สมาชิก 'ก้าวไกล' ชี้ระบบกองทัพที่แย่สร้างทหารกร่างต้องปฏิรูปกองทัพ-ทัพภาค 1 แจงตั้งกรรมการสอบแล้ว

ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล ชี้เหตุทหารกร่างสะท้อนระบบกองทัพย่ำแย่ ใช้อำนาจข่มกันเอง-ข่มประชาชน ย้ำต้องปฏิรูปกองทัพเอาทหารออกจากการเมือง ไม่ทำตัวเหนือกฎหมาย ทัพภาค 1 แจงตั้งกรรมการสอบเพื่อพิจารณาโทษวินัยแล้วและจะติดตามคดีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

6 ธ.ค. 2565 ฝ่ายสื่อสารของพรรคก้าวไกลเผยแพร่ความเห็นของ ธนเดช เพ็งสุข ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพฯ เขตลาดพร้าว-วังทองหลาง พรรคก้าวไกล ต่อกรณีนายทหารยศพันเอกมีอาการมึนเมาและพูดข่มขู่คุกคามรวมถึงล็อกคอสั่งบุคคลอื่นวิดพื้นกลางร้านอาหารย่านรัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ตามข้อมูลที่สื่อมวลชนรายงานก่อนหน้านี้พ.อ.พิเศษ วงศ์วริศ สังขสัพพันธ์ อายุ 50 ปี นักเรียนเตรียมทหาร รุ่น 32 จปร. รุ่นที่ 43 สังกัด มทบ 18 ตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการประจำ

ธนเดชกล่าวว่าเป็นอีกครั้งที่คนในวงการ ‘คนมีสี’ ก่อเหตุความรุนแรง แม้เรื่องที่เกิดขึ้น โฆษกกองทัพบกจะออกมาบอกกับสังคมเหมือนทุกกรณีที่ผ่านมาว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับกองทัพ แต่ในฐานะทหารเก่าคนหนึ่ง ตนขอยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกองทัพโดยตรง

ธนเดชกล่าวว่า แน่นอนว่ากองทัพไม่สามารถควบคุมกำลังพลทุกคนให้ไม่ออกนอกลู่นอกทางได้ ไม่มีกองทัพที่ไหนบนโลกที่ทำแบบนั้นได้ แต่ในประเทศที่กองทัพมีความเป็นมืออาชีพจริงๆ เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เพราะทหารก็เหมือนกับข้าราชการคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอิทธิพลหรืออำนาจเหนือกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจทางการเมือง ถ้าสังเกตให้ดีๆ ยุคที่รัฐบาลพลเรือนเป็นใหญ่ บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เหตุการณ์ลักษณะนี้ปรากฏให้เห็นในอัตราความถี่ที่น้อยกว่ามาก แต่ตั้งแต่ยุค คสช. รัฐประหารเมื่อปี 2557 เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลสืบทอดอำนาจในปัจจุบัน เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแทบไม่เว้นเดือน ทั้งประเภทที่คนในกองทัพกระทำกันเอง และคนในกองทัพกระทำต่อสังคมภายนอก

“เมื่อเกิดเหตุแล้ว สิ่งที่เหมือนกันจนแทบจะเป็นพล็อตเรื่องเดียวกัน คือผู้ก่อเหตุให้เหตุผลว่าถูกกดดันและทำลายชีวิตราชการ นี่ไม่ใช่คำตอบที่จำกันมา แต่มันคือต้นตอที่ไม่สามารถมองข้ามได้จริงๆ สังคมที่ดำเนินไปโดยระบอบชนชั้น ใครใหญ่กว่ามีอำนาจ ใครตัวเล็กก็ต้องรับสภาพถูกข่มเหงกันเป็นทอดๆ เมื่อเกิดความเครียดเกิดความกดดันก็นำพาไปสู่เหตุร้ายต่างๆ ที่เราเห็น อีกด้านหนึ่ง ในเมื่อบ้านเมืองที่กองทัพ ‘รันทุกวงการ’ ทั้งอำนาจทางการเมืองและอำนาจทางกฎหมาย เราก็จะได้เห็นทหารกร่างเต็มบ้านเต็มเมืองอาละวาดใส่ชาวบ้านเขาไปทั่ว ไม่เว้นแม้แต่พวกเดียวกันเอง” ธนเดชระบุ

ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กล่าวอีกว่า ระบบแบบปัจจุบัน ได้สร้างแดนสนธยาขึ้นในกองทัพ พอมีอำนาจทางการเมืองเต็มรูปแบบ กำลังพลก็ทำตัวเป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับรัฐบาลพลเรือน แต่งตั้งโยกย้ายกันเอง มีเรื่องมีราวก็เคลียร์กันเอง ธำรงวินัยกันเอง เมื่อเป็นแบบนี้ ใครเงินหนา อิทธิพลกว้างขวางกว่าหรือเส้นใหญ่กว่า ก็ได้ขึ้นปกครองกำลังพลได้ไต่เต้าเหนือกำลังพลดีๆ เมื่อนายทหารหลายคนมาด้วยอิทธิพลและอำนาจเส้นสาย ก็ย่อมใช้อิทธิพลและอำนาจเส้นสายกับทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องส่วนตัว มีปัญหาขึ้นมาก็ทะเลาะวิวาทไว้ก่อนแล้วค่อยมาจัดการทีหลัง ดังนั้น จะบอกว่ากองทัพไม่เกี่ยว เป็นเรื่องส่วนบุคคลได้อย่างไร เพราะระบบที่เป็นอยู่บ่มเพาะทหารกร่างแบบนี้ขึ้นมาในสังคม เข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจด้วยวิธีการเหนือกฎหมาย ใช้อำนาจเหนือกฎหมายบังคับแต่กับประชาชน แต่ยกเว้นพวกเดียวกันเองไว้ สร้างแดนสนธยาขึ้นมาในกองทัพโดยไม่มีใครมาตรวจสอบถ่วงดุลได้ ทั้งหมดนี้กองทัพมีส่วนสำคัญทำให้เกิดขึ้นมา

“การปฏิรูปกองทัพตามที่พรรคก้าวไกลเสนอรวมถึงการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะยุติวงจรทหารกร่างเต็มบ้านเต็มเมืองแบบนี้ให้เหลือน้อยที่สุดในสังคมไทย ทหารต้องออกจากการเมือง ออกจากศูนย์กลางอำนาจ ต้องไม่มีสิทธิพิเศษเหนือกฎหมาย ไม่มีอำนาจพิเศษช่วยเหลือ เป็นเพียงหน่วยงานรัฐบาลที่มีหน้าที่ป้องกันประเทศจากอริราชศัตรูภายนอก ไม่มีอิทธิพลในทางใดๆ นอกจากการได้รับการยอมรับจากประชาชน ที่สั่งสมมาจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศเท่านั้น” ธนเดชกล่าว

ทัพภาค 1 แจงตั้ง กก.สอบวินัยแล้วจะลงโทษวินัย ติดตามคดี

วันนี้กรุงเทพธุรกิจยังรายงานความคืบหน้าอีกโดยอ้างอิงจดหมายข่าวของศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 1 ที่ระบุว่าตรวจสอบแล้ว นายทหารคนดังกล่าวยังเป็นทหารยศพันเอกของมณฑลทหารบกที่ 18 เบื้องต้นพบว่ามีพฤติกรรมใช้วาจาไม่สุภาพข่มขู่ลูกค้าในร้าน “สาเหตุจากความไม่เข้าใจกันจนมีปากเสียง”

จดหมายระบุว่าเมื่อหน่วยต้นสังกัดเรียกสอบสวนนายทหารคนดังกล่าวยอมรับว่าใช้อารมณ์เกินกว่าเหตุในการพูดจากับกลุ่มลูกค้าของร้าน “แต่ไม่ได้มีเจตนาข่มขู่หรือจะทำร้ายและมีปากเสียงกับคู่กรณีด้วยเพราะความมึนเมา” นอกจากนั้นยังได้โทรศัพท์ไปขอโทษคู่กรณีแล้วและขอพบในสถานีตำรวจหรือสถานที่ใดก็ตามที่คู่กรณีต้องการ

“เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเรื่องการวิวาทส่วนบุคคล โดยกำลังพลมีการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ในที่สาธารณะ ขัดต่อการดำรงตนเป็นทหารที่ดี โดยหน่วยต้นสังกัดได้ตั้งกรรมการสอบสวนเหตุดังกล่าวแล้ว และจะดำเนินการพิจารณาโทษทางวินัยตามระเบียบ พร้อมติดตามคดีเพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหาย ตามข้อเท็จจริง”

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์