‘วรงค์’ ไทยภักดี เปิดแคมเปญ แก้ ม.112 เพิ่มคุ้มครอง สถาบันพระมหากษัตริย์-อดีตกษัตริย์-พระบรมวงศานุวงศ์

‘วรงค์’ หัวหน้าพรรคไทยภักดี เตรียมเปิดแคมเปญ เสนอแก้ ม.112 ครอบคลุม สถาบันกษัตริย์ อดีตกษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อทำให้สถาบันฯ เข้มแข็ง แต่คงบทลงโทษ 3-15 ปี

 

2 ธ.ค. 2565 เพจเฟซบุ๊ก 'พรรคไทยภักดี' โพสต์ข้อความวานนี้ (1 ธ.ค.) วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เผยว่า พรรคฯ เตรียมเปิดแคมเปญรณรงค์นโยบาย "เพิ่มมากกว่าแก้ ม.112 ไม่คิดล้มล้าง ไม่ต้องกลัว" เนื่องจากเห็นว่าการรณรงค์ของคนกลุ่มหนึ่งที่เสนอแก้ไข ม.112 ในแต่ละประเด็นที่เสนอ มีแต่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อ่อนแอลง ดังนั้น พรรคไทยภักดี ซึ่งมีจุดยืนชัดเจนว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นระบอบการปกครองที่สอดคล้องกับประเทศไทย และเหมาะสมกับวิถีชีวิตของคนไทย วรงค์ จึงจะเสนอแก้ไข ม.112 โดยเพิ่มบทบัญญัติ ซึ่งทำให้ ม.112 ครอบคลุมการคุกคาม จาบจ้วงที่มาในรูปแบบใหม่ๆ  เพื่อดำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็งมากขึ้น

วรงค์ กล่าวว่า รายละเอียดการเสนอแก้ไข ม.112 จะให้เพิ่มเติมบทบัญญัติการคุ้มครอง ครอบคลุมใน 3 ประเด็น คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ อดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี  และพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป เหตุผลคือทุกวันนี้กลุ่มคนที่ต้องการล้มล้างสถาบันฯ ได้ปรับรูปแบบวิธีการจาบจ้วง เนื่องจากรู้ว่าจาบจ้วงโดยตรงไปที่พระมหากษัตริย์ พระราชินี ไม่ได้ ก็ใช้วิธีจาบจ้วงอดีตพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดินที่ใกล้ชิด เพื่อลดความน่าเชื่อถือและทำลายพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ส่วนประเด็นของบทลงโทษ 3-15 ปี พรรคไทยภักดี จะไม่แตะ เนื่องจากหัวหน้าพรรคไทยภักดี มองว่ามีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว

โพสต์ของไทยภักดี ระบุด้วยว่า เพื่อเป็นการรับฟังและเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ พรรคไทยภักดีร่วม กับสถาบันทิศทางไทย เตรียมจัดเสวนาใหญ่ในวันที่ 3 ธ.ค. 2565 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมพรรคไทยภักดี โดยวิทยากร นอกจากตัววรงค์ เองแล้ว ยังมี อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ผู้เขียนหนังสือ สถาบันกษัตริย์: ความจริงที่ถูกบิดเบือน ณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถาวร เสนเนียม ประธานพรรคไทยภักดี และมี เวทิน ชาติกุล ผู้อำนวยการสถาบันทิศทางไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ

สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ บัญญัติว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี" ซึ่งเดิมที มาตรา 112 ไม่ได้ครอบคลุมกษัตริย์ในอดีต และพระบรมวงศานุวงศ์ 

ย้อนดูข้อถกเถียง 'ปิยบุตร' ขยายขอบเขตไปอดีตกษัตริย์ จะทำให้มีปัญหา

ย้อนไปเมื่อ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เผยแพร่คลิปบนสื่อโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊ก กล่าวถึงกรณี เมื่อ 22 พ.ย. 2565 ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตัดสินให้ ‘จรัส’ (สงวนนามสกุล) ปัจจุบันอายุ 21 ปี มีความผิด มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมฯ โดยลงโทษจำคุก 3 ปี ก่อนลดโทษลงเหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่รอลงโทษ 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี และทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ 12 ชั่วโมง จากกรณีแสดงความเห็นวิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียง ของรัชกาลที่ 9 ใน เพจเฟซบุ๊ก 'เพจจันทบุรี'

โดยศาลอุทธรณ์ ภาค 2 ให้เหตุผลคดีดังกล่าวว่า พระมหากษัตริย์ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่ได้ระบุว่าให้จำกัดแค่กษัตริย์องค์ปัจจุบันเท่านั้น และต้องเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่เท่านั้น นอกจากนี้ คำพิพากษาระบุด้วยว่า การกล่าวพาดพิงดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อกษัตริย์องค์ปัจจุบันอีกด้วย  

อ่านข่าวเพิ่มเติม

เลขาฯ คณะก้าวหน้า ให้ความเห็นในวิดีโอต่อว่า การขยายขอบเขตองค์ประกอบความผิด มาตรา 112 ครอบคลุมไปถึงอดีตกษัตริย์นั้นจะทำให้เกิดปัญหาว่าจะไปเริ่มที่ไหน ไปถึงพระเจ้าอู่ทอง (สมัยอยุธยา) หรือสมัยอาณาจักรสุโขทัย เลยไหม ไม่แน่ใจว่าต้องรวมกษัตริย์พระองค์ใดบ้าง

ปิยบุตร ตั้งคำถามต่อว่า การเรียนประวัติศาสตร์จะเรียนอย่างไร อย่างการเขียนงานแบบรอยัลลิสต์ ชาตินิยม หรือแบบกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ต่างวิจารณ์กษัตริย์ด้วยกันเอง อย่างกรณีหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ กล่าวถึงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2307-2310) มีการวิจารณ์พระเจ้าเอกทัศ ว่าอ่อนแอ แบบนี้ผิด ม.112 หรือไม่ หรือวิจารณ์พระเจ้าเอกทัศ ว่าฝีไม้ลายมือการบริหารประเทศ พระราโชบายของพระองค์จนทำให้เสียกรุง แบบนี้เจ้าหน้าที่ต้องไปยึดทำลายหนังสือหรือไม่ 

เลขาฯ คณะก้าวหน้า ยกตัวอย่างกรณีขุนวรวงศาธิราช ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพระยอดฟ้า ในสมัยอยุธยา นักประวัติศาสตร์บางรายนับว่าเป็นกษัตริย์ แต่บางคนก็ไม่นับ สรุปแล้วเข้าข่ายอดีตกษัตริย์ตามกฎหมาย ม.112 หรือไม่ การถกเถียงเรื่องการสวรรคตของพระเจ้าตากสินทำได้หรือไม่ 

“จุดสิ้นสุดขอบเขตมันอยู่ตรงไหน จะถอยไปถึงพระมหากษัตริย์องค์ไหน ไม่ต้องเรียนแล้วประวัติศาสตร์ประเทศไทย และแบบเรียนประเทศไทยเอาพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว สอนหนังสือมันก็ไล่เรียงมาตั้งแต่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ไล่มาจนถึงเปลี่ยน เป็นสุโขทัย กรุงอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ ไล่เรียงกันมาทุกพระองค์ แล้วอย่างนี้จะสอนหนังสือยังไง” ปิยบุตร ทิ้งท้าย 
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์