‘กรีนพีช ไทยแลนด์’ ตั้งข้อสังเกตกรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุม COP27 โน้มเอียง-ฟอกเขียว (?)

กรีนพีช ไทยแลนด์ ตั้งข้อสังเกตต่อท่าทีกรอบเจรจาของไทยในการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ที่อียิปต์ เริ่มวันแรก 6 พ.ย. ชี้ไทยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาภูมิอากาศน้อยเกินไป-ไม่สมดุล ฟอกเขียว และมีท่าทีหนุนอุตสาหกรรมการค้าคาร์บอนฯ 

 

21 ต.ค. 2565 ทีมสื่อกรีนพีช ไทยแลนด์ รายงานวันนี้ (21 ต.ค.) เหลืออีกประมาณ 2 สัปดาห์จะมีการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 27 หรือ COP27 และการประชุมที่เกี่ยวข้องจะเริ่มที่เมือง ชาร์ม เอล เชค ประเทศอียิปต์ (ช่วง 6-18 พ.ย. 2565) 

โดยในส่วนของประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นชอบต่อกรอบท่าทีการเจรจาของไทย รวมถึงการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 (2nd Upadated Nationally Determined Contribution) ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศฉบับปรับปรุง (Thailand’s Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy: LT-LEDS Revised Version) แนวทางและกลไกความร่วมมือตามข้อ 6 ของความตกลงปารีส และการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

กรีนพีซ ประเทศไทย ทำงานรณรงค์เพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Justice) และการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานที่เป็นธรรม (Just Energy Transition) มาอย่างต่อเนื่อง มีความเห็นต่อกรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุม COP27 ดังนี้

1. ไทยถูกจัดเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดอันดับที่ 9 ของโลกที่จะได้รับผลกระทบระยะยาวจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่นโยบายสภาพภูมิอากาศ (Climate Policy) ของไทยไม่ได้สัดส่วน โดยมุ่งให้ความสำคัญกับมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) เป็นหลัก และเน้นการปรับตัวจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (adaptation) น้อยเกินไปโดยเปรียบเทียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับตัวที่ริเริ่มโดยท้องถิ่น (locally-led adaptation) เพื่อให้มั่นใจว่าชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มคนที่เสี่ยง เปราะบางและอ่อนไหวต่อผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากที่สุดจะมีสิทธิ์ตัดสินใจใช้ทรัพยากรทางการเงิน และเข้าถึงเงินทุนและการสนับสนุนที่จำเป็นเพื่อสร้างศักยภาพภูมิคุ้มกันจากวิกฤต (resilience)

2. กรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุม COP27 ไม่พูดถึงประเด็นความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของการเจรจาใน COP27 ที่ผลักดันโดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จากรายงาน Global Climate Risk Index 2021 ระบุชัดเจนว่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว 146 ครั้ง สร้างความสูญเสียต่อชีวิต 0.21 ต่อประชากร 1 แสนคน และเกิดความเสียหาย 7,719.15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 0.82% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) คำถามและสิ่งที่ต้องจับตา คือ คณะเจรจาของไทยที่ COP27 จะมีท่าทีที่ชัดเจนหรือไม่ อย่างไร ต่อข้อเสนอการจัดตั้งกองทุนว่าด้วยความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage Fund) รวมถึงการดำเนินการภายใต้ข้อ 8 ของความตกลงปารีส และความตกลงกลาสโกว์ 

3. หากขาดสมดุลและไม่ได้สัดส่วน กรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุม COP27 จะเป็นกลไกสำคัญของการฟอกเขียว (Greenwashing) ทั้งเอกสารการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 (2nd Updated Nationally Dertermined Contribution) และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศฉบับปรับปรุง (Thailand’s Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy: LT-LEDS Revised Version) หรือ Net Zero ที่จะนำเสนอต่อ UNFCCC รวมถึงการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฎิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย (Thailand Climate Action Conference: TCAC) ที่เป็นอีเวนต์ของอุตสาหกรรมฟอสซิล ต่างพยายามผลักดันเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) พลังงานชีวภาพที่มีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Bioenergy with Carbon Capture and Storage: BECCS) โครงการ CCS แห่งแรกที่วางแผนในประเทศไทยนำโดย ปตท.สผ. (PTTEP) ที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะดักจับและกักเก็บคาร์บอนราว 700,000 ตันต่อปี ภายใต้แผน net zero ของประเทศไทย ประมาณว่าจะใช้ทั้ง CCS และ BECCS ดักจับและกักเก็บคาร์บอนได้ 61.3 ล้านตันภายในปี 2608 เมื่อคำนวณต้นทุนที่ 100-200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า การดักจับและกักเก็บคาร์บอนดังกล่าวนี้จะใช้เงินลงทุนมหาศาลถึง 216,934-433,869 ล้านบาท อนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าหลังจาก 5 ทศวรรษของการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนด้วยเงินอุดหนุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ การโฆษณาเกินจริง การลดหย่อนภาษี การค้ำประกันและการหลอกลวง อุตสาหกรรมฟอสซิลดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียง 0.1% ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งโลก ในขณะเดียวกัน คาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับก็ถูกนำไปใช้เพื่อผลิตน้ำมันมากขึ้น

4. กรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุม COP27 โน้มเอียงอย่างชัดเจนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมฟอสซิลและบรรษัทขนาดใหญ่ที่ทรงอิทธิพลทางการเมืองเพื่อการค้าคาร์บอนฯ ภายใต้แนวทางและกลไกความร่วมมือตามข้อ 6 ของความตกลงปารีส (มาตราข้อ 6) ประเทศรัฐภาคีและภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ รวมถึงรัฐบาลไทยและอุตสาหกรรมฟอสซิลของไทยตีความว่า ข้อ 6 เกี่ยวข้องกับการเปิดตลาดโลกเพื่อชดเชยคาร์บอน (carbon offset) แท้ที่จริงแล้ว การชดเชยคาร์บอนฯ คือใบอนุญาตให้อุตสาหกรรมฟอสซิลผู้ก่อมลพิษเดินหน้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป ขณะเดียวกัน เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจในการแปลงทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นสินค้าและเอื้ออำนวยให้บรรษัทที่ทรงอิทธิพลและรัฐบาลที่ฉ้อฉลเข้ายึดครองผืนแผ่นดินของชุมชนที่เปราะบาง ละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำลายระบบนิเวศ ดังในกรณีข้ออ้างของการปลูกป่าขายคาร์บอนฯ ที่เป็นส่วนเร่งเร้าปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าภายหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2557 มีชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าถูกรัฐประกาศทับ ถูกยึดพื้นที่ทำกินและถูกดำเนินคดี ในช่วงเวลาเพียง 6 ปีหลังมีคำสั่ง คสช. มีคดีความเพิ่มขึ้นถึง 46,600 คดี

ในระหว่างการประชุม COP27 ที่สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (6-18 พ.ย. 2565) และการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเอเปค ที่กรุงเทพฯ (17-18 พ.ย.) กรีนพีซ ประเทศไทย จะติดตามความเคลื่อนไหวของการประชุมเจรจา ทั้งในเรื่องท่าทีของคณะเจรจาไทยต่อประเด็นความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and damage) การฟอกเขียวและกลลวงคาร์บอนของรัฐบาลไทย และเปิดโปงอิทธิพลของอุตสาหกรรมฟอสซิลที่มีต่อนโยบายสภาพภูมิอากาศของไทย และเรียกร้องให้อุตสาหกรรมฟอสซิลทั้งหลายมีภาระรับผิด (accountability) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แหล่งกำเนิดทั้งห่วงโซ่อุปทานของตนอย่างแท้จริง (real zero) และยุติการผลักภาระ "หนี้นิเวศ" ให้กับผู้คน ชุมชน สังคม และโลกใบนี้

หมายเหตุ - การฟอกเขียว (Greenwashing) มักใช้กล่าวถึงรูปแบบการตลาดของบริษัทเอกชน หรือถึงนโยบายของรัฐบาล ที่อ้างว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะการดำเนินงาน เป้าหมาย ผลิตภัณฑ์หรือบริการ และอื่นๆ แต่ในความเป็นจริง กลับไม่ได้ส่งเสริม หรือช่วยเหลือนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด 

อ้างอิง 

[1] การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 (2nd Updated NDC) มีการแก้ไขเป้าหมายในระยะสั้นให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศฉบับปรับปรุง เช่น เป้าหมายก๊าซเรือนกระจกลดลงร้อยละ 30-40 จากกรณีปกติ ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) และเพิ่มเติมรายงานข้อมูลการปล่อย/การดูดซับก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้

[2] ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศฉบับปรับปรุงรวมถึงเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดในปี 2568 เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608

[3] กลไกความร่วมมือตามข้อ 6 ของความตกลงปารีส หรือ Article 6 เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์การดำเนินงานรวมถึงรายงานการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(Paris rulebook) ภายใต้ความตกลงปารีสปี 2558 มีความยาวเพียงเก้าย่อหน้า แต่เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

[4] แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวและเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน 6 สาขา ได้แก่ การจัดการน้ำ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งมีกรอบระยะเวลาระหว่างปี 2561 - 2580

[5] Global Climate Risk Index ลิงก์ https://www.germanwatch.org/en/19777

[6] คำนวณเปรียบเทียบกับอำนาจซื้อโดยดูจากค่าครองชีพ (Purchasing Power Parity, PPP)

[7] ข้อ 8 ของความตกลงปารีสว่าด้วยเรื่องความสูญเสียและความเสียหาย https://unfccc.int/files/adaptation/groups_committees/loss_and_damage_executive_committee/application/pdf/ref_8_decision_xcp.21.pdf

[8] ความตกลงที่เกี่ยวข้องกับความสูญเสียและความเสียหาย (loss and damage) ที่กลาสโกว์ดูที่ https://unfccc.int/sites/default/files/resource/cma2021_10_add1_adv.pdf https://unfccc.int/topics/resilience/resources/decisions-and-conclusions-about-loss-and-damage

[9] คำนวณจาก The Sixth Assessment Report, Climate Change 2022: Mitigation of Climate Change, the Working Group III ของ IPCC https://www.ipcc.ch/report/sixth-assessment-report-working-group-3/

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์