ตุลาการแถลงคดีศาลปกครองสูงสุด เห็น ‘ยกฟ้อง’ ชาวบ้านฟ้องรัฐ-บริษัท ทำเหมืองทองพิจิตรโดยมิชอบ

ตุลาการแถลงคดีศาลปกครองสูงสุด เห็นต่างศาลปกครองชั้นต้น 'ยกฟ้อง' ชาวบ้านฟ้องบริษัททำเหมืองและหน่วยงานรัฐ ทำเหมืองทองพิจิตร-เพชรบูรณ์โดยมิชอบ ส่งผลเสียต่อชีวิต-สุขภาพของคนโดยรอบ มองผู้ถูกฟ้องทำตามขั้นตอนออกบัตร และมีการทำ EHIA ด้านชาวบ้านผิดหวัง แต่จะสู้ต่อจนกว่าจะเพิกถอนบัตรเหมืองทองคำในพื้นที่ได้   

 

28 ก.ค. 2565 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งวันนี้ (28 ก.ค.) ระบุว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2565 ที่ศาลปกครองสูงสุด ประชาชนจากเครือข่ายผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำพิจิตร-เพชรบูรณ์ จำนวน 10 คน พร้อมด้วยทนายความสิทธิมนุษยชนจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และองค์กรสิทธิมนุษยชน เข้าร่วมรับฟังคดีที่พริมสินี สินทรธรรมธัช ตัวแทนเครือข่ายฯ ยื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, คณะกรรมการเหมืองแร่, อธิบดีกรมป่าไม้ และองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูก ให้เพิกถอนประทานบัตรทั้ง 5 แปลง ที่ออกโดยมิชอบซึ่งเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับการทำงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาศาลปกครอง พ.ศ. 2542 โดยตัวแทนเครือข่ายฯ ได้มีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อ 10 พ.ย. 2533 โดยมีบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัทอัครา ไมนิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียต่อการพิจารณาในครั้งนี้เข้ามาเป็นคู่กรณีเพิ่มเติมภายหลังจากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครองแล้ว จนทำมาสู่การยื่นอุทธรณ์ของผู้ที่ถูกฟ้องและต้องเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุดที่ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา

ประชาชนจากเครือข่ายผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำพิจิตร-เพชรบูรณ์

ศาลปกครองสูงสุดกำหนดนัดพิจารณาคดีนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งพริมสินี สินทรธรรมธัช ในฐานะตัวแทนเครือข่ายที่เป็นผู้ฟ้องคดี รวมถึงบริษัทและหน่วยงานรัฐซึ่งเป็นผู้ที่ถูกฟ้องคดี ยื่นคำแถลงต่อศาลเป็นหนังสือ และแถลงด้วยวาจา พร้อมกับรับฟังการแถลงความเห็นของตุลาการผู้ให้ความเห็นในคดี ซึ่งตามหลักการพิจารณคดีความเห็นของตุลาการดังกล่าวยังไม่ใช่คำพิพากษาแต่อย่างไร โดยเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการในครั้งแล้ว ศาลปกครองสูงสุดจะนัดฟังคำพิพากษาต่อไปที่ศาลปกครองจังหวัดพิษณุโลก

สำหรับที่มาที่ไปของการฟ้องคดีในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากบริเวณพื้นที่เหมืองทองพิจิตร ที่กินพื้นที่หลายจังหวัด อาทิ พิจิตร เพรชบูรณ์ พิษณุโลก และสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นในพื้นที่บริเวณรอบๆ เหมืองที่มีการแพร่กระจายของสารโลหะหนัก ซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดจาการกระบวนการทำเหมืองแร่ และแต่งแร่ เช่น สารหนู แมงกานีส เหล็ก ตะกั่ว ปรอท เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนยังเกิดการชะล้างสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนอยู่ในกองดินและหินทิ้งไหลลงสู่พื้นที่ราบไปทั่ว ซึ่งสารพิษดังกล่าวได้แพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม ปนเปื้อนไปบนพื้นดิน และไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะที่ผู้ฟ้องคดีและชาวบ้านใช้อาศัยอยู่และใช้ประโยชน์ทางการเกษตร นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้รับผลกระทบในการดำรงชีวิต เกิดเหตุความเดือดร้อนรำคาญเกินสมควรและได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย และจิตใจ 

ซึ่งตุลาการผู้แถลงคดี มีความเห็นโดยสรุปว่า การกระทำของผู้ที่ถูกฟ้องเป็นการกระทำตามขั้นตอนการขอออกประทานบัตรแล้ว และบริษัทที่พิพาทได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และสุขภาพแล้ว จึงมีความเห็นว่า พิพากษายกฟ้อง ซึ่งเป็นการกลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นที่ระบุว่าให้แปลงประทานบัตรจำนวน 5 แปลงที่ถูกเครือข่ายฟ้องคดีต้องดำเนินการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ภายใน 1 ปี ให้เรียบร้อยก่อน เพราะถือว่าเหมืองแร่ทองคำเป็นโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงตามมาตรา 67 กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ถ้าภายใน 1 ปี หากบริษัทไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จก็ให้เพิกถอนประทานบัตรทั้ง 5 แปลง 

ขณะที่พริมสินี สินทรธรรมธัช ในฐานะเครือข่ายผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำพิจิตร-เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีในครั้งนี้กล่าวภายหลังจากศาลพิจารณาคดีเสร็จสิ้นแล้วว่า วันนี้ทางเครือข่ายคาดหวังว่าตุลาการผู้แถลงคดีจะมีความเห็นที่ยืนตามศาลปกครองชั้นต้น เพราะแนวทางในการต่อสู้คดี เธอได้ชี้แจงต่อศาลว่า บริษัทเอกชนที่เป็นคู่พิพาทไม่ได้จัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตามที่กฎหมายกำหนด จนส่งผลกระทบให้การประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำไม่มีมาตรการป้องกันทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จนสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชน แม้บริษัทพิพาทจะอ้างว่าได้จัดทำรายงาน EHIA แล้ว แต่เธอมีข้อโต้แย้ง ซึ่งเป็นคำแถลงที่ยื่นต่อศาลว่า รายงานฉบับดังกล่าวไม่ใช่รายงาน EHIA แต่เป็นรายงานที่ตั้งชื่อให้คล้ายคลึงเท่านั้น ซึ่งในรายงานที่บริษัทกล่าวอ้างว่าเป็นรายงาน EHIA ยังมีเนื้อหาที่ไม่ครบถ้วนตามกระบวนการรายงานของ EHIA 

พริมสินี สินทรธรรมธัช ในฐานะเครือข่ายผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำพิจิตร-เพชรบูรณ์

"เมื่อเรามาดูกันแล้วมันเหมือนไม่ใช่รายงาน EHIA ที่ต้องทำตามขั้นตอน เราก็มีความหวังว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประทานบัตรตามศาลปกครองชั้นต้น  แต่พอตุลาการผู้แถลงคดีของศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นว่าการออกประทานบัตรเป็นการกระทำโดยชอบและยกฟ้องผู้ที่ถูกฟ้องทั้งหมด ซึ่งเป็นการกลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นพวกเราก็เลยคาใจ และแม้ว่าผลของคำพิพากษาจะออกมาเช่นไร เราและพี่น้องเครือข่ายฯก็ยืดหยัดที่จะสู้ต่อไปและก็ยังมีความหวังที่จะต่อสู้ในคดีอื่นๆอีก" พริมสินี กล่าว

ด้านเฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความสิทธิมนุษยชนจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสเดียวในขั้นตอนการพิจารณาคดีในศาลปกครองสูงสุด ที่ตัวแทนเครือข่ายฯ ที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองพิจิตร จะได้มาชี้แจงต่อศาล และบอกเล่าถึงผลกระทบ ความทุกข์ระทมที่ได้เขารับจากการทำเหมือง เพราะหากมีการนัดฟังคำพิพากษาแล้วคดีก็จะเป็นที่สิ้นสุด  และในคดีนี้บริษัทพิพาทฯ แม้ว่าจดทะเบียนในไทยมีกรรมการเป็นคนไทย แต่ก็รู้กันดีว่า บริษัทนี้เป็นตัวตายตัวแทนของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินการเหมืองทองคำในไทย เท่ากับว่าต่างชาติเข้ามาเอาทองของเรา โดยที่ไม่ได้ซื้อทองได้ในราคาถูกลงเลย ราคาทองคำขึ้นอยู่กับราคาตลาดทองคำโลกนั้น เท่ากับว่าได้รับผลกระทบทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม และยังต้องสูญเสียทองคำซึ่งเป็นทรัพย์สินของคนทั้งประเทศ จึงอยากให้การพิจารณาคดีในครั้งนี้มีคำพิพากษาเพิกถอนประทานบัตร และคุ้มครองชุมชนรวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

“และกรณีนี้ก็เป็นเรื่องธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสิทธิมนุษยชน  ซึ่งตามแนวทางหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลไทยได้ประกาศใช้เมื่อปี 2559 ที่กำหนดเสาที่หนึ่ง   การคุ้มครอง  เสาที่สอง การเคารพ ที่รัฐจะต้องทำให้ภาคเอกชนต้องประกอบธุรกิจด้วยการเคารพต่อหลักการสิทธิมนุษยชน และศาลเป็นเสาหลักส่วนที่ 3 คือ การเยียวยา ที่เป็นองค์กรประกอบสำคัญในการก่อให้เกิดการคุ้มครอง เคารพ และเยียวยาอย่างแท้จริง เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน” ทนายความสิทธิมนุษยชนจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าว

นอกจากนี้ เครือข่ายผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำพิจิตร-เพชรบูรณ์ ได้ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องดังต่อไปนี้

1. ขอให้สั่งเพิกถอน ประทานบัตรเลขที่ 26917/15804, 26922/15805, 26921/15806, 26920/15807 และ 26923/15808 และขอให้ระงับการดำเนินการใดๆในพื้นที่ประทานบัตรทั้ง 5 แปลง

2. ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูก ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2548

3. ขอให้สั่งเพิกถอนการที่กรมป่าไม้อนุญาตให้ผู้ร้องสอด (บริษัทเอกชนพิพาท) เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำและเงิน

4. ขอให้ระงับการดำเนินการใดๆ ในเขตพื้นที่ประทานบัตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายเป็นการชั่วคราว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์