สปสช.รับทราบจัดทำ “บัญชียาหลักโควิด-19” ดันผู้ป่วยโควิดบัตรทองเข้าถึงยา 

บอร์ด สปสช. รับทราบคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ เห็นชอบจัดทำ "บัญชียาหลักสำหรับโรคโควิด-19" พร้อมบรรจุยารักษาโควิด 7 รายการ ส่งผลผู้ป่วยโควิดบัตรทองเข้าถึงยา หลัง สธ.ประกาศโควิด-19 เป็นโรคเฝ้าระวัง 

 

10 พ.ย. 2565 ทีมสื่อ สปสช. รายงานต่อสื่อวันนี้ (10 พ.ย.) ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ครั้งที่ 11/2565 เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2565 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) เป็นประธานการประชุม ได้มีการเสนอต่อที่ประชุมกรณีการบรรจุยาสำหรับรักษาโรคติดเชื้อโควิด-19 ในบัญชียาหลักแห่งชาติ  

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สธ.

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า การเสนอวาระดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 บอร์ด สปสช. มีมติเห็นชอบให้ยา วัคซีน เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ และชุดตรวจทางห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจคัดกรอง ตรวจยืนยัน การดูแลรักษาที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่ถูกกำหนดโดยกรมการแพทย์ สธ. หรือหน่วยงานที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) มอบหมายให้กำหนดมาตรฐาน ทุกรายการเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามเกณฑ์การพิจารณา Green channel เนื่องจากเป็นโรคระบาดในภาวะเร่งด่วน 

อย่างไรก็ดีเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2565 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประสานคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อพิจารณาเพิ่มข้อบ่งใช้ยา Intravenous Immunoglobulin (IVIG) สำหรับกลุ่มอาการอักเสบของอวัยวะหลายระบบในเด็กซึ่งเกิดหลังการติดเชื้อโควิด (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children : MIS-C) ภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำหลังฉีดวัคซีนโควิด19 (Vaccine-induced immune thrombotic thrombocytopenia : VITT) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) และเยื่อหุ้มหัวใยอักเสบ (pericarditis) ให้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ และเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2565 สธ. ประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2565 และ 19 ต.ค. 2565 คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ได้พิจารณารายการยาสำหรับรักษาโควิด-19 โดยมีมติคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 9-10/2565 เห็นชอบให้มี "บัญชียาหลักแห่งชาติสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019" เพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขและความจําเป็นเร่งด่วนของประเทศ และให้ติดตามประสิทธิผล ผลข้างเคียงของยา โดยนำกลับมาทบทวนอย่างน้อยทุก 6 เดือน หรือเมื่อมีหลักฐานใหม่ 

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลีกแห่งชาติ ยังเห็นชอบให้ยารักษาโควิด-19 รวม 7 รายการ บรรจุเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติสำหรับโรคโควิด-19 ได้แก่ ยาเนอร์มาเทรลเวียร์+ไรโทนาเวียร์ (nirmatrelvir+ritonavir) ยาเรมเดซิเวียร์ (remdesivir), ยาโมนูพิราเวียร์ (molnupiravir), ยาฟาวิพิราเวียร์ (favipiravir), ยาเดกซาเมทาโซน (dexamethasone), ยาโทซิลิซูแมบ (tocilizumab) และยาบาริซิทินิบ (baricitinib) โดยชดเชยเป็นค่ายา รวมไปถึงเห็นชอบให้เพิ่มเงื่อนไขการใช้ยา IVIG ที่ชดเชยเป็นยา ได้แก่ การรักษาภาวะ MIS-C, การรักษาภาวะ VITT และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหลังได้รับวัคซีนโควิด-19 

"เดิมทีก่อนที่ สธ.จะประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคเผ้าระวัง การเบิกจ่ายค่ายาดูแลผู้ป่วยโควิด-19 จะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ Green Channel ด้วยเป็นโรคระบาดภาวะเร่งด่วน แต่เมื่อมีการปรับเป็นโรคเฝ้าระวังแล้ว และ บอร์ด สปสช. มีมติให้การรักษาโรคโควิด-19 เป็นสิทธิประโยชน์กองทุนบัตรทอง ดังนั้นในการเบิกจ่ายยารักษาจะต้องเป็นไปตามรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งการบรรจุรายการยาของคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ จะช่วยให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่เป็นสิทธิบัตรทอง สามารถเบิกจ่ายค่ายารักษาได้" เลขาธิการ สปสช. กล่าว
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท