Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เครื่องบินกำลังจะลงจอดที่สนามบิน LAX ในอีกไม่กี่นาที กัปตันให้สัญญาณผู้โดยสารกลับที่นั่งรัดเข็มขัด พร้อมแจ้งสถานการณ์แปรปรวนของสภาพอากาศระหว่างการลงจอด ผู้โดยสารบนเครื่องสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติบางอย่างของสภาพชั้นบรรยากาศโดยเฉพาะเมฆที่หนาทึบผิดปกติ วินาทีที่เครื่องลงจอดและโทรศัพท์มือถือของทุกคนทำงานอีกครั้ง มีสัญญาณเตือนประหลาดดังและสั่นแทบจะพร้อมกัน กับข้อความที่อ่านแล้วไม่เข้าใจในทีแรก “ALERT”, “EMERGENCY” “FIRE”, “EVACUATION” เราสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับโทรศัพท์มือถือ แต่กลับปัดผ่านข้อความเตือนเหล่านั้นไปอย่างง่ายๆ

เรากำลังจะได้เจอเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันนานกว่าสิบปี ทริปมาแอลเอครั้งนี้เตรียมการมานานหลายเดือน จะว่า Ignorant ก็ได้แต่ในใจไม่มีภาพของภัยพิบัติอยู่ในหัวเลย ขณะยืนอยู่บนขอบทางหน้าสนามบินรอเพื่อนมารับ เราเหลือบเห็นกลุ่มเมฆหนาสีดำปกคลุมท้องฟ้าเมืองแอลเอ นึกไปว่าคงจะมีพายุฝน (ทั้งที่ก่อนหน้าดูในพยากรณ์อากาศบอกว่าแดดจ้าทั้งวัน?) เมื่อเพื่อนมาถึง เราจึงได้รู้ว่า เมืองกำลังอยู่ในภาวะภัยพิบัติไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพหนีตาย

เราได้รับการต้อนรับและดูแลจาก เพื่อนรักทั้งสองอย่างดีตลอดสี่วันของการมาเยือนแอลเอ บ้านที่เราพักอยู่ไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกลจากพาลิเสดส์ ผู้คนพยายามใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็ต่างแหงนมองดูท้องฟ้า เปิดเครื่องฟอกอากาศ ใส่แมสก์ มองออกไปนอกหน้าต่าง วิวบ้านเรือนเหมือนภาพถ่ายใส่ฟิลเตอร์ ท้องฟ้าที่สีไม่ฟ้า มีเศษเถ้าลอยตกลงมาราวกับปุยหิมะสีดำ แสงอาทิตย์สีส้มแสดเหมือนกำลังจะตกดินทั้งๆ ที่เพิ่งจะสิบโมงเช้า ให้ความรู้สึกสิ้นหวังเหมือนวันสิ้นโลก

ท้องฟ้าในเมืองแอลเอ

ท้องฟ้าในเมืองแอลเอ

โฆษณา - Advertising

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปของสถานการณ์ไฟป่าแอลเอที่ดูจะยังไม่สิ้นสุดง่ายๆ เราได้มีโอกาสสนทนากับสองมิตรสหายชาวเมืองแอลเอ ทริสตัน กับ ฮันนาห์ ถึงความรู้สึก มุมมอง และผลกระทบของภัยพิบัติไฟป่าครั้งนี้ที่มีต่อพวกเขา 

ทริสตันเป็นศิลปินและนักถ่ายภาพ ที่มาทำงานและพำนักอยู่ในแอลเอนาน 11 ปี ส่วนฮันนาห์ เป็นศิลปินและอดีตผู้จัดการพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในแอลเอ ชาวเมืองแอลเอแต่กำเนิด มีครอบครัว พ่อแม่ ญาติพี่น้องอาศัยอยู่ในแอลเอ

ทริสตัน: “แน่นอนว่า ทุกคนในเมืองช็อคมาก ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่อยากจะเชื่อ แม้ไฟป่าในแอลเอจะเกิดขึ้นทุกปี แต่ก็เกิดเป็นหย่อมเล็กๆ ลุกลามไม่มาก ผู้คนจำนวนมากจึงเพิกเฉยกับมัน ไม่ได้สนใจมันเท่าที่ควร บางทีการพูดถึงปัญหาไฟป่าในลอสแองเจลิสยังดูเหมือนเป็นอะไรที่ “นามธรรม” มากๆ โอเค... มันอาจจะทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศในช่วงฤดูนี้ของปีทุกปี และแทบทุกบ้านจะต้องมีเครื่องฟอกอากาศบ้านละสองสามเครื่อง แต่ก็ถูกมองเป็นแค่ความจริงในระดับที่ส่งผลต่อความไม่สะดวกสบายบางอย่างในชีวิตประจำวันเท่านั้น”

ในช่วงสองสามวันมานี้ บ้านของทริสตันกับฮันนาห์ยังได้ให้ที่พักพิงแก่ บรูซ สหายผู้ประสบภัยจากไฟป่า บ้านของบรูซในพาลิเสดยังอยู่ดี แต่ก็อยู่ในเขตอันตรายที่ต้องอพยพ กระท่อมพักผ่อนเก่าแก่ที่เขาสร้างขึ้นมากับมือด้วยกันกับคนรักของเขาถูกเผาผลาญเป็นตอตะโกในพริบตา บรูซเพิ่งสูญเสียคู่ชีวิตของเขาไปเมื่อสองปีก่อน เหตุการณ์นี้จึงเหมือนความต่อเนื่องของการสูญเสียที่กระทบต่อจิตใจของเขาไม่น้อย ยังมีผู้คนอีกมากที่หนักหนากว่าบรูซ บางคนสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง บางคนต้องเริ่มต้นใหม่ในวัยใกล้ฝั่ง และเราไม่ได้กำลังพูดถึงคนสิบยี่สิบคน แต่มันคือทั้งย่านของเมืองที่ถูกลบหายไปจากกูเกิ้ลแม็บในพริบตา

ทริสตันกำลังถ่ายภาพไฟป่าในพาลิเสดส์

ทริสตันกำลังถ่ายภาพไฟป่าในพาลิเสดส์

ทริสตัน: “วันก่อนเรานั่งสนทนากับบรูซ เราคุยกันว่า คนจำนวนมากใช้ชีวิตราวกับว่า ความตายจะไม่เกิดขึ้นกับพวกเขา คุณอาจจะเห็นคนนั้นคนนี้ตาย คุณอาจเคยได้ยินมาว่าวันนึงทุกคนต้องตาย แต่ในฉากหลังของจิตใจ พวกเขาอาจไม่เคยยอมรับเลยว่าความตายก็รวมพวกเขาอยู่ในนั้นด้วย ลึกๆ เราต่างนึกว่าตัวเองจะเป็นข้อยกเว้น หรือมีหวังว่าจะโกงความตายได้ เมื่อมีพบว่ามีใครตาย เราก็มักจะถามว่า “เขาตายอายุเท่าไหร่?” ลึกๆ ก็เพื่ออยากรู้ว่าตัวเองยังเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ หรือคิดว่าควรเห็นใจแค่ไหน หากรู้ว่าใครเป็นมะเร็งปอด เราก็จะถามว่าเขาสูบบุหรี่ไหม ถ้าสูบก็รู้เลยว่านั่นเป็นความผิดของเขาที่สูบบุหรี่ ...ฉันไม่สูบ โล่งอกไป และฉันก็น่าจะอายุยืนกว่า อะไรทำนองนั้น ทั้งหมดคือความพยายามที่อยากจะควบคุมนั่นเอง เราปรารถนาจะควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งในที่นี้คือความจริงสูงสุดอย่างความตาย”

“ไฟป่าที่เกิดขึ้นในแอลเอ ก็เหมือนกัน พอมันลุกโหมขึ้น ก็ไม่มีใครควบคุมมันไม่ได้ เมื่อพูดถึงที่สุดของสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ความตายนี่แหละคือที่สุดแล้ว เราไม่อาจควบคุมความตายได้ และไม่มีใครรู้ว่าความตายจะมาเยือนเราเมื่อไหร่ ไฟป่ามันลุกโชนขึ้นในจิตสำนึกร่วมของผู้คนในเมืองแอลเอมาพักนึงแล้ว แต่ผู้คนส่วนใหญ่พยายามที่จะเพิกเฉยมัน โอ้.. ไฟป่าพวกนั้นเป็นสิ่งที่ควรเฝ้าระวังเฉพาะคนที่มีบ้านอยู่ในป่า อยู่บนภูเขาเท่านั้นแหละ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว ไม่มีใครเพิกเฉยต่อมันได้อีกแล้ว เพราะไฟลุกลามเข้ามาถึงส่วนของเมืองที่ไม่มีใครคาดว่าจะลามถึงมาก่อน ความเพิกเฉยต่อไฟป่านี้อยู่ในจิตใต้สำนึกร่วมของคนในเมืองนี้แทบทุกคน เหมือนที่มนุษย์เราเพิกเฉยต่อความตาย แม้จะรู้ว่ามันอยู่ไม่ไกลจากเราเลยก็ตาม”

“ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ เราไม่เคยคิดในแง่นี้หรอก เราไม่อยากยอมรับ เมื่อมีประสบการณ์ตรงกับมันจริงๆ เราพูดไม่ออก สำหรับคนที่ไม่ได้เจอกับมันตรงๆ ก็อาจจะคิดไปต่างๆ นานา ทำไมไม่อย่างนั้น ทำไมไม่อย่างนี้ บ้างก็ชี้นิ้วหาคนผิด ต้นเหตุ บ้างก็ต่อว่าโชคชะตา ความซวย ศาสดาพยากรณ์ ความเชื่อทางศาสนา กฎแห่งกรรม อะไรก็ตามแต่ แต่ที่สุดแล้ว ไฟป่าแอลเอ คือความจริงที่ควบคุมไม่ได้ แค่นั้นเลย เหตุปัจจัยมากมายที่มาประจวบกัน ฝนแล้งมาห้าหกเดือน พายุกรรโชกแรง กิ่งไม้ใหญ่ที่หักโค่นลงมาเกี่ยวสายไฟแรงสูง ประกายไฟแค่นิดเดียวอันนำไปสู่ไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองแอลเอ มันคือปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดฝันมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น”

“ความเพิกเฉยคือแรงขับเคลื่อนสำคัญอันหนึ่งของสังคมที่เราอยู่ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ผมนั่งทำงานของเราอย่างคร่ำเคร่ง แทบไม่สนใจอะไรใครเลย พอได้เห็นข้อความแจ้งเตือนครั้งแรก “อ๋อ มาอีกแล้ว ไฟป่า” ลึกๆ ผมไม่คิดหรอกว่าไฟจะลามเข้ามาถึงในเมืองได้ แต่เราไม่สามารถควบคุมแม้กระทั่งความคาดหวังนั้นได้ มันเป็นอะไรที่ “สมัยใหม่” มาก คือเรามักเริ่มจากสมมติฐานที่ว่าเราสามารถควบคุมทุกอย่างได้ สิ่งนี้ยังนำไปสู่แนวโน้มของการชี้นิ้วหาคนผิดด้วย เราเห็นสิ่งนี้ชัดตอนช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด เราพยายามหาใครหรืออะไรสักอย่างมากล่าวโทษ เราคิดหาสายเรื่องที่สมเหตุสมผลบางอย่างขึ้นมา เพื่ออธิบายให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นและใครที่ทำให้มันเกิดขึ้น นั่นเป็นวิธีการหนึ่งของตัวตนของเราในการพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้” 

วิจักขณ์: ‘ตอนนี้ข่าวไฟป่าแอลเอกำลังเป็นที่สนใจในไทย เริ่มเห็นคนเอาไปโยงกับความเชื่อทางศาสนา วันสิ้นโลก กรรม มีอันนึงลากไปถึงเรื่องสงครามที่สหรัฐไปถล่มปาเลสไตน์/ฉนวนกาซ่า กรรมจึงตามสนองด้วย’

ทริสตัน: ‘เข้าใจได้ นั่นเป็นสายเรื่องที่เก่ามากๆ ประมาณว่า ถ้าใครบางคนป่วย อาจเป็นเพราะเขาทำผิดหรือทำชั่วอะไรบางอย่าง ทำให้พระเจ้าโกรธ พระเจ้าจึงลงโทษประมาณนั้น แต่ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความสิ้นหวังของมนุษย์ที่พยายามหาคุณค่าหรือความหมายของการมีชีวิตอยู่ด้วยเซนส์ของการควบคุมและการมีทางเลือก นั่นเองที่นำไปสู่เซนส์ของ “ความเสียขวัญ” (Horror) ยามตกอยู่สถานการณ์เช่นนี้ที่ทำให้เราตระหนักว่า ในความจริงสูงสุด ชีวิตไม่มีทางเลือกและควบคุมไม่ได้ ความเสียขวัญที่ว่า มาในภาพของเพลิงไฟที่ลามเข้าสู่กริดของเมือง ความโกลาหลที่รุกคืบเข้ามายังโครงสร้างตึกรามบ้านช่องของมนุษย์ ราวกับมะเร็งร้ายหรือเชื้อโรคที่ลุกลาม แน่นอนว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินถึงผลกระทบจากไฟป่าในครั้งนี้ แต่ผลกระทบทั้งทางร่างกาย จิตใจ ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ ฯลฯ จะมีมากมายมหาศาลอย่างแน่นอน แน่นอนว่าถึงจุดที่ไฟดับลง สิ่งแรกที่ชาวเมืองจะรู้สึกร่วมกันคือความโศกเศร้า (Grief)’ 

วิจักขณ์: ‘เมื่อปีที่แล้ว ที่ไทยก็มีภัยพิบัติจากน้ำท่วม ซึ่งแทบไม่ต่างจากที่คุณอธิบายถึงเลย แค่เปลี่ยนจากไฟเป็นน้ำ การรุกคืบเข้าท่วมเมืองและบ้านเรือนของมวลน้ำมหาศาล ราวกับพญานาคที่ปรากฏกายจากไหนไม่รู้ พลังธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้แสดงตัวออกมาในรูปปรากฏการณ์ต่างๆ เพื่อให้มนุษย์ตระหนักถึงความจริงแห่งความตายที่ไม่อาจควบคุม’

ทริสตัน: ‘ใช่เลย’ 

วิจักขณ์: ‘สถานการณ์ล่าสุดดูเหมือนจะค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว ตอนนี้ถือว่า ควบคุมไฟได้แล้วหรือยัง’

ทริสตัน: ‘ยัง... เห็นไหม แม้แต่การที่เราถามว่าควบคุมไฟได้หรือยัง มันก็สะท้อนความเชื่อที่ว่าเราควบคุมมันได้ จริงๆ เราไม่สามารถดับไฟป่านี้ได้นะ ถ้ามันจะดับ มันก็จะดับของมันเอง ไม่ใช่เราดับมัน สมมติว่าจู่ๆ มีลมกรรโชกแรงขึ้นมาอีก ไฟที่ดูเหมือนจะดับ ก็จะลุกโหมขึ้นอีก ทั้งหมดนี้เกินการควบคุมของเราโดยสิ้นเชิง ที่พูดนี่ไม่ได้เพื่อให้รู้สึกสิ้นหวังแต่เหตุการณ์ครั้งนี้สำหรับผมแล้ว มันส่งผลกระทบลึกไปถึงระดับจิตวิญญาณของผู้คนในเมืองเลย นั่นคือการที่เราต้องยอมรับความจริงที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์โดยสิ้นเชิง’

ฮันนาห์: ‘ตอนนี้มันยังรู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริงเลยนะ ไม่มีใครคิดเลยว่าจะเห็นภาพนี้ในแอลเอ สามสี่วันนี้ เราเหมือนยังอยู่ในฟองสบู่ ยังไม่ได้ออกไปเห็นและเจอโลกความเป็นจริง เลยยังไม่สามารถจะพูดอะไรได้มากนัก และคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะย่อยประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด แน่นอนว่าตอนนี้มีความพยายามที่ชาวเมืองจะรวมตัวกันเพื่อให้ความช่วยเหลืออะไรบางอย่าง และฉันอยากคิดหาวิธีการที่จะออกจากฟองสบู่ของฉันและเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนั้น เหตุการณ์นี้มันใหญ่สำหรับเมืองนี้มากๆ ซึ่งเชื่อได้เลยว่ามันจะส่งผลให้เมืองนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เหมือนเดิม’

ทริสตันกำลังถ่ายภาพไฟป่าในพาลิเสดส์
 

วิจักขณ์: ‘พวกคุณทั้งสองเป็นคนที่มีการตระหนักรู้ถึงภาพใหญ่ของสถานการณ์โลกอยู่แล้ว พวกคุณมองเห็นความเชื่อมโยงของไฟป่าแอลเอกับภาพใหญ่ของวิกฤตการณ์โลกร้อนอย่างไรบ้าง’

ทริสตัน: ‘มันเป็นเรื่องบังเอิญอย่างประหลาดมาก ที่ช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งของงานที่ผมทำ คือการเดินทางไปถ่ายภาพไฟป่ายังหลายพื้นที่ในฝั่งตะวันตกของหลายรัฐในอเมริกา แล้วจู่ๆ ไฟป่าก็มาหาผมที่นี่’

ฮันนาห์: ‘เรื่องปัญหาโลกร้อน ใช่... เราต่างรู้และให้ความสนใจ แต่สำหรับฉัน บางทีมันก็ยังเป็นนามธรรมอยู่ดี แม้จะมีการพยายามอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ ก็ยังค่อนข้างยากจะเข้าใจ กว่าจะเข้าใจจริงๆ ก็ต้องมีประสบการณ์ตรงกับมันแบบจังๆ ตรงหน้าแบบไม่อาจหลบเลี่ยงได้อีกต่อไป’ 

ทริสตัน: ‘เรื่องนี้มันอาจจะจริงสำหรับทุกคนเลย นั่นคือสาเหตุที่ทำไมการสร้างการตระหนักรู้เรื่องโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นเรื่องยากที่จะสื่อสาร เพราะมนุษย์เราไม่สามารถที่จะเชื่อมการมองเห็นในสเกล ขนาด หรือช่วงเวลาที่แตกต่างเข้าด้วยกัน เช่น การคิดในห้วงเวลาที่ใหญ่แล้วย้อนกลับมาสู่การคิดในชีวิตประจำวันของเรา การที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางความคิดแบบนั้นได้ มันเรียกร้องให้เราผละออกจากชีวิตประจำวันเพื่อที่จะมองเห็นภาพใหญ่ได้ นั่นคือสาเหตุที่ทำไมคนจำนวนมากมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำหรือทำได้” 

ฮันนาห์: “แต่กับเหตุการณ์นี้ มันเข้ามาปะทะทุกคนจังๆ แบบเลี่ยงไม่ได้ ภัยพิบัติไฟป่าครั้งนี้มีผลกระทบต่อทุกคนที่เรารู้จัก และพวกเขาเหล่านั้นก็เห็นถึงผลกระทบที่ภัยพิบัติครั้งนี้มีต่อทุกคนในชีวิตที่พวกเขารู้จักด้วย เราอาจไม่เคยมองเห็นภาพแอลเอในแง่ community เพราะมันเป็นเมืองที่ใหญ่มาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อทุกคนในเมือง และจะมีผลกระทบไปอีกนาน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟู การจัดหาที่อยู่ ธุรกิจห้างร้าน การจ้างงาน ฯลฯ 

ในแง่หนึ่งมันคือความทุกข์อันใหญ่หลวงของผู้คนในเมือง แต่อีกด้าน ความทุกข์ร่วมของผู้คนในเมืองก็ทำให้เกิด sense of community อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ซึ่งหากเราใช้โอกาสนี้ในการร่วมทุกข์กัน ความทุกข์ที่ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเมืองแอลเออย่างก้าวกระโดดแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์เลยก็ได้”   

0000
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising