สปสช.จับมือสภาผู้บริโภค แก้ปัญหาผู้ใช้สิทธิบัตรทองถูกเก็บค่ารักษา 5 ปี กว่า 35.7 ล้านบาท

สปสช. จับมือ สภาองค์กรของผู้บริโภค แก้ปัญหาผู้ใช้สิทธิบัตรทองถูกหน่วยบริการเรียกเก็บค่ารักษา (Extra billing) ย้ำเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ ขัดหลักการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ผู้ป่วยประสบปัญหาจ่ายค่ารักษาพยาบาล ด้าน สภาองค์กรของผู้บริโภค เผยข้อมูลเฉพาะกรณีใช้สิทธิบริการฉุกเฉิน ปี 2565 รับเรื่องร้องเรียน 48 เรื่อง ทำหนังสือถึง 'อนุทิน' ขอให้แก้ไขปัญหาเชิงระบบ ขณะที่ สปสช.เปิดข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี มีกรณีร้องเรียน 3,329 เรื่อง รวมเป็นเงินถูกเรียกเก็บกว่า 35.7 ล้านบาท ย้ำใช้สิทธิบัตรทองแต่ถูกเรียกเก็บค่ารักษาอย่าเพิ่งจ่าย ให้โทรมาที่สายด่วน สปสช. 1330  - เตรียมใช้เงินเหลือจ่ายปีงบ 2565 เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวัคซีนโควิด 

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แจ้งข่าวว่าที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ – เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2565 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมแถลงข่าว สปสช. จับมือ สภาองค์กรของผู้บริโภคแก้ปัญหาประชาชนสิทธิบัตรทองถูกหน่วยบริการเรียกเก็บค่ารักษา “ถูกเรียกเก็บเพิ่ม ไม่ต้องจ่าย สิทธิหลักประกันสุขภาพของประชาชน” เพื่อชี้แจงและสร้างความเข้าใจการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” ในกรณีที่เป็นการเข้ารับบริการภายใต้สิทธิประโยชน์และขอบเขตบริการ หน่วยบริการไม่สามารถเรียกเก็บค่าบริการได้ 

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภคและอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมการมีส่วนร่วม สปสช. กล่าวว่า บริการสุขภาพเป็นหนึ่งในข้อร้องเรียนที่สภาฯ ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาทที่มีกรณีหน่วยบริการเรียกเก็บค่าบริการโดยไม่มีสิทธิที่จะเรียกเก็บ หรือเรียกเก็บเกินกว่าอัตราที่กำหนด (Extra Billing) รวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะกรณีเรียกเก็บค่าบริการจากบริการเจ็บป่วยฉุกเฉิน เฉพาะข้อมูลปี 2565 มีจำนวนสูงถึง 48 เรื่อง  

คณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาฯ จึงจัดทำแผนขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา ทั้งการถูกเรียกเก็บเงินจากใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ บริการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ตรวจทางห้องปฏิบัติการและเวชภัณฑ์ บริการนอกเวลาราชการ และบริการอื่นที่เป็นสิทธิประโชน์ เนื่องจากเป็นการเรียกเก็บเงินทั้งที่เป็นสิทธิประโยชน์ ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 หน่วยบริการไม่สามารถเก็บค่าบริการได้ เพราะจะทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและก่อวิกฤตทางการเงินให้ผู้ป่วย  

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2565 สภาฯ มีหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ขอให้จัดการปัญหานี้ และควรเป็นการแก้ไขและป้องกันปัญหาในเชิงระบบ เพื่อไม่ให้เกิดกรณีซ้ำรอยและให้เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันของหน่วยบริการในระบบบัตรทอง 30 บาท 

“มีหลายกรณีที่ร้องเรียน เช่น กรณีหญิงตั้งครรภ์เข้ารับการตรวจครรภ์ที่ รพ.แห่งหนึ่ง โดย รพ.ต้นสังกัดส่งต่อ ซึ่งแพทย์ตรวจพบปากมดลูกเปิด ต้องให้รักษาตัวใน รพ. แต่กลับถูกเรียกเก็บค่ารักษาเป็นจำนวน 12,595.50 บาท ทั้งที่ รพ.สามารถเบิกจ่ายจาก สปสช.ได้ ด้วยเป็นสิทธิส่งต่อ และกรณีหญิงอายุ 74 ปี สิทธิบัตรทองแต่มีสิทธิย่อยคนพิการ ถูกเรียกเก็บค่าบริการ 42,529.25 บาท ทั้งที่เป็นผู้มีสิทธิตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่องการใช้สิทธิเข้ารับบริการสาธารณสุขของทหารผ่านศึกและคนพิการ พ.ศ. 2556 ซึ่งทั้ง 2 กรณีนี้คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขมีคำสั่งให้คืนเงินผู้ป่วย     

นอกจากนี้ยังมีกรณีหญิงอายุ 72 ปี เข้ารักษาฉุกเฉินด้วยอาการปวดหลังมาก หายใจไม่สะดวก จุกแน่นลิ้นปี่และใต้ราวนมใน รพ.แห่งหนึ่ง ต่อมาแพทย์วินิจฉัยพบเป็นภาวะนิ่วในถุงน้ำดี เบื้องต้นผู้ร้องเรียนแจ้งใช้สิทธิชำระเงินเอง เนื่องจากไม่ทราบว่าสามารถใช้สิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินได้ และทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลไม่ได้ให้ข้อมูลว่าสามารถใช้สิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินได้ แต่ต่อมาเมื่อผู้ป่วยทราบว่าสามารถใช้สิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินได้ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะขอใช้สิทธิ แต่เจ้าหน้าที่ รพ. ไม่แก้ไขเอกสารให้ โดยให้เซ็นปฏิเสธใช้สิทธิ ถูกเรียกเก็บค่ารักษาจำนวน 56,039.50 บาท เมื่อเรื่องเข้าสู่การคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขมีคำสั่งให้คืนเงินผู้ป่วยเนื่องจากกรณีนี้สามารถใช้สิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินที่มีสิทธิเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลดังกล่าวได้” เลขาธิการสภาฯ กล่าว  

ด้าน ผศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ปี 2561-2565 มีประชาชนร้องเรียนกรณีถูกเรียกเก็บเงินค่ารักษา (Extra billing) เข้ามาที่ สปสช. 3,329 เรื่อง รวมเป็นเงิน 35,700,006 บาท เมื่อจำแนกข้อมูลการใช้สิทธิพบว่า เป็นกรณีเข้ารักษาหน่วยบริการตามสิทธิหรือส่งต่อมากที่สุด 1,526 เรื่อง ใช้สิทธิส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 598 เรื่อง สิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉิน 563 เรื่อง สิทธิประสบอุบัติเหตุ 385 เรื่อง สิทธิเด็กแรกเกิด/สิทธิว่าง 156 เรื่อง และสิทธิผู้พิการ/ทหารผ่านศึก 101 เรื่อง 

โดยโรคและอาการที่ถูกเรียกเก็บเงินมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โรคระบบย่อยอาหาร/โรคในช่องปาก บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ติดเชื้อโควิด ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ และระบบทางเดินหายใจ ขณะที่ 5 รายการแรกของบริการที่ถูกเรียกเก็บมากที่สุด คือ บริการรักษาพยาบาล/ยาในบัญชี/ทำแผล, บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค, ตรวจวินิจฉัยทางเทคนิคการแพทย์และพยาธิวิทยา, อวัยวะเทียมหรืออุปกรณ์เวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยาและค่าบริการอื่นๆ ส่วนเหตุผลของการถูกเรียกเก็บค่าบริการ เช่น เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเป็นนโยบายของ รพ., บริการที่ใช้เบิกไม่ได้, ไม่ทราบว่าใช้สิทธิการรักษาได้, ผู้ร้องเรียนไม่แจ้งใช้สิทธิ ไม่พกบัตรประชาชนและยานอกบัญชี เป็นต้น  

ผศ.ภญ.ยุพดี กล่าวว่า ปัญหานี้ สปสช. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่ผ่านมาได้แก้ไขปัญหาโดยนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด สปสช. และมอบให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ทั้งคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารกองทุน คณะอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิและการมีส่วนร่วม และคณะอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันสุขภาพของทุกภาคส่วน  

รวมถึงการพิจารณาโดยคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน โดยปีที่ผ่านมาได้ออกประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่องประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุข พ.ศ. 2564 เพื่อปรับปรุงประกาศฉบับเดิม ให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิในการรับบริการสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพิ่มขึ้น ครอบคลุมสิทธิประโยชน์บริการ 13 รายการที่เบิกจ่ายค่าบริการจากกองทุนบัตรทองที่หน่วยบริการไม่มีสิทธิเรียกเก็บเพิ่มได้  

พร้อมจัดทำ “คู่มือ Extra Billing อะไรทำได้ ทำไม่ได้ เพื่อสื่อสารไปยังหน่วยบริการในระบบให้เกิดความชัดเจน พร้อมกับปี 2566 ได้มีการจัดทำแผน กำกับติดตาม พร้อมกำหนดตัวชี้วัดระดับความสำเร็จของการมีกลไกเฝ้าระวังติดตามและแก้ไขปัญหานี้ให้สำเร็จตามเป้าหมายต่อไป 

“ตามกฎหมายกองทุนบัตรทอง เรื่องการเรียกเก็บค่ารักษาจากประชาชนที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ หรือ Extra billing ไม่สามารถให้หน่วยบริการทำได้ เพราะจะทำให้ประชาชนประสบปัญหาหรือเกิดอุปสรรคต่อการเข้ารับบริการสาธารณสุข ทั้งยังอาจก่อให้เกิดวิกฤตทางการเงินจากค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้ป่วยและครอบครัว แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง เยอรมัน ญี่ปุ่น เป็นต้น ได้กำหนดข้อห้ามไม่ให้หน่วยบริการเรียบเก็บ Extra billing ในระบบหลักประกันสุขภาพเช่นกัน” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว 

ทั้งนี้ ขอย้ำว่าสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทอง ทุกครั้งที่ท่านไปใช้บริการตามสิทธิขอให้นำบัตรประจำตัวประชาชนไปด้วยทุกครั้ง เพื่อยืนยันตัวตนในการเข้ารับการรักษาหรือใช้บริการ กรณีเด็กเล็กที่ยังไม่มีบัตรประชาชนให้ใช้สำเนาสูติบัตรหรือใบเกิดแทน  

หากผู้มีสิทธิบัตรทองหรือบัตร 30 บาท (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ประสบปัญหาถูกสถานพยาบาลเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลขณะใช้บริการตามสิทธิบัตรทอง อย่าเพิ่งจ่ายค่ารักษา ขอให้โทร.มาที่สายด่วน สปสช. 1330 เจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป  

สปสช.เตรียมใช้เงินเหลือจ่ายปีงบ 2565 เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวัคซีนโควิด 

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีที่ชมรมแพทย์ชนบทโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่าการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ชะลอการลงนามในร่างหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ส่งผลให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไม่สามารถเบิกเงินเยียวยาได้และต้องรอมานานกว่า 1 เดือนแล้วนั้น 

สปสช.ขอแจ้งว่า สปสช. เตรียมใช้เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เหลือจ่ายจากปีงบประมาณ 2565 มาจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเร็วๆนี้ ดังนั้นขอให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับการเยียวยาตามสิทธิที่พึงมี โดยไม่กระทบกับการได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีเกิดความเสียหายจากการได้รับวัคซีนโควิด-19 อย่างแน่นอน ทั้งนี้ขอเชิญชวนประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือยังไม่รับวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ไปฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 หากเจ็บป่วยจะมีอาการไม่รุนแรง และหากเกิดความเสียหาย กรณีเป็นผู้มีสิทธิบัตรทองก็สามารถยื่นเรื่องเพื่อขอรับการช่วยเหลือเบื้องต้นหรือรับเงินเยียวยาจาก สปสช.ได้  

ทั้งนี้ สปสช.จะประสานงานกับชมรมแพทย์ชนบทเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมและเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยด่วน ขณะเดียวกันได้เร่งรัดให้ สปสช.เขตทั้ง 13 เขต ประสานหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเร่งรัดอีกทางหนึ่งด้วย  

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์