ย้อนอ่านข่าว หลังศาลอ้างไร้ข่าวกองทัพจะซื้อดาวเทียม 9.1 หมื่นล้าน ก่อนสั่งจำคุก 3 มือแชร์ 'KonthaiUk'

ย้อนอ่านข่าวมีจริงไหม หลังศาลอ้าง "ช่วงเวลาดังกล่าว ไม่มีข่าวสารหรือสื่อที่รายงานข้อเท็จจริงว่า กองทัพจะจัดซื้อดาวเทียมดวงใหม่มูลค่า 91,000 ล้านบาท เพื่อสอดแนมประชาชนแต่อย่างใด" ก่อนสั่งจำคุก 3 มือแชร์ 'KonthaiUK' ผิดพ.ร.บ.คอมฯ 1 ปี ลดโทษเหลือ 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

 

12 ต.ค. 2565 จากกรณีที่ศาลอาญา รัชดาฯ มีนัดฟังคำพิพากษาคดีของประชาชนจำนวน 11 ราย ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) จากการแชร์โพสต์ข้อความทางการเมืองจากเพจ “KonthaiUK” (คนไทยยูเค) โดยไม่ได้เขียนข้อความใดประกอบ ทั้ง 11 รายถูกอัยการฟ้องจากเหตุการแชร์ข้อความต่างกันไป รวมจำนวน 3 โพสต์ด้วยกัน โดย ลงโทษในส่วนของ จำเลยที่ 1-3 กรณีแชร์ภาพพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ประกอบกับข้อความว่า “เรือเหาะ…ก็ซื้อมาซ่อม ยังจะซื้อดาวเทียม 91200 มาแดกอีก… จะยอมมันอีกไหม” ว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) “เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” ให้จำคุก 1 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษเหลือ 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานคำพิเคราะห์ของศาล กรณีความผิดของจำเลยที่ 1-3 ว่า โพสต์ที่จำเลยทั้งสามแชร์มาจากเพจ “KhonthaiUK” นั้นมีการตั้งค่าเป็นสาธารณะและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ศาลจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ข้อความดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่มีข่าวสารหรือสื่อที่รายงานข้อเท็จจริงว่า กองทัพจะจัดซื้อดาวเทียมดวงใหม่มูลค่า 91,000 ล้านบาท เพื่อสอดแนมประชาชนแต่อย่างใด ดังนั้นข้อมูลที่จำเลยแชร์จึงเป็นเท็จ แม้จำเลยจะอ้างว่าแชร์เพราะต้องการตรวจสอบในฐานะประชาชนก็ดี หรือแชร์เพราะต้องการให้ประชาชนทั่วไปถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดี แต่ทั้งหมดนี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง รวมถึงจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความเป็นเท็จ แต่ก็เลือกที่จะแชร์โพสต์ดังกล่าว

ศาลระบุว่า การกระทำของจำเลยจึงทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด สร้างความตื่นตระหนกแก่สังคม ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป ต่างประเทศเกิดความหวาดระแวงไม่กล้าลงทุน กระทบต่อเศรษฐกิจ และสื่อว่ารัฐบาลมีการคอร์รัปชั่น ทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของรัฐ

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2561 ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านการเตรียมจัดซื้อดาวเทียมจารกรรมมูลค่า 9.12 หมื่นล้านบาทของกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่า เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวประชาชน ละเมิดรัฐธรรมนูญ ในขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำหนักด้วย “(ดาวเทียมดังกล่าว) สามารถเก็บภาพทุกสรรพสิ่งบนพื้นผิวโลกและบนพื้นผิวประเทศไทยที่ความละเอียด 0.5 เมตรต่อครั้งต่อวินาทีตลอดเวลา 24 ชั่วโมง (86,400 ภาพทุกๆ 24 ชม.) ดังนั้นไม่ว่าคนไทย 66 ล้านคนจะทำอะไร แม้แต่กดเบอร์โทรศัพท์ ดาวเทียมดังกล่าวก็สามารถตรวจจับและบันทึกได้ว่าโทรเบอร์อะไร โทรหาใคร” ด้วย ขณะที่ต่อมาวันที่ 7 มิ.ย.61 วอยซ์ออนไลน์ และมติชนออนไลน์รายงานว่า พล.อ.อ.ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ สทป. กล่าวถึงกรณีที่ศรีสุวรรณ ออกแถลงการณ์คัดค้านดังกล่าว กรณีจัดซื้อจัดหาดาวเทียมไธอา (THEIA) จำนวน 112 ดวง มูลค่า 2,850 ล้านดอลลาห์สหรัฐ หรือราว 91,200 ล้านบาท จากบริษัท THEIA Group ประเทศสหรัฐฯ ว่า ยังไม่ได้จัดซื้อ เพียงแค่ลงนามด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมกันเท่านั้น

6 มิ.ย.61 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงประเด็นข้อวิจารณ์ว่าดาวเทียมดังกล่าวเป็นดาวเทียมจารกรรม เนื่องจากสามารถตรวจจับและเก็บภาพทุกสรรพสิ่งบนพื้นผิวโลกและบนพื้นผิวประเทศไทย ไม่ว่าคนไทยจะทำอะไรแม้แต่กดเบอร์โทรศัพท์ ดาวเทียมดังกล่าวก็สามารถตรวจจับและบันทึกนั้น มติชนออนไลน์รายงานว่า พล.อ.ประวิตร ตอบว่า "เป็นดาวเทียมใช้ทั่วไป ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเมื่อไร ต้องให้พูดคุยเพื่อพิจารณากันก่อน อย่างไรก็ตาม ต่างประเทศเห็นว่าประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่น่าลงทุน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีขอเข้ามาร่วมทุน เขายังไม่ร่วมด้วยเลย ถ้าเราไม่ร่วมเขาก็ไปประเทศอื่น”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 

นอกจากนี้หลังศรีสุวรรณ ยื่นเรื่องดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. นั้น ต่อมาวันที่ 7 มิ.ย. 61 เวิร์คพอยด์ทูเดย์รายงานด้วยว่า พล.อ.อ.มณฑล สัชฌุกร โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุธติธรรม  เปิดเผยว่า พล.อ.อ.ประจิน มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมตรวจสอบข้อมูลและแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับ ศรีสุวรรณ ในฐานให้ข้อมูลที่เป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. และเป็นการสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรีและสร้างความสับสนต่อสังคมเรื่องโครงการดาวเทียมเธเออ (THEIA) ด้วย

สำหรับรายละเอียดคำพิพากษา คดีดังกล่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า วันนี้ (12 ต.ค.) ที่ศาลอาญา รัชดา ฯ มีนัดฟังคำพิพากษาคดีของประชาชนจำนวน 11 ราย ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) จากการแชร์โพสต์ข้อความทางการเมืองจากเพจ “KonthaiUk” (คนไทยยูเค) โดยไม่ได้เขียนข้อความใดประกอบ ทั้ง 11 รายถูกอัยการฟ้องจากเหตุการแชร์ข้อความต่างกันไป รวมจำนวน 3 โพสต์ด้วยกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

จำเลยที่ 1-3 แชร์ภาพพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ประกอบกับข้อความว่า “เรือเหาะ…ก็ซื้อมาซ่อม ยังจะซื้อดาวเทียม 91200 มาแดกอีก… จะยอมมันอีกไหม”

จำเลยที่ 4-8 แชร์ภาพพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกอบกับข้อความว่า “ตู่ ขอ คนหนีคดีที่อยู่ต่างแดนกลับมาพิสูจน์ความผิดในไทย ขายชาติ ทะหมาอย่างมึง ทำผิด…แต่ไม่ขอรับผิด! คงมีแต่คนเสียสติเท่านั้น ที่จะกลับมาสู้คดี ที่มีแต่กฎหมา เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด”

จำเลยที่ 9-11 แชร์ภาพพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และภาพพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ประกอบกับข้อความว่า “คสช. รัฐบาลเถื่อนคณะตัวเหี้ยแห่งชาติ พวกขายชาติตัวจริง งบประมาณมีไว้กิน แผ่นดินมีไว้ขาย กฎหมายมีไว้เลี่ยง คะแนนเสียงมีไว้ซื้อ สื่อมีไว้ใส่ไฟประชาธิปไตยมีไว้บังหน้า”

คดีนี้สืบเนื่องมาจากช่วงเดือนมิถุนายน 2561 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ซึ่งขณะนั้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เป็นผู้นำกำลังเข้าจับกุมประชาชนจากหลายจังหวัดไม่น้อยกว่า 31 คน นำตัวมาดำเนินคดีที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)

คดีในกลุ่มนี้ มีทั้งส่วนที่ต่อสู้คดีและศาลอาญาพิพากษายกฟ้องไปแล้วรวม 10 ราย กรณีแชร์ข้อความประยุทธ์ลี้ภัย และมีส่วนประชาชน 10 ราย ที่ให้การรับสารภาพ กรณีแชร์โพสต์วิจารณ์การทุจริตดาวเทียมของประยุทธ์และประวิตร ซึ่งศาลอาญาได้พิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี ปรับ 20,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้

ส่วนอีก 11 รายในคดีนี้ที่ยืนยันต่อสู้คดี ได้เลื่อนการพิจารณาออกมาเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 จนสืบพยานเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ที่ห้องพิจารณา 714 เวลา 09.00 น. จำเลยทั้ง 11 ราย, ญาติจำเลย, ผู้รับมอบฉันทะของทนายความ และนายประกันทยอยมาศาล เวลา 10.00 น. คณะผู้พิพากษาออกพิจารณาคดี โดยอ่านคำพิพากษามีรายละเอียดโดยสรุปว่า

การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1-3 ศาลพิเคราะห์ว่า โพสต์ที่จำเลยทั้งสามแชร์มาจากเพจ “KhonthaiUK” นั้นมีการตั้งค่าเป็นสาธารณะและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ศาลจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ข้อความดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่

ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่มีข่าวสารหรือสื่อที่รายงานข้อเท็จจริงว่า กองทัพจะจัดซื้อดาวเทียมดวงใหม่มูลค่า 91,000 ล้านบาท เพื่อสอดแนมประชาชนแต่อย่างใด ดังนั้นข้อมูลที่จำเลยแชร์จึงเป็นเท็จ แม้จำเลยจะอ้างว่าแชร์เพราะต้องการตรวจสอบในฐานะประชาชนก็ดี หรือแชร์เพราะต้องการให้ประชาชนทั่วไปถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดี แต่ทั้งหมดนี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง รวมถึงจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความเป็นเท็จ แต่ก็เลือกที่จะแชร์โพสต์ดังกล่าว

การกระทำของจำเลยจึงทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด สร้างความตื่นตระหนกแก่สังคม ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป ต่างประเทศเกิดความหวาดระแวงไม่กล้าลงทุน กระทบต่อเศรษฐกิจ และสื่อว่ารัฐบาลมีการคอร์รัปชั่น ทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของรัฐ

การกระทำความผิดของจำเลยที่ 4-8 ศาลพิเคราะห์ว่า ข้อความที่จำเลยทั้งห้าแชร์มานั้น เนื้อหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร เรื่องการหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศและการด่าทอด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการกระทบกระเทียบเปรียบเปรยรัฐบาลเท่านั้น ส่งผลแค่ทำให้รัฐบาลเกิดความไม่พอใจ ไม่ได้สร้างความเสียหายแก่ความมั่นคงของรัฐ จึงไม่ถือว่ากระทำผิดตามฟ้องแต่อย่างใด

การกระทำความผิดของจำเลยที่ 9-11 กรณีที่มีการแชร์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช. นั้น ศาลพิเคราะห์ว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการกระทบกระเทียบเปรียบเปรย และใช้คำพูดดูหมิ่นเหยียดหยาม เท่านั้น และถึงแม้จะเป็นการวิจารณ์ลอยๆ ไม่ได้มีข้อเท็จจริงมารองรับ แต่ไม่ถึงขั้นก่อความวุ่นวายหรือความเสียหาย ทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพแต่อย่างใด

ศาลจึงพิพากษาให้ จำเลยที่ 1-3 มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) “เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” ให้จำคุก 1 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษเหลือ 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

ด้าน จำเลยที่ 4-11 การกระทำไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น จำเลยที่ 1-3 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลใส่กุญแจมือ และนำตัวไปยังห้องเวรชี้ ด้านศาลได้ชี้แจงกับจำเลยที่ 4-11 ที่เพิ่งยกฟ้องว่า เกี่ยวกับคดีนี้อัยการอาจจะมีการอุทธรณ์ภายหลัง หากกรณีมีหมายไปที่บ้าน ขอให้จำเลยมาตามนัดหมายด้วย แต่ตอนนี้จำเลยไม่มีความผิดแล้ว สามารถเดินทางกลับบ้านได้

ทั้งนี้ จำเลยทั้ง 8 รายที่ได้รับการยกฟ้องในคดีนี้ กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘คดีนี้สร้างความลำบากอย่างมาก ไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่แรก และศาลก็ไม่ควรลงโทษจำเลยทั้งสาม เพียงเพราะแชร์โพสต์วิจารณ์การซื้อเรือเหาะดาวเทียมของรัฐบาล’

ต่อมา ทนายความยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป โดยใช้หลักทรัพย์ประกัน 50,000 บาท รวมทั้งหมด 150,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์

ก่อนเวลา 15.30 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใดเพิ่มเติม ด้านจำเลยตั้งใจจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป

ทั้งนี้ จำเลยทั้ง 11 ราย มีทั้งผู้ที่เดินทางมาจากหลายภูมิลำเนา เช่น จังหวัดเชียงราย, ประจวบคีรีขันธ์, ร้อยเอ็ด, นราธิวาส และบึงกาฬ แต่ละรายยังก็ต้องเดินทางเข้ามาต่อสู้คดีในกรุงเทพฯ หลายครั้ง บางรายยังมีฐานะยากจน ทำให้คดีที่เกิดขึ้นสร้างภาระทั้งในด้านค่าใช้จ่าย เวลา และการประกอบอาชีพอย่างมาก โดยที่ทั้งหมดมีพฤติการณ์เพียงแชร์ข้อความจากเพจ “KonthaiUk” โดยไม่ได้เป็นผู้ผลิตเนื้อหาตามที่ถูกกล่าวหาเองแต่อย่างใด

หมายเหตุ : 21.27 น วันที่ 13 ต.ค.65 ประชาไทดำเนินการปรับแก้เนื้อหาบางส่วน 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์