'ก้าวไกล' ตั้งกระทู้สดต่อ 'ประยุทธ์' ปมค่าครองชีพ-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถาม 'จะใช้จนฟ้าดินสลายหรือไม่'

  • 'พิธา' ถามหาแผนสำรอง หากวิกฤตพลังงานต่อเนื่อง ห่วงค่าครองชีพประชาชนสูง อัด 'ประยุทธ์' ให้ สมช. นั่งหัวโต๊ะแก้เศรษฐกิจ
  • "จะใช้จนฟ้าดินสลายหรือไม่" 'โรม' ถามกลางสภา ชี้ โควิดจะเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว เหตุใดจึงยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ย้ำรัฐบาลปกครองแบบทรราช ไม่ต้องการปกครองด้วยกฎหมาย

 

30 มิ.ย.2565 ทีมสื่อพรรคก้าวไกล รายงานต่อสื่อมวลชนว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังหนีสภาและไม่ส่งรัฐมนตรีมาตอบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนในสัปดาห์นี้ได้มอบหมายให้ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน

พิธา กล่าววว่า ขณะนี้ ค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ล้วงไปในกระเป๋าก็หารายได้ไม่เจอ ราคาอาหาร หรือราคาค่าเดินทาง เหมือนเป็นกำแพงสี่ด้าน ที่ค่อยๆ บีบความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้แคบลงเรื่อยๆ แถมด้วยหลังคาที่คอยกดเค้าให้เค้ารู้สึกกดดันมากเป็นประวัติการณ์

พิธา อธิบายต่อว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อ แม้ว่าจะอยู่ในรอยต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากโควิด แต่ต้องยอมรับว่า ศักยภาพการฟื้นตัวของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาลและสถานการณ์ที่เจอ โดยประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับพายุใหญ่ถึง 3 ลูกด้วยกัน 

“ลูกที่ 1 เป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ความยืดเยื้อของสงครามยูเครนรัสเซีย ส่งผลกระทบถึงไทยแน่ ลูกที่ 2 เป็น zero covid ของประเทศจีน แต่คิดว่าใกล้ๆนี้จะผ่อนคลายมากขึ้นและนักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มกลับมา  ลูกที่ 3 คือช่วงที่เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีกับประเทศที่ค่าเงินบาทอ่อนที่สุดในรอบ 6 ปี ไม่น่าจะเป็นผลดีกับช่วงที่การเดินบัญชีดุลสะพัดติดลบ และไม่น่าจะเป็นผลดีกับประเทศที่หนี้ครัวเรือนสูงเป็นประวัติการณ์ นี่ก็คือความเร่งด่วนของปัญหา”

จากนั้น พิธา  ได้ตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรี 3 ข้อ โดยวางอยู่บนพื้นฐานของปัญหาค่าเงินเฟ้อ 7.1%  ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงถึง 35% ทำให้ตอนนี้ประชาชนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคาสินค้า 3 หมวดใหญ่  (1)พลังงาน (2)อาหาร (3)ค่าเดินทาง  ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายประชาชนเพิ่มขึ้น 

"นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้แก้ปัญหาด้วยการยึดหลักการ 3 ข้อ ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ ช่วยคนเปราะบาง แต่บริบทของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤตสงครามยูเครน-รัสเซีย ที่ส่งผลกับราคาพลังงานและมีแนวโน้มจะยาวนานเกิน 1 ปี จึงต้องถามว่ารัฐบาลวางแผนอย่างยั่งยืนไว้รองรับย่างไร

"เพราะรัฐบาลวางแผนงบประมาณสำหรับวิกฤตพลังงานไว้เพียง 5 แสนล้านบาทเท่านั้น  2 แสนล้านใช้ไปแล้วในปีงบประมาณ และก็เป็นคำถามต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีได้ใช้งบประมาณไปอย่างคุ้มค่าแล้วหรือยัง โดยเฉพาะการลดราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งปัจจุบันมีรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลอยู่ 7.5 ล้านคัน จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลดราคาแบบดีขลุม โดยจะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณเพื่อความยั่งยืนได้ ขณะที่คนเปราะบางก็ไม่ได้ใช้น้ำมันดีเซล จึงต้องถามถึงความชัดเจนในแนวทางการจัดการของนายกรัฐมนตรี และแผนสำรองในการจัดการวิกฤต หากเกิดวิกฤตพลังงานยาวนานต่อเนื่อง การลดราคาแบบตีขลุมจะมีความยั่งยืนหรือไม่"

นอกจากนี้ พิธา ยังตั้งคำถามถึงราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น สินค้าหลายอย่างขึ้นราคาภายในเดือนเดียวและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตรงกันข้ามกับบริบทประเทศที่ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม 

"ราคาเนื้อสัตว์พุ่งสูง สืบเนื่องจากอาหารสัตว์ขาดแคลนเพราะสงคราม แต่สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือการให้บทบาทสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหลักในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งภายในคณะทำงาน สมช. กลับไม่มีทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรกเลย เมื่อเป็นแบบนี้สมช.จะสามารถแก้ไขวิกฤตพลังงานและวิกฤตราคาสินค้าได้จริงหรือ" หัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ พล.อ.ประยุทธ์

'โรม' ถามกลางสภา ชี้โควิดจะเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว เหตุใดจึงยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อัดรัฐบาลปกครองแบบทรราช ไม่ต้องการปกครองด้วยกฎหมาย

ขณะที่ รังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้ถามสดต่อ พล.อ.ประยุทธ์  ต่อกรณีที่ยังคงประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโรคหรือการระบาดของโควิด 19 เอาไว้ แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงอย่างมากและเตรียมเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน

รังสิมันต์ ได้ถามคำถามในช่วงแรกว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอันเนื่องมาจาก โควิด 19 ประกาศใช้อย่างต่อเนื่องมาแล้วเป็นเวลากว่า 2 ปี ต่ออายุมาแล้ว 18 ครั้ง จนคนนึกว่าเป็นกฎหมายปกติที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จึงมีข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า คงไว้เพื่อดำเนินคดีกับผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างเข้มข้น ทั้งที่เป็นการออกไปชุมนุมตามสิทธิของเขา โดยอ้างว่าการชุมนุมอาจเป็นสาเหตุการระบาดของโควิด แต่ก็ไม่เคยได้รับรายงานหรือมีหลักฐานว่ามีการชุมนุมครั้งไหนมีการระบาดขนาดใหญ่ที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมือง มีแต่การระบาดเกิดขึ้นในเรือนจำเมื่อจับพวกเขาไปขังไว้แล้ว

"คำถามข้อแรกจึงอยากขอข้อมูลว่าตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมืองมา ครั้งไหนเป็นต้นเหตุการระบาดของโควิดบ้าง ข้อสอง เมื่อโควิดเป็นโรคประจำถิ่นรัฐบาลมีความจำเป็นอะไร ที่ยังต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำไมไม่ใช้ พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ แต่ถ้ามองว่าไม่พอทำไมไม่แก้ให้เท่าทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะผ่านมา 2 ปีแล้ว สามารถทำได้ และขอให้ตอบให้ชัดว่า เมื่อไหร่จะยุติการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถ้าไม่คิดที่จะเลิกก็ขอให้ประกาศให้ประชาชนได้ยินหน่อยว่าจะประกาศใช้ชั่วฟ้าดินสลาย"

ด้าน พล.อ.ชัยชาญ ได้ตอบคำถามว่า เนื่องจากโควิด 19 เป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงต้องคงไว้เพื่อบูรณาการการทำงานของส่วนงานต่างๆได้ทัน ปัจจุบันได้ดำเนินการจนสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายลงไป แต่ก็ยังมีรายงานการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ฝ่ายสาธารณสุขยังคงมีความกังวลว่าจะมีการระบาดกลุ่มก้อนใหม่จึงต้องมีความรวดเร็วในการบูรณาการการทำงาน ทุกส่วนงานไม่ว่าการแพทย์หรือเศรษฐกิจ

สำหรับคำถามว่ามีข้อมูลพบการระบาดจากการชุมนุมหรือไม่ มีข้อมูลที่สามารถพบได้บนหน้าสื่อ เรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.โรคติดต่อ เป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังพิจารณา ส่วนจะเลิกประกาศตาม  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ ขณะนี้อยู่ในช่วงที่ ศบค.กำลังติดตามและประเมินสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศและอยู่ในการพิจารณาที่ต้องคำนึงถึงสาธารณสุขเป็นหลัก

คำถามในช่วงที่สอง รังสิมันต์ กล่าวว่า การแก้สถานการณ์โควิด จากบทเรียนของต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วจะเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ดึงทุกฝ่ายมามีส่วนร่วมแก้ปัญหา ไม่ใช่เอา พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปกดทับ เพื่อไม่ให้ประชาชนแสดงออกหรือมีส่วนร่วมได้ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายลงมากและกำลังไปสู่โรคประจำถิ่น การใช้กฎหมายแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ 

"ช่วงที่ผ่านมามีการประกาศให้ 7 พื้นที่ของ กทม.สามารถชุมนุมได้ เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพื่อให้มีการส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐบาลได้ แต่การเปิดพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าไม่มีการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงยังคงดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมได้เพราะเป็นกฎหมายคนละฉบับ

"จึงอยากถามรัฐมนตรีตอบให้ชัดว่าตกลงแล้วเจตนารมณ์ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินคืออะไร ถ้าต้องการใช้เพื่อควบคุมโรคระบาดทำไมจึงไม่ไปตั้งซุ้มตรวจ หรือฉีดวัคซีน เห็นทำแค่ครั้งสองครั้งแรกเท่านั้น มากไปกว่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดเฉพาะการชุมนุมทางการเมืองที่เป็นไปในลักษณะตำหนิด่าว่าพวกท่านเท่านั้นที่ถูกดำเนินคดี กลุ่มคนบางสีที่สีเสื้อเหมือนวันจันทร์ มักจะไม่โดนดำเนินคดีด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้หมายความว่าต้องไปดำเนินคดีกับเขา แต่ถ้าเขาได้รับประโยชน์ เด็ก เยาวชน นักศึกษา ประชาชนที่เขาออกมานำเสนอปัญหาที่มีต่อรัฐบาลก็ไม่ควรถูกดำเนินคดีเช่นกัน จึงอยากถามว่า เจตนารมณ์การดำเนินคดีคืออะไรและทำไมดำเนินคดีเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น" รังสิมันต์ กล่าว

ด้าน พล.อ.ชัยชาญ ตอบคำถามนี้ว่า ผู้ที่มาแสดงออกทางการเมืองทุกกลุ่มที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายสามารถทำได้ แต่ถ้านอกขอบเขตกฎหมายเจ้าหน้าที่ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่

ในการถามช่วงสุดท้าย รังสิมันต์ กล่าวว่า กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมการชุมนุมมาชี้แจงหลายครั้ง ปรากฏว่ามีการซัดทอดจากเจ้าหน้าที่ว่า สาเหตุที่ต้องบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดเกิดจากการที่สาธารณสุขไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ ความน่าสนใจคือ การแจ้งดังกล่าวเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ชุมนุมที่เห็นต่างจากท่านเท่านั้น นี่คือบรรทัดฐานทางกฎหมายหรือ หน้าที่ของท่านคือการบังคับใช้กฎหมายให้ได้อย่างเท่าเทียมกัน

"แต่การบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เกิดขึ้นเฉพาะกับคนกลุ่มเดียว คือกลุ่มคนที่ชิงชังท่าน วันนี้สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงจากโควิดผ่านไปแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือข้าวของราคาแพง ค่าครองชีพสูง พวกเขารู้สึกว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่มีความสามารถในการบริหารและนำพาประเทศไปข้างหน้า บางคนอยากเปลี่ยนรัฐบาล หรืออยากส่งเสียงให้ได้ยิน ซึ่งบางคนอาจอยากใช้วิธีชุมนุมทางการเมืองที่เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ตั้งแต่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีประชาชนถูกดำเนินคดีไปแล้ว 1,473 คน เฉพาะเดือน มิ.ย.ที่ผ่อนคลายแล้ว 21 คน คำถามคือจะให้เขาชุมนุมตามสิทธิ และตามรัฐธรรมนูญอย่างไรให้ไม่ขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ข้อสอง อย่างการชุมนุมบริเวณดินแดงที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งต้องการไปส่งเสียงที่บ้าน พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายก แต่มักโดนสลายการชุมนุม โดนกระสุนยาง โดนรถฉีดน้ำความดันสูง เขาไม่มีอะไรเลยและการชุมนุมควรจะจบด้วยความสงบ แต่ไปสลายเขาแบบนั้น มันก็ยิ่งบานปลายเพราะพวกเขาก็มีหัวใจ  

"ผมคิดจริงๆว่ารัฐบาลไม่ต้องการปกครองประเทศนี้ด้วยกฎหมาย ท่านแค่อ้างกฎหมายเวลาได้ประโยชน์ เวลาเสียประโยชน์ก็จะอ้างความจำเป็น และมีกรอบอำนาจที่เขียนเอาไว้กว้างๆเพื่อไม่ต้องรับผิดอะไรเลย อย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นต้น สิ่งที่ท่านทำคือความใจแคบและคือพฤติกรรมของทรราช ขอภาวนาและอวยพรให้คนอย่างท่านมีอายุยืนเพียงพอที่จะได้ฟังประชาชนตราหน้าคนอย่างท่านไว้อย่างไร พวกเขาจะบอกลูกหลานว่าโตไปอย่าเป็นคนแบบ ประยุทธ์ จันทร์โอชา พวกเขาจะเรียนรู้ว่า ผู้นำแบบท่านสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างไร ขออวยพรให้พวกท่านอายุยืนเพียงพอเห็นปรากฏการณ์นี้" รังสิมันต์ กล่าว

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์