'เพื่อไทย' ค้านนโยบายให้ต่างชาติซื้อที่ดิน หวั่นคนไทยหมดโอกาสเป็นเจ้าของที่ดินมากขึ้น

คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยค้านนโยบายให้ต่างชาติซื้อที่ดิน ชี้คนไทย 80% ยังไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง หากให้ต่างชาติซื้อได้ ยิ่งทำให้คนไทยหมดโอกาสเป็นเจ้าของที่ดินมากขึ้น - ด้านเลขา ครป. ชี้ "ในที่สุดรัฐบาลก็ขายชาติ ขายแผ่นดิน"


จุฑาพร เกตุราทร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตบางรัก และ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย

17 ก.ค. 2565 ทีมสื่อพรรคเพื่อไทยแจ้งข่าวต่อสื่อมวลชนว่านางสาวจุฑาพร เกตุราทร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตบางรัก และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าตามที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้ชาวต่างประเทศซื้อที่ดินในประเทศไทยได้ในจำนวนไม่เกิน 1 ไร่ โดยต้องนำเงินมาลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท และต้องคงการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปีในธุรกิจหรือกิจการประเภทที่กำหนดนั้น คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยขอคัดค้านนโยบายดังกล่าว ทั้งนี้เพราะคนไทยเองประมาณ 80% ยังไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ซึ่งหากให้ต่างชาติเข้าซื้อที่ดินได้ ก็จะยิ่งทำให้คนไทยหมดโอกาสที่จะเป็นเจ้าของที่ดินมากขึ้น ทั้งนี้จะคิดเหมือนประเทศสหรัฐไม่ได้ เพราะรายได้ต่อหัวของประชากรสหรัฐสูงกว่ารายได้ต่อหัวของประชากรไทยมาก อย่างไรก็ดี ยังเห็นด้วยและควรส่งเสริมให้คนต่างชาติซื้อคอนโดได้ในสัดส่วน 49% ซึ่งก็สามารถมาอยู่ในประเทศไทยอย่างสะดวกได้อยู่แล้ว

ทั้งนี้ ตลอด 8 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศไทยทรุดหนัก เศรษฐกิจแย่มาตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ไวรัสโควิดแล้ว ขนาดสื่อหลักของต่างประเทศยังบอกว่าประเทศไทยเป็นคนป่วยของอาเซียน พอมาเจอวิกฤตกาณ์โควิดเศรษฐกิจก็ยิ่งทรุดหนัก แถมหลังโควิดเศรษฐกิจไทยก็ยังฟื้นตัวช้า ขนาดแบงค์ชาติยังยอมรับว่าประเทศไทยฟื้นตัวช้าสุด ในขณะที่ประเทศอื่นฟื้นตัวกันแล้ว และยังมาเจอวิกฤติสงครามรัสเซียยูเครนทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยกำลังจะขึ้น ส่งผลให้พี่น้องคนไทยรายได้ลด หนี้สินเพิ่ม หนี้ประเทศพุ่ง หนี้เสียเพิ่ม หนี้ครัวเรือนสูงถึงเกือบ 15 ล้านล้านบาท และ ทะลุ 90% ของจีดีพีไปแล้ว และคาดกันว่ากำลังจะมีการระเบิดของหนี้ในอีกไม่ช้า หากรัฐบาลยังบริหารอย่างที่เป็นอยู่ ธุรกิจที่ซบเซามานาน และมีหนี้สินเพิ่มมาก หนี้เดิมก็ลำบากแล้ว แต่กำลังจะต้องประสพปัญหากับดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ภาวะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขี้น ทำให้หุ้นตก คลิปโตตก ทองคำตก ขาดทุนกันถ้วนหน้า อีกทั้งการขาดดุลการคลังที่มาก และ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เงินตราต่างประเทศไหลออกจากไทยมากกว่าเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามา และเงินทุนยังไหลออกอย่างต่อเนื่องไม่หยุด ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทอ่อนสุดในรอบ 7 ปี และค่าเงินบาทจะยิ่งอ่อนค่าลงอีก จะส่งผลยิ่งทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น เรื่องเหล่านี้ดูเหมือนพลเอกประยุทธ์จะไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย

ดังนั้นในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ คนไทยไม่มีเงินและไม่มีรายได้ ความเข้มแข็งทางการเงินของคนไทยอ่อนแอ แต่พลเอกประยุกต์จะอนุญาตให้ต่างชาติมาซื้อที่ดินไทย จะทำให้คนไทยจำเป็นต้องขายที่ดินให้ต่างชาติในราคาถูกและเสียเปรียบต่างชาติ ดังนั้น เรื่องนี้ควรต้องยกเลิกไป จนกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น และ รายได้ต่อหัวของคนไทยพุ่งสูงกว่านี้มากค่อยกลับมาคิดกันใหม่ นอกจากนี้ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยยังคัดค้านการเก็บภาษีหุ้น เพราะการส่งเสริมตลาดทุนให้พัฒนาขึ้นไปยังจำเป็น อีกทั้งยังต้องใช้ตลาดทุนในการระดมทุนสำหรับพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่จะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยสัดส่วนธุรกิจเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือ ยูนิคอร์น ในประเทศที่ก้าวหน้ามีสัดส่วนที่สูงมากแต่ไทยกลับมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลยดังนั้นหากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะต้องเร่งส่งเสริมธุรกิจด้านนี้ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะจะทำให้ธุรกิจนี้เกิดขึ้นได้จำนวนมากอย่างรวดเร็ว อีกทั้งจะเป็นการสร้างงาน และจะมีการจ้างงานที่มีรายได้สูง ซึ่งจะเพิ่มจีดีพีให้ประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว และจะทำให้หนี้ต่างๆ ของไทยต่อจีดีพีลดลงได้

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในตลอด 8 ปีที่ผ่านมา และจะต้องตั้งหลักตั้งฐาน ตั้งหลักคิดให้ดี โดยเฉพาะการต้องสร้างรากฐานให้กับคนรุ่นใหม่ของประเทศ และจากการลงพื้นที่พบว่า ขนาดประชาชนในเขตบางรักที่ถือว่าเป็นผู้มีรายได้ค่อนข้างสูงของประเทศยังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ลงพื้นที่ไปที่ไหนก็มีแต่ประชาชนบ่นกันมาก นับประสาอะไรกับคนในต่างจังหวัดที่ผลกระทบยิ่งน่าจะมากกว่ามาก และแต่ละพื้นที่ก็ต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ต่างกัน หากพลเอกประยุทธ์ยังไม่มีความรู้ และยังบริหารแบบสะเปะสะปะแบบที่เป็นอยู่ เศรษฐกิจไทยคงเจ๊งแน่นอน และจะพังทลายในทุกระดับรายได้ ทั้งนี้ อยากให้มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมในทุกด้านโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชน และขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยกันมากๆ เพื่อจะได้เข้าไปเป็นรัฐบาลเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้

เลขา ครป. ชี้ "ในที่สุดรัฐบาลก็ขายชาติ ขายแผ่นดิน"

นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวภายหลังมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ชาวต่างชาติสามารถถือครองที่ดินเพื่ออยู่อาศัยได้ว่า เรื่องนี้รัฐบาลผลักดันมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้วแต่โดนคัดค้าน จึงยังไม่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี คิดจะมาทิ้งทวนปีนี้เพื่อทิ้งหายนะไว้ให้คนไทย เท่าที่ติดตามเมื่อวันที่ 12 ก.ค.65 มีการพิจารณา เรื่อง ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ประจำปี พ.ศ. .... แต่ยังไม่มีการนำเข้ารายละเอียดในเว็บไซด์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ประชาชนทราบข้อมูลจนถึงวันนี้ 

โฆษกรัฐบาลแถลงว่า รัฐบาลต้องการให้ต่างชาติถือครองที่ดินเพื่อดึงดูดต่างชาติลงทุนให้ได้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นตลกร้ายสำหรับคนไทย ถ้าแลกกับให้ถือครองที่ดินคนละไม่เกิน 1 ไร่ เป้าหมายของรัฐบาล 5 ปีคือ 1 ล้านคน เท่ากับ 1 ล้านไร่ แล้วคนไทยจะไปอยู่ที่ไหน คนส่วนใหญ่พลัดที่นาคาที่อยู่ เช่าที่ดินทำการเกษตร เช่าห้องพักในเมืองใหญ่ ไม่มีที่ดินสักตารางวา แต่พล.อ.ประยุทธ์ มีนโยบายจะประเคนให้ต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ได้ตลอดไป ประเทศไทยเหลื้อมล้ำอันดับ 1 ไม่พอ แต่นี่ถึงกับต้องขายชาติ ขายแผ่นดิน แลกกับเม็ดเงินลงทุนที่เป็นมายา 

"รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เดินนโยบายผิดทางมาโดยตลอด และกำลังถอยหลังลงคลองท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและหายนะของชาติ คิดมาตรการสร้างแรงจูงใจเพิ่มเงินลงทุนในประเทศเพื่อบูสต์อัพเศรษฐกิจ แต่เงินที่สะพัดไม่ได้เข้ากระเป๋าประชาชนนะครับ คนจนจนลง เงินไปเข้ากระเป๋านักลงทุนเท่านั้น ถ้าปล่อยกลไกตลาดไปยึดครองทรัพยากรสาธารณะที่มนุษย์ไม่สามารถผลิดหรือสร้างสรรค์ขึ้นได้เองแบบนี้ เช่น ที่ดิน ทะเล ดิน น้ำ ป่า อากาศ พลังงาน ต่อไปทุนบรรษัทข้ามชาติที่มีกำลังซื้อมหาศาลกวาดต้อนทุกอย่างในเมืองไทยจนกลายเป็นเมืองขึ้นแน่นอน"

กลุ่มทุนที่มั่งคั่งในต่างประเทศมีมหาศาล ทั้งในจีนและอเมริกา กำลังซื้อมหาศาลอยู่แล้ว นี่จะแก้กฎหมายหลายกระทรวงบูรณาการผลประโยชน์ประเคนให้ต่างชาติอีก บทเรียนที่ผ่านมาของรัฐบาลทั้งโครงการ EEC และ BOI คือความล้มเหลวที่หลงทิศผิดทาง มีการลงทุนใหม่ใน EEC น้อยมากแต่มีการเก็งกำไรที่ดินมหาศาล ผลกระทบชุมชนกว้างขวางยาวนาน ไปแก้ผังเมืองทำลายสิ่งแวดล้อมจนย่อยยับไปหมดแล้ว

"ประชาชนคนไทยตื่นได้แล้ว นายกรัฐมนตรีมาผิดทางคิดว่าเดินไปข้างหน้าแต่เดินสวนทางประชาชน ถอยหลังลงเหว ไปติดกับดักรายได้ปานปลาง โดยไม่ดูโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่สุดท้ายรายได้ทั้งหมดไปกระจุกตัวกับกลุ่มผู้มั่งคั่ง แล้วจะเอาตัวเลขมาหารเฉลี่ยกับคนจนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นยากจนอีกนับ 10 ล้านคนได้อย่างไร เขามีรายได้ไม่ถึง 3 พันบาทต่อเดือน แต่จะไปมโนรวมรายได้เจ้าสัวแล้วถือเฉลี่ยว่าคนไทยมีรายได้หมื่นกว่าบาทต่อคนไม่ได้ ถ้าไม่แก้โครงสร้างการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจไม่ให้มีช่องว่างกว้างขนาดนี้"

นายเมธา กล่าวว่าการพัฒนาและนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้ที่ดินหลุดลอยไปจากคนจนมากเท่าไหร่แล้ว เกิดการกระจุกตัวและเกร็งกำไรมหาศาล สถาบันการเงินการธนาคาร การเกษตรและสหกรณ์เคยเข้าไปแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมไหม เคยนับอาชญากรรมที่เกิดจากความยากจนไหมว่ามีมากเท่าไหร่ เคยสอบถามนักโทษในเรือนจำไหมว่าติดคุกคดีอะไรบ้าง การแก้ปัญหาบ้านเมืองไทยต้องไปสอบถามนักโทษทั่วประเทศ แก้ที่สาเหตุและโครงสร้าง ไม่ใช่ไล่จับกุมคนเห็นต่างจนล้นเรือนจำ

"ขอถาม พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าให้ต่างชาติถือครองที่ดินคนละ 1 ไร่ จำนวน 1 ล้านคน 1 ล้านไร่ตามเป้าหมาย แล้วคนไทยจะไปอยู่ไหน มีประชาชนไทยที่ไม่มีที่ดินอยู่อาศัย ต้องเช่าเขาอยู่กี่ล้านคน ไม่รู้นายกฯ มีข้อมูลไหม และที่ผ่านมาขอให้เปิดเผยว่า มีชาวต่างชาติได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินกี่แสนไร่แล้วในประเทศไทยผ่านโครงการ EEC และ BOI เดิม นี่คือนโยบายสิ้นคิดของพล.อ.ประยุทธ์ ที่จนปัญหาจนต้องขายชาติ ขายแผ่นดิน อย่างแท้จริง" นายเมธา กล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์