พระบรมราชโองการ ปลดนายทหารออกจากราชการ ถอดยศ พร้อมเรียกคืนเครื่องราชฯ ไม่ปรากฏผู้ลงนามรับสนองฯ

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ปลดนายทหารออกจากราชการ ถอดยศ พร้อมเรียกคืนเครื่องราชฯ ระบุประพฤติผิดวินัยทหารร้ายแรง ขาดความสำนึกในการเป็นทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ โดยประกาศไม่ปรากฏผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

8 ส.ค.2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ส.ค.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ และถอดออกจากยศทหาร พร้อมเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา 

โดยประกาศระบุว่า 

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการและถอดออกจากยศทหาร พร้อมเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 และมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 5 และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2476 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปลด ร้อยตรี พงศกร บุญส่ง ตำแหน่งรักษาราชการ ผู้บังคับหมวดปฏิบัติการทหารรักษาวังที่ 1 หมวดมาตรฐานทหารรักษาวังที่ 3 กองร้อยทหารรักษาวังที่ 3 กองพันที่ 1 กรมทหารรักษาวังมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ออกจากราชการและถอดออกจากยศทหาร พร้อมเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา โดยไม่มีเบี้ยหวัด เนื่องจากประพฤติผิดวินัยทหารร้ายแรง บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับกองรักษาการณ์หย่อนยาน ไม่ได้มาตรฐานของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับยศ และตำแหน่ง ขาดความสำนึกในการเป็นทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เป็นนายทหารพ้นราชการประเภทที่ 2 สังกัด ส่วนราชการในพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2565 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 7 สิงหาคม พุทธศักราช 2565 เป็นปีที่ 7 ในรัชกาลปัจจุบัน

โดยไม่ปรากฏผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

อนึ่ง มาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 นั้น บัญญัติไว้ว่า

"การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการในพระองค์พ้นจากตําแหน่ง ให้เป็นไปตาม พระราชอัธยาศัย

การจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ ให้เป็นไปตาม พระราชอัธยาศัยตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกา"

ทั้งนี้หลัง 10 พ.ค. 60 ที่ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ ประกาศเกี่ยวกับข้าราชการในพระองค์นั้นจะไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โดยก่อนหน้านั้น จะออกเป็นประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี และมีนายกฯ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

ตัวอย่างประกาศสํานักนายกฯ เกี่ยวกับข้าราชการในพระองค์และข้าราชการพลเรือนในพระองค์

สำหรับประเด็นปัญหาและผลกระทบของการไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น 22 ก.ย.2564 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เคยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล ว่า มีประเด็นที่ต้องพิจารณาทั้งในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ ระบบราชการ และระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะส่งผลให้เกิดคำถามและข้อสงสัยถึงปัญหาใหญ่ 3 ประการ คือ ปัญหาทางรัฐธรรมนูญมาตรา 182 การบริหารราชการแผ่นดินที่ซ้ำซ้อน และที่ทางของพระราชอำนาจในระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เข้ามาเหยียบย่างพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้นทุกที ทั้งหมดนี้นำไปสู่ 1 คำถามสำคัญของประเทศไทย เพราะในประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ กษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ ไม่ทรงใช้อำนาจโดยแท้ในทางการเมือง การบริหาร การลงพระปรมาภิไธยในพระบรมราชโองการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง มีอำนาจโดยแท้ในเรื่องนั้น ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ และเป็นผู้รับผิดชอบ ในขณะที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ เป็นผู้มีอำนาจปกครองแผ่นดิน ทรงใช้พระราชอำนาจโดยแท้ตราพระราชบัญญัติ ประกาศกฎหมายต่างๆ บริหารบ้านเมืองด้วยพระองค์เอง

อนึ่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา  182 เป็นหนึ่งใน 7 มาตราที่มีการแก้ไขหลังพระราชทานข้อสังเกตมีซึ่งมีการแก้ไขตามมาแม้รัฐธรรมนูญฯ จะผ่านประชามติไปแล้ว โดยมีความแตกต่างดังนี้

มาตรา  182 ที่ผ่านประชามติ

"บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ

ให้ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวงบรรดาที่ได้รับสนองพระบรมราชโองการ"

มาตรา 182 ใหม่ (ฉบับแก้ไข และประกาศใช้)

"บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ"

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์