกทำลาย จากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งรัฐบาลกำหนดให้ก่อสร้างบนพื้นที่อันแสนวิเศษของเรา

ท่ามกลางรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารทำการผลักดันโครงการ จนหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะได้รับการผลักดันจนสำเร็จ ภายใต้อำนาจของรัฐบาลทหาร เราเผชิญโจทย์ยากขึ้นเพราะมีปฏิบัติการทางทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง เริ่มต้นจากกระบวนการรับฟังความเห็นการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งถูกควบคุมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงรวมทั้งกิจกรรมอื่นๆตลอดกระบวนการคัดค้านโครงการถูกจับตาจากฝ่ายความมั่นคงตลอดมา จนทำให้ประชาชนเคลื่อนไหวด้วยความยากลำบากแต่ตลอดระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ประชาชนที่นี่ไม่เคยยอมแพ้

เรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า ความรักในแผ่นดินนั้นจะทำให้พลังของเราเดินหน้าสู่การปกป้องจนสำเร็จ เราเหลือเพียงความรักในแผ่นดินเป็นปัจจัยสำคัญของการขับเคลื่อนต่อจากนั้น

จากกิจกรรมการนอนตายหน้ากระทรวงท่องเที่ยวเพื่อประท้วงรัฐบาลภายใต้คำขวัญ ‘การท่องเที่ยวตายแล้ว’ เป็นการเปิดฉากการต่อสู้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ศูนย์กลางอำนาจ ต่อจากนั้นมีการอดอาหารประท้วงรัฐบาล 14 วัน เพื่อให้รัฐบาลยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน การยึดประตูทำเนียบรัฐบาลจนนำไปสู่การโดนจับกุมไปขังในค่ายทหาร การอดอาหารประท้วงของพี่น้องกระบี่ร่วมกับพี่น้องเทพาหน้าสำนักงานสหประชาชาติ ซึ่งเป็นที่มาของการจัดทำการประเมินเชิงยุทธศาสตร์ว่าด้วยพลังงานไฟฟ้าภาคใต้

การเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำการประเมินเชิงยุทธศาสตร์ว่าด้วยพลังงานไฟฟ้าภาคใต้เป็นข้อเสนออันสง่างามของพวกเรา เพราะเป็นการบอกรัฐบาลและสาธารณะว่าหากต้องการยุติความขัดแย้ง ถึงเวลาที่ต้องพูดความจริง โดยต้องมีกระบวนการนำความจริงมาไว้บนโต๊ะและกำหนดกลไกด้านพลังงานไฟฟ้าจากข้อเท็จจริงเหล่านั้น ข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลและต่อจากนั้นได้มีกลไกการจัดทำรายงานประเมินเชิงยุทธศาสตร์ว่าด้วยพลังงานไฟฟ้าภาคใต้จนกระทั่งถึงวันนี้ผลการใช้ข้อเท็จจริงในการกำหนดยุทธศาสตร์พลังงานไฟฟ้าปรากฎผลว่า ทางเลือกพลังงานไฟฟ้าในภาคใต้นั้นไม่มีถ่านหินอยู่ในทางเลือกสามลำดับแรก นั่นหมายความว่าถ่านหินไม่ถูกเลือกให้เป็นพลังงานไฟฟ้าของภาคใต้ ผลการประเมินเชิงยุทธศาสตร์ครั้งนี้มิได้ส่งผลต่อพี่น้องกระบี่เท่านั้น แต่ส่งผลทั้งหมดต่อพี่น้องภาคใต้ทุกจังหวัด

 

วันนี้กระบี่ไม่มีถ่านหิน

จากการปกป้องภัยคุกคามจนสำเร็จวันนี้เราจะเดินหน้าต่อในการพัฒนาจังหวัดกระบี่ให้เป็นเมืองของคนทั้งโลก เราจะก้าวสู่ยุทธศาสตร์ krabi go green อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การท่องเที่ยวสีเขียว  อาหารปลอดภัย และสิ่งอื่นที่นำสู่ การ กระจาย เป็นธรรม เติบโต ยั่งยืน  เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องมาเยือนและเป็นเมืองที่เป็นคำตอบของโลกด้านความยั่งยืน

พี่น้องกระบี่ขอขอบคุณจากหัวใจในเพื่อนมิตรทั้งหลายที่ได้ร่วมกันปกป้องกระบี่จากถ่านหิน ทั้งเพื่อนในภาคใต้ เพื่อนในกรุงเทพ เพื่อนต่างภาค รวมทั้งชาวต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลก วันนี้เป็นความสำเร็จร่วมกัน ไม่เพียงปกป้องกระบี่จากถ่านหิน แต่เป็นการเปิดพื้นที่ทางนโยบายให้ประชาชนเข้าไปเป็นผู้ร่วมกำหนด ซึ่งนับเป็นปรากฎการณ์ที่สำคัญของความเป็นพลเมือง

เราจะเขียนประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ไปด้วยกันด้วยความต่อเนื่อง เพื่อสร้างเมืองที่ดีให้กับโลกอีกหนึงเมือง นั่นคือ krabi go green

 

 

เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน

 

 

 

เอกสารเพิ่มเติม

อ่านรายงาน Krabi Goes Green สู่เมืองต้นแบบพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย 

 

 

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์