นักวิชาการมอง 'สูตรหาร ส.ส. 500' ไปลับ-จับท่าที 'รวมไทยสร้างชาติ' ขัดตาทัพ กัน พปชร.รวม 'เพื่อไทย'

  • จับตาเคลื่อนไหวหลัง ‘สุชาติ-ธนกร’ พา ส.ส.พปชร. พบ ‘ประยุทธ์’ อาจย้ายไปพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)
  • 'สิริพรรณ' นักวิชาการจุฬาฯ กล่าวในเสวนา สนพ.มติชน ว่า 'สูตรหาร ส.ส. 500' ไปลับ ไม่กลับมา มองท่าที รทสช.เหมือนเป็นมือที่ 3 ขัดตาทัพ กัน พปชร. รวม 'เพื่อไทย'

26 พ.ย. 2565 เว็บไซต์ มติชน ออนไลน์ รายงานวันนี้ (26 พ.ย.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคพลังประชารัฐ หรือ พปชร. ย้ายตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือ รทสช. ของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

โดยเมื่อช่วงค่ำวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางกลับมาจากลงพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ปรากฏว่านายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้อำนวยการพรรค พปชร. นำ ส.ส.พปชร. จำนวน 8 คน อาทิ น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ ส.ส.สมุทรปราการ นายสมพงษ์ โสภณ ส.ส.ระยอง นายสาทิตย์ อุ๋ยตระกูล ส.ส.เพชรบุรี นายรณเทพ อนุวัฒน์ ส.ส.ชลบุรี พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี นายอริญชัย ซูสารอ ลูกชาย นายอนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่บ้านพัก

นอกจากนี้ นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. และอดีตโฆษกรัฐบาล ที่พา ส.ส. สงขลา และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา พปชร. จำนวน 4 คน ประกอบด้วย นายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.เขต 2 นายพยม พรหมเพชร ส.ส.เขต 3 ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี เขต 4 และ นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เข้าไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยนอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่แล้ว ยังมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง และหัวหน้าพรรค รทสช.อยู่ด้วย

มติชน ออนไลน์ รายงานต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวกับ ส.ส.ที่เข้าพบว่า ขอบคุณที่มาด้วยกัน มาช่วยกันทำงานให้กับชาติบ้านเมือง ตนยืนยันว่าทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยังไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรค รสทช.ในเร็วๆ นี้ แต่หากมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคแล้ว จะมานั่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค รทสช. และจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์หนึ่ง และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์สอง

(ซ้าย) ธนกร วังบุญคงชนะ และ (ขวา) สุชาติ ชมกลิ่น

นักวิชาการจุฬา เชื่อสูตร 500 ไม่ลับ ไม่กลับมา

ด้านสิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนา Special Talk: 2566 ในหัวข้อ “การเมืองไทย ไปทิศทางไหน” โดยพิธีกรถามว่าการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ต้องรอวันที่ 30 พ.ย.นี้ ว่ากฎหมายลูก หรือ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ที่เหลืออีก 1 ฉบับ จะผ่านสภาฯ หรือไม่ และไม่ว่าจะผ่าน หรือตก จะส่งผลอย่างไรบ้าง

สิริพรรณ กล่าวว่า นี่เป็นโจทย์ยากและอยู่ในใจของใครหลายคน ถ้าให้ประเมินต้องบอกว่า ค่าเฉลี่ยจากที่ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ผ่านไปแล้ว 9/10 แล้วหลายคนมองว่าตัวตึงจริงๆ น่าจะอยู่ที่ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. รวมถึงมีกระแสที่เกิดขึ้นมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะย้ายไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งแน่นอนว่าตัวระบบเลือกตั้งที่กำหนดใน พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา ไม่เป็นคุณกับพรรครวมไทยสร้างชาติ กลับเป็นคุณกับพรรคใหญ่ อย่างเพื่อไทย มากกว่า จึงเกิดกระแสสงสัยว่าจะกลับไปใช้บัตร 2 ใบหรือไม่ หรือจะกลับมาใช้สูตรหาร 500

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการรัฐศาสตร์ รั้วจุฬาฯ (แฟ้มภาพ)

“ต้องบอกว่า ประการแรก ถ้าจะให้กลับไปใช้สูตรบัตรใบเดียว โอกาสเป็นไปได้น้อยมากจนเป็น 0 เพราะหากเทียบกับ พ.ร.ป.พรรคการเมืองที่เพิ่งผ่านไปนั้น ในเนื้อหามีข้อความที่บอกว่า ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และแบ่งจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็น 100 และ ส.ส.เขต เป็น 400 ถ้าจะกลับไปใช้บัตรใบเดียวปุ๊บ จะไปขัดกับ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ซึ่งผ่านไปแล้ว

“ถ้าจะให้ลงรายละเอียด ก็ยังเชื่อว่าพลังประชารัฐเองอาจจะไม่ได้ประโยชน์นักจากสูตรเดิม ทีนี้ ถ้าลองมาเปรียบประเด็นที่ 2 คือ ถ้าจะกลับไปใช้สูตรหาร 500 ตามข่าวลือ ต้องกับไปดูคำร้องว่า คุณหมอระวี (มาศฉมาดล) ร้องอะไรบ้าง ซึ่งแยกเป็น 2 ประเด็น คือ

“1.กระบวนการผ่าน พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนนั้นเราจะเห็นว่าพรรคใหญ่อย่างเพื่อไทย และพลังประชารัฐ ร่วมกันปล่อยให้ครบ 180 วัน โดยไม่ครบองค์ประชุม หรือเรียกง่ายๆ ว่าสภาล่ม ซึ่งเป็นเชื้อที่ปล่อยมาถึงทุกวันนี้ สภาล่มบ่อย

“คำร้องข้อที่ 2. คือในแง่ของเนื้อหา คุณหมอระวีไม่ได้ร้องว่า สูตรหาร 100 ผิดรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง และไม่ได้ร้องว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้กลับไปใช้สูตรหาร 500 ดังนั้น จึงฟันธงได้อีก 1 ประเด็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่มีคำวินิจฉัยที่บอกว่า ต้องกลับไปใช้สูตรหาร 500 โดยทันที เพราะ 1.ไม่ได้อยู่ในคำร้องของ นพ.ระวี 2.โดยตัวเนื้อหาของสูตร หาร 100 ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ” สิริพรรณ ระบุ

รศ.ดร.สิริพรรณกล่าวต่อว่า ส่วนที่ นพ.ระวีเขียนคำร้องนั้น แบ่งเนื้อหาได้ออกเป็น 2 ส่วน คือ

1.บอกว่า มันมีเชื้อในรัฐธรรมนูญ ที่พูดด้วยคำว่า ‘มี ส.ส.พึงมีปรากฏอยู่’ รวมถึงการเลือกตั้งปี 2562 มีตัวที่บอกว่า เนื่องจากการเอาบัตรของ ส.ส.เขต มาคำนวณ ส.ส.รายชื่อ ถ้า ส.ส.เขตเปลี่ยนไป สมมุติว่าได้ใบแดง จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็จะต้องเปลี่ยนตาม เพราะโยงกันอยู่ ตรงนี้ในรัฐธรรมนูญยังมีอยู่ และการแก้ไขระบบเลือกตั้งไม่ได้เอามาตรานี้ออก นพ.ระวี จึงบอกว่ามีเชื้อเดิมของระบบเลือกตั้งเดิมอยู่ ตนจึงเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่วินิจฉัยกลับมาสูตรหาร 500

“ถ้าให้คาดเดา ถ้าขัดเล็กๆ น้อย ในรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าสามารถให้แก้ไขส่วนนั้นได้โดยที่ทั้งฉบับไม่จำเป็นต้องตกไป นี่คือโอกาสที่เกิดขึ้นได้ ถ้าเป็นแบบนี้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่อาจจะแก้ทัน หรืออาจจะให้ดำเนินการเลือกตั้งไปก่อน แล้วค่อยแก้ทีหลัง ก็เป็นได้” สิริพรรณ กล่าว และว่า

“ในแง่หนึ่งอาจจะมองได้ว่า การใช้มาตรการตุกติกไม่ยอมเอาเข้าวาระที่ 3 โหวตกันให้เรียบร้อยก่อนนั้นไม่สง่างาม แต่ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญจะใช้คำวินิจฉัยว่า กระบวนการนี้ขัดรัฐธรรมนูญ จะเท่ากับว่าก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภา ตามข้อบังคับของการแก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น อาจจะไม่สง่างาม แต่ก็ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ

‘ประยุทธ์’ ย้ายไป รทสช. (?)

สิริพรรณ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะย้ายไปพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่า บางทีเราก็จะคิดว่า ‘เห็นหนูตัวเท่าช้าง เห็นช้างตัวเท่ามด เห็นงูเป็นริบบิ้น’  ตนอยากจะมองว่า กระแสที่ปล่อยออกมาตอนนี้เพื่ออะไร ใครได้ประโยชน์ (?)

“กล่าวคือ ทำเหมือนกับว่ารวมไทยสร้างชาติ จะเป็นพรรคที่มีโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะย้ายเข้ามา เหมือนเครื่องมือ ตกปลาในบ่อเพื่อน ถามว่ากระแสนี้ออกมาจากไหน น่าจะมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ และรวมไทยสร้างชาติ แต่ก็ต้องรอฟัง ตามความเห็นตามหลักวิชาการและกฎหมาย ก็จะเชื่อเช่นนี้” สิริพรรณ ระบุ

อนึ่ง ‘ตกปลาในบ่อเพื่อน’ เป็นสำนวนทางการเมือง หมายถึงการเปรียบเปรยการกระทำของพรรคการเมืองบางพรรคที่ใช้วิธีชักจูงนักการเมืองที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วในพรรคนั้นๆ ให้ย้ายมาอยู่ในสังกัดพรรคของตนโดยไม่ต้องสร้างนักการเมืองใหม่

จับกระแส ท่าที รทสช. 'แยกกันเดิน ร่วมกันตี'

เมื่อพิธีกรถามว่า ถ้าหากจะมองอีกมุมว่า กระแสดังกล่าวเป็นการ ‘แยกกันเดิน รวมกันตีในอนาคต’ ได้หรือไม่ (?)

สิริพรรณ กล่าวว่า เรื่องแยกกันเดิน เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เราจะเห็นว่าตอนนี้สิ่งที่ไม่เคยมีในสังคมไทยมาก่อน คือการมีพรรคทหาร 2 พรรคพร้อมกัน จากอดีตพรรคทหารจะเกิดขึ้นมาทีละพรรค แต่ตอนนี้ 2 พรรคเหมือนกับ 2 หัว ถามว่าเป็นเทคนิคการต่อสู้ แยกกันเดิน แล้วมารวมกันทีหลังหรือไม่ ในแง่หนึ่งเชื่อว่าโอกาสรวมกันเป็นไปได้

"แต่การแยกกันเดิน ไม่ใช่เรื่องแทคติค (กลยุทธ์) อย่างเดียว ยังเป็นเรื่องของวิธีการในการทำงานทางการเมือง ซึ่งภาพรวมองคาพยพของพลังประชารัฐ ถ้าไม่นับกลุ่ม 4 กุมารที่แยกออกไป ส่วนใหญ่คือ ‘ศิษย์เก่าเพื่อไทย’ ฉะนั้น โอกาสที่พลังประชารัฐ จะไปร่วมมือกับเพื่อไทย เป็นไปได้สูง แต่ยุทธศาสตร์แบบนี้อาจจะถูกใจคนจำนวนหนึ่ง เพราะคือการต่อรอง และการสลายขั้วการเมืองคือยุทธศาสตร์ของกลุ่มหนึ่งในพลังประชารัฐ และอาจจะเป็นยุทธศาสตร์ของ พล.อ.ประวิตร

"แต่ฝั่งที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ชอบยุทธศาสตร์นี้ คือยังไม่อยากเห็นการสลายขั้ว ยังยอมรับไม่ได้ที่เพื่อไทย จะขึ้นมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง แม้จะในภาพของรัฐบาลผสมก็ตาม ดังนั้น พูดง่ายๆ การเกิดขึ้นของรวมไทยสร้างชาติ เหมือน 'มือที่ 3' ที่เข้ามา อย่างน้อยป้องกันไม่ให้ เพื่อไทย กับพลังประชารัฐ หมั้นหมายและแต่งงานกันได้ในที่สุด เหมือนกับ 'มาขัดตาทัพเอาไว้ก่อน' เพราะมองว่าจะเป็นการกลับมาของเพื่อไทย ถึงแม้จะเป็นเพื่อไทย 'บวก' พลังประชารัฐ ก็ตาม แต่ก็มีโอกาสที่พลังประชารัฐ จะไปรวมกับรวมไทยสร้างชาติ" สิริพรรณ กล่าว

สิริพรรณ กล่าวต่อว่า อีกวิธีที่พลังประชารัฐ เคยใช้ คือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งตอนนี้ พลังประชารัฐก็เจอประเด็นทางกฎหมาย เช่น 1.เรื่องยุบพรรค จากการบริจาคเงิน 2.ข่าวธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งถ้าจับทางจากที่ พล.อ.ประวิตร หลุดมาว่า 'เขาติดคดีอยู่' พร้อมส่ายหน้า ถามว่าตอนนี้คุณธรรมนัส โดนคดีอะไร ยังไม่มีคดีเป็นที่ประจักษ์ แต่สัญญาณนี้กำลังจะบอกว่าโอกาสที่ธรรมนัส จะกลับมาพลังประชารัฐมีน้อย

"ถามว่านี่เป็นกลเกมของใคร คิดว่าเกมนี้ทำพร้อมกับการสร้างความหวัง ว่าจะกลับไปใช้สูตรหาร 500 ซึ่งถ้าหากกลับไปใช้ พรรคที่จะเสียเปรียบมาก คือ พลังประชารัฐและภูมิใจไทย เพราะใช้ฐานคะแนนเสียงบัญชีรายชื่อเป็นตัวตั้ง และพรรคเหล่านั้นไม่มีจุดขายในฐานะพรรคในตัวของเขาเอง ถ้าให้ประเมิน การเลือกตั้งครั้งหน้า พลังประชารัฐอาจจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคิดเป็นฐานคำนวณ ส.ส.ทั้งหมด เอา 500 เป็นตัวตั้ง คืออาจจะได้ ส.ส.พึงมี 25 ที่นั่ง แต่คุณจะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่ม

"ภูมิใจไทย ก็เหมือนกัน ประเมินกันว่าจะได้เป็น 100 ได้จากไหน จาก ส.ส.เขต ด้วยพลังดูดและบ้านใหญ่ แต่ถามว่าคะแนนนิยมในระดับบัญชีรายชื่อมากแค่ไหน ย้อนไปปี’54 ภูมิใจไทยได้ 3 เปอร์เซ็นต์ ปี’62 ได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการรวมของ ส.ส.เขต ครั้งนี้ต่อให้ภูมิใจไทยปังมาก ได้ 8 เปอร์เซ็นต์ ก็คือไม่เกิน 40 ที่นั่ง

"แน่นอนว่ารวมไทยสร้างชาติ ประเมินคะแนนที่จะได้มาจากกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ และจากภาคใต้ แต่อย่าลืมว่าภาคอีสานที่มีประชากรมากที่สุด เสียงของ พล.อ.ประยุทธ์ต่ำมาก จึงต้องเอามาเฉลี่ยกัน" สิริพรรณ กล่าว
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์